คืนฉายกระเด้งตัวขึ้นจนเก้าอี้ที่นั่งอยู่ถอยไปชนราวเหล็กด้านหลัง สีหน้าตื่นตะลึงชั่วแวบหนึ่งจึงแปรเป็นความระมัดระวังตัวอย่างเคยชินเกิดอาการประหม่าเล็กน้อย เมื่อพบว่าผู้หญิงที่ยืนอยู่ตรงหน้ากำลังหัวเราะร่าทำให้เขาเผลอลูบศีรษะ พลอยผสมโรงหัวเราะแก้เก้อตามกันไป
“โทษทีนะครับผมคงทำตัวตลกมาก”
เสียงหัวเราะของหล่อนจึงลดเหลือเพียงรอยยิ้ม...สีกุหลาบเคลือบริมฝีปากนั้นช่างเย้ายวนใจเสียจนเขาเผลอมองอยู่นานนานพอที่จะสังเกตบุคลิกหน้าตาของหล่อนจนถ้วนถี่
ผู้หญิงคนนี้ผิวขาวจัดวงหน้ารูปไข่รียาว ถูกเครื่องสำอางฉาบพรางไว้จนกลบความจืดที่ธรรมชาติมีแต่แรกปรุงแต่งเสียจนคิ้วโก่งได้รูป ปลายตากรีดอายไลเนอร์เฉี่ยว ปัดมาสคาร่าหนาแต่ก็ไม่อาจข่มดวงตาเรียวซึ่งใส่คอนแทกเลนส์สีเทานั้นได้ จมูกโด่งปลายมนรับกับริมฝีปากบางเฉียบ...มองผิวเผิน หล่อนช่างเป็นคนมีเสน่ห์ไม่เบา
ยิ่งการแต่งตัวนั้นเปิดเผยกล้าโชว์สัดส่วนรัดรูป เป็นผ้าผืนเดียวตัดทั้งชุดกระโปรงคล้องคอ หนังกลับตัดต่อผ้าไหมจับพลีตสีเขียวปีกแมลงทับโชว์แผงคอเปลือยจนถึงช่วงอก ช่วงเอวนั้นเว้าเป็นรูปตัววีทั้งสองข้างโดยผูกโบเส้นเล็กประดับห้อยกลางลำตัว...แค่นี้ก็ทำเอาคืนฉายถึงกับหายใจติดขัดพอดูแต่ก็นึกไม่ถึงว่ายามที่หล่อนขยับขาเล็กน้อย ช่างดึงดูดสายตาให้เขาจับจ้องไปยังโคนขายาวเห็นผิวเนื้อผุดผาด จนต้องรีบระงับความรู้สึกแบบผู้ชายที่คิดเตลิดไปไกลด้วยการส่งเสียงกระแอมไอเตือนตนเอง
นี่แหละหนา...เขาถึงไม่อยากอยู่กับผู้หญิงสองต่อสองนัก!
“ฉันชื่อพริมาค่ะ...เรียกสั้นๆว่าพริ้มก็ได้”
หล่อนแนะนำตัวขึ้นก่อนหลังปล่อยให้เขายืนเก้ออยู่พักใหญ่ “ผม คืนฉายครับไม่ทราบว่าคุณพริ้มเป็นเจ้าของชาถ้วยนี้หรือเปล่าครับ”
“เชิญคุณฉายนั่งดื่มเป็นเพื่อนกันสักครู่สิคะ”
พริมาวางตัวเรียบง่ายราวกับว่าสนิทสนมกันพอประมาณ...เป็นฝ่ายหย่อนก้นลงนั่งเก้าอี้ไม้อีกตัวแล้วรินน้ำชาจากกาใส่ถ้วยใบจิ๋วขยับมาวางไว้ตรงหน้าเขาทำเอาชายหนุ่มต้องนั่งลงตามกัน แล้วเอ่ยขอบคุณตามมารยาท
คืนฉายยกน้ำชาขึ้นจิบทีละนิดกลิ่นหอมอ่อนๆของยอดชาช่วยให้ผ่อนคลายและชื่นใจก็จริงแต่ในยามที่ต้องอยู่ตามลำพังกับสาวสวย มันกลับทำให้ใจปั่นป่วนประหลาดเสียดื้อๆพยายามระวังตัวไม่หันไปสบตาหล่อน เพราะเกรงว่าสายตานั้นอาจพลั้งเผลอไปจ้องยังส่วนที่อิ่มเอิบอันเด่นสะดุดตาจนน่าเกลียด เมื่อเวลาพูดเขาจึงมองตรงไปยังเบื้องหน้าแทน
“คุณพริ้มมานั่งเล่นตรงนี้คนเดียวหรือครับ...แล้วเอ่อ...”
