หลิงเทียนวิ่งโดยไม่หันกลับไปมอง
ทางเดินใต้ดินแคบและชื้น พื้นหินปกคลุมด้วยตะไคร่น้ำและรอยแตกคมกริบ ทุกก้าวที่เหยียบลงไปส่งความเจ็บแล่นจากซี่โครงขึ้นมาถึงขมับ แต่เขาไม่ลดความเร็วแม้แต่น้อย เพราะเสียงฝีเท้าด้านหลังไม่ได้เป็เสียงของคนเพียงคนเดียว
มันดังสองจังหวะ หนักหนึ่ง เบาหนึ่ง
คนหนึ่งตามรอยเก่ง อีกคนหนึ่งเร็วกว่า
‘อย่างน้อยพวกมันก็ไม่ใช่คนโง่’ หลิงเทียนคิด พลางข้ามร่องน้ำเล็ก ๆ ที่ตัดผ่านทางเดิน ‘น่าเสียดายที่ข้าเองก็ไม่ได้มีเวลาชื่นชม’
เขาเลี้ยวผ่านก้อนหินก้อนใหญ่ แล้วหยุดเพียงชั่วลมหายใจเพื่อก้มเก็บเศษแร่สีขาวจากพื้น แร่ชนิดนี้พบได้ตามถ้ำชื้น มันไม่มีค่าในตลาด แต่เมื่อบดแล้วผสมกับน้ำจะทิ้งกลิ่นดินฉุนติดมือไปนาน
หลิงเทียนขยำมันในฝ่ามือแล้วป้ายไปตามผนังสองด้าน ก่อนวิ่งต่อไปทางซ้าย
ด้านหลัง เสียงชายคนหนึ่งกล่าวอย่างเ็า “มันอายุไม่มาก แต่รู้จักลบรอยเท้า”
“รอยเท้าไม่ใช่ปัญหา” อีกคนตอบ “มันไม่มีปราณให้ตามกลิ่นได้ยากอยู่แล้ว แต่คนที่าเ็ย่อมทิ้งเื”
หลิงเทียนกัดฟัน เขาเคยคิดว่าผนึกในร่างมีแต่จะทำให้ตนถูกเหยียดหยาม วันนี้มันทำให้คนชุดแดงตรวจจับปราณของเขาไม่ได้จริง แต่ข้อดีเล็กน้อยนั้นไม่พอชดเชยความต่างของกำลัง หากคนสองคนข้างหลังอยู่ขั้นรวบรวมปราณอย่างที่เดา เขาคงรับมือได้ไม่ถึงสามกระบวนท่า
‘ชนะไม่ได้ ก็อย่าให้ต้องชนะ’
นี่ไม่ใช่คำคมของอาจารย์ผู้ใด เป็เพียงสิ่งที่หลิงเทียนเรียนรู้จากการต่อยกับเด็กโตในตลาดตอนอายุสิบขวบ เด็กคนหนึ่งใช้กำลังมากกว่าเสมอ แต่ถ้าทำให้เขาลื่นล้มลงบ่อโคลน แล้วหนีไปก่อนพี่ชายเขามาถึง การต่อยแพ้ก็ไม่มีความหมายเท่าไร
เมื่อถึงทางแยก หลิงเทียนพุ่งไปทางขวาโดยไม่ลังเล ทว่าเดินไปได้สิบกว่าก้าว เขากลับหยุดแล้วถอยหลังกลับมา ก้มลงแทรกตัวผ่านรอยแยกใต้ผนังหินแทน
ช่องแคบจนเขาต้องหายใจออกสุดปอดแล้วเบียดไหล่ผ่านทีละน้อย หินบาดแผ่นหลังจนเืซึม เขาไม่สนใจ ปลายทางของรอยแยกเป็โพรงเล็กพอให้คนนั่งยอง ๆ ได้ มีน้ำขังอยู่ครึ่งแข้งและมีกลิ่นเหม็นของซากสัตว์เก่า
หลิงเทียนขมวดคิ้ว
“ที่ซ่อนชั้นดีจริง ๆ” เขาพึมพำ “ถ้ารอดไปได้ ข้าจะเลิกพูดว่าห้องเก็บฟืนที่บ้านเหม็น”
เขากลั้นหายใจ ซ่อนตัวในเงามืด แล้วหยิบก้อนหินขึ้นมาโยนออกไปยังทางแยกอีกด้าน
แกร๊ก!
