เสียงนกร้องคลอมากับลมเย็นที่พัดผ่านระเบียงหลังบ้านในเช้าวันเสาร์ อาคิระนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้ยาวใต้ชายคา สมุดโน้ตดนตรีและกระดาษเปล่าสำหรับจดไอเดียเพลงวางอยู่ตรงหน้า เขากำลังครุ่นคิดหาทำนองสำหรับการบ้านวิชาดนตรีที่ต้องส่งในสัปดาห์หน้า งานที่ได้รับคือการแต่งเพลงสั้น ๆ พร้อมโน้ตและเนื้อร้อง แต่สมองของเขากลับว่างเปล่า ไม่สามารถรวบรวมความคิดให้เป็รูปเป็ร่างได้
เขาเคาะปากกากับขอบโต๊ะเบา ๆ เป็จังหวะพลางฮัมทำนองในใจ แต่ความคิดของเขาก็พลันหลุดลอยไปเมื่อได้ยินเสียงกระซิบเบา ๆ ลอยมากับสายลม
“อาคิน…”
เสียงนั้นแ่เบาราวกับเป็เสียงลมพัดผ่าน แต่กลับชัดเจนพอที่เขาจะสะดุ้งเงยหน้ามองรอบตัว ไม่มีใครอยู่แถวนั้นนอกจากตัวเขาเองและสายลมที่พัดใบไม้ไหวเบา ๆ
“คิดไปเองเหรอ?” เขาพึมพำ ก่อนกลับมามองกระดาษตรงหน้าอีกครั้ง
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าดังขึ้นที่หลังบ้าน พ่อของเขา ปริญ เดินมาพร้อมกับแม่ ไอรีน ทั้งสองถือถ้วยกาแฟและสมุดบันทึกเล่มเก่าในมือ สีหน้าของพวกเขาดูเหมือนกำลังครุ่นคิดอะไรบางอย่าง ไอรีนหันไปกระซิบกับปริญเบา ๆ แต่แม้จะเบาแค่ไหน อาคิระก็ยังจับคำว่า “เซเลส” และ “อาร์เคเดีย” ได้อย่างเลือนราง
“พ่อครับ เมื่อกี้พูดว่าอะไรนะ?” อาคิระถามพลางเงยหน้าขึ้นมอง
ทั้งสองคนหยุดชะงักไปชั่วครู่ ก่อนปริญจะตอบด้วยน้ำเสียงเรียบนิ่ง “ไม่มีอะไรหรอกลูก แค่คุยกันเื่งานนิดหน่อย”
“อืม…” อาคิระพึมพำในลำคอ แม้จะรู้สึกสงสัย แต่เขาก็เลือกที่จะไม่ซักไซ้ต่อ
ไม่นานนัก ไอรีนเดินเข้ามาใกล้ พร้อมถือกล่องไม้ใบเล็กที่ดูเก่าแก่ลวดลายสลักประณีต เธอวางมันลงตรงหน้าอาคิระ แล้วนั่งลงข้าง ๆ
“ลูกอาคิน แม่มีบางอย่างอยากให้ลูก” ไอรีนพูดด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน
อาคิระจ้องมองกล่องไม้ใบเล็กด้วยความประหลาดใจ เมื่อไอรีนเปิดฝาออก เผยให้เห็นสร้อยคอเรียบง่ายที่มีอัญมณีสีฟ้าตรงกลาง มันเปล่งแสงอ่อน ๆ ราวกับมีชีวิต
“สร้อยนี่คืออะไรครับ?” อาคิระถาม สายตาจับจ้องที่มันราวกับถูกสะกด
“มันเป็สิ่งสำคัญที่แม่เก็บไว้ให้ลูก” ไอรีนตอบ สายตาเต็มไปด้วยความอ่อนโยนแต่แฝงด้วยความกังวล “แม่อยากให้ลูกเก็บมันไว้ใกล้ตัวเสมอ”
อาคิระรับสร้อยมาถือไว้ แสงสีฟ้าจากอัญมณีทำให้เขารู้สึกเหมือนหัวใจเต้นตามจังหวะของมัน
“ทำไมถึงสำคัญขนาดนั้นครับ?”
ปริญเดินมานั่งอีกฝั่งของโต๊ะ ก่อนพูดด้วยน้ำเสียงสุขุม “บางครั้งเราอาจไม่รู้ว่าบางสิ่งมีความหมายแค่ไหน จนกว่าจะถึงเวลา แต่พ่ออยากให้ลูกเชื่อมั่นว่าสิ่งที่พ่อกับแม่ทำทั้งหมด ก็เพื่อให้ลูกพร้อมสำหรับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น”
“เกิดอะไรขึ้นเหรอครับ?” อาคิระถาม แต่พ่อกลับมองเขาด้วยสายตาแน่วแน่ โดยไม่ตอบอะไรเพิ่มเติม
อาคิระหันไปมองแม่ ไอรีนเพียงพยักหน้า “เก็บมันไว้ให้ดีนะลูก มันจะช่วยลูกได้เมื่อถึงเวลา”
ความคาใจยังคงวนเวียนในหัวของเขา แต่เขาพยักหน้าเบา ๆ และเก็บสร้อยไว้ในกระเป๋าเสื้อ ไอรีนยิ้มให้เขาอย่างอ่อนโยนก่อนเดินกลับเข้าไปในบ้านพร้อมกับปริญ
เมื่อตกเย็น อาคิระนั่งอยู่ในห้องของตัวเอง เขาหยิบสร้อยออกมามองอีกครั้ง คราวนี้อัญมณีสีฟ้าเปล่งแสงจาง ๆ และเขาเริ่มเห็นภาพลาง ๆ ในหัว ภาพของวิหารเก่าแก่ท่ามกลางหิมะ บรรยากาศหนาวเย็นจนเขารู้สึกถึงความเย็นจับขั้วหัวใจ ลวดลายของดวงดาวปรากฏขึ้นในจินตนาการ แต่ทุกอย่างมัวหม่นจนเขาไม่สามารถมองเห็นได้ชัดเจน
“นี่มันอะไรกันแน่…” เขาพึมพำ ก่อนจะสะบัดหัวเพื่อปลดตัวเองออกจากภวังค์
อาคิระวางสร้อยไว้บนโต๊ะแล้วถอนหายใจหนัก ๆ เขารู้สึกได้ว่าชีวิตธรรมดาของเขาอาจกำลังจะเปลี่ยนไปในแบบที่เขาไม่เคยคาดคิดมาก่อน…