พริมาลอบชำเลืองมองชายหนุ่มคงจับสังเกตถึงความประหม่าในทีของเขาได้ ไม่รู้ว่าจงใจหรือแค่บังเอิญเมื่อหล่อนเอี้ยวตัวมาความอวบอูมของดอกกุหลาบงามดอกนี้มันถึงเด่นชัดเสียจนเขาต้องเสเมินไปทางอื่นอีกรอบ
“ฉันชอบหนีมานั่งเล่นตรงนี้คนเดียวค่ะ...อยู่ข้างในบางทีก็เบื่อ ไม่อยากไปเกะกะ ขวางการทำงานของพวกนั้นเลยหยิบพวกหนังสือติดมือมาอ่านเล่นฆ่าเวลา”
“ขอโทษนะครับไม่ทราบว่าคุณพริ้มทำงานตำแหน่งอะไรอยู่ที่นี่ครับ”
พริมาขยับตัวอีกครั้งโดยแสร้งดึงชายกระโปรงที่สั้นและแคบขณะยกขาขึ้นไขว่ห้าง เพื่อให้นั่งทะมัดทะแมงขณะปากก็พลางอธิบายว่า “ฉันเป็นเพื่อนกับปูจ๋าค่ะ...ไม่ได้ทำงานอะไรที่นี่หรอก ที่บ้านฉันเป็นร้านขายทองอยู่แถวเยาวราชถ้าวันไหนเบื่อๆ ไม่มีอะไรทำ ถึงจะแวะมาหา...แต่ส่วนใหญ่ก็มาเกือบทุกวันนะคะเพราะว่าฉันเป็นคนขี้เบื่ออยู่ที่ไหนแวบๆได้ไม่นานก็เบื่อซะแล้ว...นี่ปูจ๋าไม่ได้เล่าเรื่องของฉันให้คุณฟังบ้างเหรอ”
ท้ายประโยคหล่อนเล่าเป็นเชิงถามกลายๆ เมื่อเขาสั่นหน้าเบาๆ หล่อนจึงหัวเราะอีกครั้งพลางพูดต่อว่า “ถึงคุณจะไม่รู้จักฉัน...แต่ฉันก็รู้จักคุณฉายดีในระดับหนึ่งเชียวนะคะ”
“คุณพริ้มน่ะหรือครับรู้จักผมมาก่อน”
เขาถามไปอย่างสงสัยโดยลืมนึกไปว่า... “คุณฉายลืมเรื่องเมื่อคืนก่อนแล้วหรือคะ ภาพของคุณลงหนังสือพิมพ์กรอบเช้าเกือบทุกฉบับถึงจะเห็นหน้าตาไม่ชัดทุกมุมก็เถอะ แต่สำหรับฉันที่อยู่ในเหตุการณ์นั้นด้วยมันชัดเต็มสองตาเลยนะคะ”
เขาพรูลมหายใจทิ้ง...นึกไม่ถึงว่าหล่อนผู้นี้จะอยู่ในเหตุการณ์คืนนั้นด้วยเพราะความชุลมุนในที่เกิดเหตุ ทำให้เขาไม่ทันสังเกตใครอื่นมากนัก
“มันก็แค่อุบัติเหตุนะครับ...ผมไม่ได้ตั้งใจทำแบบนั้น”
ปากตอบออกไปก่อนที่ความคิดจะตกผลึกด้วยซ้ำชักไม่แน่ใจว่า ตนเองไม่ได้ตั้งใจจริงหรือ...ในเมื่อตามรูปการแล้วนั้น ใครๆที่เห็นก็คงมองว่าเขาฉวยโอกาส แต่แล้วคำพูดที่พริมาตอบกลับ ทำให้เขาประหลาดใจ
“แต่ฉันเชื่อว่าคุณฉายไม่ได้ตั้งใจหรอกนะคะทั้งเรื่องที่ช่วยปูจ๋า ไม่ให้โดนคนร้ายสาดน้ำกรด แล้วก็เรื่องที่คุณฉาย ‘จูบ’ ปูจ๋าต่อหน้าทุกคน”
พริมาไม่พูดเปล่ากลับเอื้อมแขนมาวางฝ่ามือลงบนต้นขาเขาเปิดเผยความรู้สึกบางอย่างที่เขารู้ด้วยสัญชาตญาณของบุรุษเพศเป็นอย่างดี...อย่างนี้ล่ะที่เขาเรียกกันว่า‘เชิญชวน’ เพราะประกายตาบางอย่างวาววับในดวงตาสีเทาอ่อนนั้นอย่างมีเลศเล่ห์
คืนฉายจึงขยับตัวลุกขึ้นเพื่อมิให้ใจของเขาเต้นผิดจังหวะไปมากกว่านี้...เพราะกลัวเหลือเกินกับการถูกผู้หญิง‘จู่โจม’
แม้ว่าจะเคยเจอผู้หญิงทอดสะพานมานักต่อนักแต่ไม่ว่ากี่ครั้ง มันก็ยังไม่ชิน เขาจึงตัดบท ด้วยการขอตัวกลับเข้าไปข้างในลุกขึ้นยืนโดยอัตโนมัติ จนหล่อนต้องชักมือกลับ
เห็นชัดว่าสีหน้าของหล่อนฉายความผิดหวัง...ได้แต่นึกในใจ...ผู้หญิงคนนี้แปลกจริง!
“ผมขอตัวก่อนนะครับโอกาสหน้าคงได้พบกันใหม่”
คืนฉายค้อมศีรษะเล็กน้อยแล้วหันหลังกลับ ก้าวเท้ายาวๆ ราวกับต้องการหนีอะไรบางอย่างทำเอาพริมาที่นั่งไขว่ห้างนิ่ง ถึงกับยิ้มกริ่ม แก้มปลั่งสุกเป็นสีแดงเรื่อรอยยิ้มนั้นมีแววปรารถนาชัดเจน
.........................................