เสียงหินกระทบผนังดังสะท้อนยาว
ไม่กี่อึดใจต่อมา เงาสองเงาปรากฏขึ้นตรงปากทางเดิน คนชุดแดงคนแรกย่อตัวแตะพื้น หน้ากากขาวสะท้อนแสงจากคบเพลิงในมือ สายตาของเขากวาดไปยังรอยเท้าที่หลิงเทียนจงใจทิ้งไว้
“ไปทางขวา” เขากล่าว
คนที่สองยกมือห้าม “ช้าไป เขาทำกลิ่นแร่ขาวไว้สองทาง”
“เด็กอายุเท่านี้รู้จักแร่ขาว?”
“คนที่ตกลงมาถึงที่นี่แล้วยังวิ่งได้ ไม่ควรเอาอายุมาตัดสิน”
หลิงเทียนเงียบกริบ เขาไม่รู้ว่าควรดีใจที่ถูกประเมินสูงขึ้น หรือเสียใจที่ศัตรูประเมินสูงขึ้นเช่นกัน
ชายคนที่สองเดินไปหยุดตรงผนังเหนือรอยแยก เขาไม่ได้มองลงมา แต่เอานิ้วแตะผนังหิน แล้วหลับตาอยู่ครู่หนึ่ง
หัวใจหลิงเทียนเต้นแรง
ปราณของอีกฝ่ายแทรกลงตามเนื้อหินอย่างเงียบงัน มันไม่ได้กว้างใหญ่ แต่ละเอียดราวกับใยแมงมุม เขาเข้าใจทันทีว่าคนผู้นี้ไม่ได้ตรวจจับชีวิตจากปราณของเหยื่อ หากกำลังฟังแรงสั่นะเืจากลมหายใจและชีพจร
การกลั้นหายใจจะช่วยไม่ได้
หลิงเทียนยกมือขึ้นปิดปากตนเองแน่น ขณะที่ปลายเท้าค่อย ๆ ขยับหาก้อนกรวดในน้ำ เขารอจังหวะที่คนชุดแดงหันไปพูดกับสหาย แล้วดีดก้อนกรวดออกผ่านรอยแยกไปกระแทกผนังด้านไกล
ปึก!
คนชุดแดงทั้งคู่หันไปทันที
และในจังหวะนั้น หลิงเทียนก็พุ่งออกจากช่องแคบ
เขาไม่วิ่งไปทางตรง แต่ใช้ไหล่กระแทกคบเพลิงในมือชายคนแรกจนแสงดับวูบ ก่อนเตะข้อพับอีกฝ่ายอย่างรวดเร็ว คนชุดแดงไม่ล้มง่ายอย่างเด็กตลาด เขาหมุนตัวกลับพร้อมศอกที่พุ่งใส่ขมับหลิงเทียน
หลิงเทียนยกแขนรับ ความเจ็บชาแล่นไปทั้งแขนจนแทบยกไม่ขึ้น เขาถอยหลังสามก้าว แล้วโยนผงแร่ขาวที่เหลือตรงเข้าดวงตาอีกฝ่าย
“เด็กน้อย!” ชายชุดแดงคำราม
“ข้ารู้” หลิงเทียนตอบอย่างจริงใจ “ท่านไม่จำเป็ต้องย้ำให้ข้าเสียใจ”
เขาหันหลังวิ่งต่อทันที
การลอบโจมตีครั้งนั้นซื้อเวลาให้เขาได้ไม่ถึงสิบลมหายใจ เสียงฝีเท้าด้านหลังดังขึ้นอีก คราวนี้ไม่มีการแยกกันตาม ทั้งสองคนเข้าจังหวะราวกับฝึกมาด้วยกันนับปี คนหนึ่งเร่งให้เขาวิ่ง อีกคนตัดทางออกตามโครงสร้างถ้ำ
ไม่นานหลิงเทียนก็พบสิ่งที่ไม่อยากพบที่สุด
เบื้องหน้าคือหน้าผา
ทางเดินใต้ดินสิ้นสุดลงอย่างกะทันหัน เหลือเพียงแผ่นหินแคบยื่นออกไปเหนือความมืด ลมเย็นจากเบื้องล่างพัดขึ้นมาจนเสื้อเปียกชื้นแนบติดร่าง เขาก้มมองลงไป ไม่เห็นก้นเหว เห็นแต่หมอกขาวหมุนวนและเสียงน้ำไหลอยู่ไกลเหลือเกิน
คนชุดแดงเดินออกมาจากทางเดินช้า ๆ ราวกับไม่จำเป็ต้องรีบอีกแล้ว
“จบแล้ว” คนที่ถูกผงแร่เข้าตากล่าว เขาดึงหน้ากากออกครึ่งหนึ่งให้เห็นรอยแดงบริเวณหางตา ใบหน้าใต้หน้ากากยังหนุ่มกว่าที่หลิงเทียนคิด “ส่งสิ่งที่เ้าได้ยินมา แล้วข้าจะให้เ้าตายเร็วหน่อย”
หลิงเทียนมองซ้ายมองขวา แล้วมองลงเหวอีกครั้ง “ข้าขอถามอย่างหนึ่งได้หรือไม่?”
“ถาม”
“พวกท่านรับเด็กฝึกงานหรือเปล่า?”
ชายทั้งสองนิ่งไปชั่วครู่
หลิงเทียนยิ้มอย่างสุภาพที่สุด “ข้าเห็นพวกท่านทำงานเป็ระบบดีมาก มีเสื้อคลุมเหมือนกันด้วย ตระกูลข้าไม่เคยทำเครื่องแบบให้ข้าเลย ข้ารู้สึกว่าถูกละเลยทางอารมณ์มานาน”
“เ้ากำลังถ่วงเวลา”
“ใช่” หลิงเทียนพยักหน้าอย่างไม่ปิดบัง “แต่ท่านก็ยังยืนฟังอยู่ แปลว่าข้ายังมีพร์อยู่บ้าง”
คนที่สองขยับเพียงครั้งเดียว ร่างก็หายจากตำแหน่งเดิม ฝ่ามือเปี่ยมปราณพุ่งเข้ามาเหมือนคมมีด หลิงเทียนเอนตัวหลบเต็มกำลัง แต่ปลายมือยังเฉือนผ่านไหล่ซ้าย เืพุ่งเป็เส้น
เขากระเด็นไปชนผนังหิน ลมหายใจขาดห้วง
ความต่างของระดับพลังชัดเจนเกินไป อีกฝ่ายไม่จำเป็ต้องฆ่าเขาในกระบวนท่าเดียว เพียงไม่อยากให้เขาตายเร็วเท่านั้น
“ไม่มีที่ให้ไปแล้ว” ชายชุดแดงกล่าว
หลิงเทียนยันตัวลุกช้า ๆ เขามองหน้าผา มองศัตรู แล้วมองมือตนเองที่เต็มไปด้วยเื
ไม่มีทางให้ไปจริงหรือ?
คำพูดนั้นทำให้เขานึกถึงผู้ตรวจพิธีเถิงหลง นึกถึงสายตาคนทั้งลาน นึกถึงคำตัดสินที่ว่าเส้นทางของเขาถูกปิดแล้วั้แ่เกิด
พวกนั้นชอบบอกว่าทางหมดแล้วเสมอ
แต่ทางหมดกับไม่อยากเดินต่อ เป็คนละเื่กัน
หลิงเทียนยกมือขวาขึ้นช้า ๆ ชูนิ้วกลางให้ชายชุดแดงทั้งสองอย่างไม่เสียมารยาทเท่าไรนัก
“ถ้าข้าจะตาย” เขากล่าว “ข้าขอเลือกตำแหน่งตายเอง”
แล้วเขาก็ถอยหลังหนึ่งก้าว ปล่อยร่างลงสู่ความมืดใต้หน้าผา
เสียงะโของคนชุดแดงตามมาทีหลัง แต่หลิงเทียนไม่ได้ยินชัดอีกแล้ว ลมบาดผ่านใบหน้า ห้วงเหวกางปากรับเขา และในความมืดนั้น เขายังยิ้มอยู่
อย่างน้อยคราวนี้ ไม่มีใครผลักเขาลงมา