กลับมาเริ่มใหม่เป็นสามีขั้นเทพของภรรยายุค 90

    บทที่ 10 ประสิทธิภาพของพลังสามผสาน

    เจ๊อ้วนมีพละกำลังมาก เธอผลักโจวเหวินจิ้งออกไปจนนั้นร่างโงนเงน หลี่ซีเหวินที่อยู่ข้างหลังจึงรีบเข้ามาประคองเธอไว้


    เขาไม่ได้พูดอะไรจนกระทั่งตอนนี้ เพราะเขากำลังตกใจกับการกระทำของโจวเหวินจิ้งอยู่ ด้วยร่างกายที่แข็งแกร่งของอู๋กัง เขาจึงรู้สึกกลัวอยู่บ้าง แต่โจวเหวินจิ้งกลับยืนขึ้นอย่างกล้าหาญ นี่เป็นเรื่องที่เขาคาดไม่ถึงมาก่อน


    “เหวินจิ้ง คุณเป็นอะไรไหมครับ”  หลี่ซีเหวินถามด้วยความเป็นห่วง


    “ฉันสบายดีค่ะ คุณรีบขอโทษพวกเจ๊อ้วนเร็วเข้าสิ อย่าทำให้คนอื่นโกรธอีกเลยนะ”  โจวเหวินจิ้งพูดอย่างกังวล


    “คนปากร้ายแบบนี้ ทำไมผมจะต้องไปขอโทษด้วยล่ะครับ” หลี่ซีเหวินยิ้มอย่างเหยียดหยามและปกป้องโจวเหวินจิ้งให้มาอยู่ด้านหลังของตัวเอง “วางใจเถอะครับ ผมจะจัดการเรื่องนี้เอง” 


    โจวเหวินจิ้งตกตะลึง เธอไม่เข้าใจว่าทำไมหลี่ซีเหวิน ผู้ซึ่งมักจะกลัวการรุกรานเจ๊อ้วนเสมอ ถึงได้ดื้อดึงขนาดนี้


    หากการทุบเครื่องจ่ายไฟฟ้าเป็นการกระทำที่หุนหันพลันแล่น แล้วการพบเจออู๋กังควรสงบสติอารมณ์ได้อยู่อย่างนั้นหรือ 


    โจวเหวินจิ้งไม่กล้าพูดอยู่ครู่หนึ่ง


    “ผัวจ๋า คุณดูเขาสิ เขากล้าเรียกฉันว่าคนปากร้ายด้วยนะ” ในเวลานี้เจ๊อ้วนได้โกรธจัดแล้ว เธอชี้ไปที่หลี่ซีเหวินและตะโกน “เร็วเข้า ทุบตีเขาเลย” 


    เมื่อเห็นว่าหลี่ซีเหวินยังคงเย่อหยิ่ง อู๋กังก็ไม่ลังเลอีกต่อไป เขารีบก้าวไปข้างหน้าและคว้าคอเสื้อของหลี่ซีเหวินด้วยมือขนาดใหญ่ของเขา


    หลี่ซีเหวิน สูง  180 เซนติเมตร ถึงแม้ว่าจะไม่เตี้ย แต่ร่างกายกลับดูบอบบางเมื่ออยู่ต่อหน้าอู๋กัง


    โดยเฉพาะอย่างยิ่งความแข็งแกร่งของอู๋กังนั้นยอดเยี่ยมมาก ยอดเยี่ยมจนสามารถเขายกร่างของหลี่ซีเหวินขึ้นมาโดยตรงได้เลย


    “ดูถ้าว่าวันนี้ฉันคงต้องทุบตีแกให้ตายแล้วล่ะ ไอ้สารเลว” อู๋กังพูดพร้อมชูกำปั้นอีกข้างขึ้นตรง ๆ 


    ในเวลาเดียวกันนั้นทุกคนได้ถอยหลังไปเกือบหมดแล้ว เพราะทุกคนต่างรู้ดีว่าหลี่ซีเหวินนั้นไร้ประโยชน์เพียงใด


    โจวเหวินจิ้งก็หวาดกลัวเช่นกัน แม้เธอจะต้องการก้าวไปข้างหน้าเพื่อช่วยเหลือเขา แต่มันก็สายเกินไปแล้ว


    “ทุบมันให้ตายไปเลย”  เสียงตะโกนของเจ๊อ้วนดังก้องไปทั่วท้องฟ้ายามค่ำคืน


    “อ่า~”


    เสียงกรีดร้องดังขึ้นในทันใด แต่ไม่มีใครคาดคิดว่าเสียงนี้จะเป็นเสียงของอู๋กัง ทุกคนต่างจับจ้องไปที่อู๋กัง


    พวกเขาเห็นอู๋กังกำจมูกของตัวเองเอาไว้ เนื้อตัวสั่นเทาและเดินถอยหลังไปสองก้าว จากนั้นก็มีเลือดไหลออกมาระหว่างนิ้วมือของเขาอย่างต่อเนื่อง


    “บ้าเอ้ย”  


    หลี่ซีเหวินไม่สามารถควบคุมตัวเองได้อีกต่อไป เขาก้าวขึ้นไปเตะหว่างขาของอู๋กังโดยตรงอีกที


    “อุ๊ป!” อู๋กังหุบขาของตัวเองเข้าด้วยกันแล้วล้มลงไปที่พื้นเสียงดังโครม!


    ทุกคนตกตะลึง พวกเขาไม่เข้าใจว่าเมื่อสักครู่นี้เกิดอะไรขึ้นกันแน่ วันนี้ทุกคนคิดว่าหลี่ซีเหวินจบสิ้นแล้ว บางคนถึงกับหลับตาและไม่กล้ามองอีกเลย แต่ทำไมอู๋กังถึงได้เป็นคนที่ล้มลงไปได้ล่ะ


    มีเพียงหลี่ซีเหวินเท่านั้นที่รู้อย่างชัดเจนว่าเขาทำอะไรลงไปบ้าง


    เมื่ออู๋กังดึงคอเสื้อของเขา เขาไม่ได้ต่อสู้กลับ แต่เมื่อคู่ต่อสู้กำลังจะเหวี่ยงกำปั้นออกมา เขาจึงใช้ความพยายามอย่างมากในการบังคับช่วงเอวของตัวเองและกระแทกศีรษะไปที่จมูกของคู่ต่อสู้อย่างแรง


    การเอาหัวชนจมูกเช่นนี้ ก็เหมือนการเอาหินไปทุบไข่ อู๋กังตกตะลึงพร้อมกับมีดาวเต็มดวงตา จิตใจของเขาตกอยู่ในภวังค์


    ในเวลานี้ หลี่ซีเหวินเตะหว่างขาของเขาอีก นี่เป็นท่าที่สาม ซึ่งเป็นการยุติการต่อสู้ในทันที


    สิ่งนี้เรียกว่า ประสิทธิภาพของพลังสามผสาน คือการล็อคเป้า ล็อคคอและการเตะหว่างขา ทหารผ่านศึกบนเรือสอนเขาไว้ว่าเมื่อเผชิญหน้ากับศัตรูที่แข็งแกร่งกว่าตัวเอง การใช้เล่ห์เหลี่ยมที่สกปรกมักจะได้ผลดีที่สุด


    ในชีวิตก่อน แม้ว่าจะมีคนแบบอู๋กังถึงสิบคนก็ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา ตอนนี้เปลี่ยนร่างกายแล้ว ดังนั้นจึงมีเพียงวิญญาณของเขาเท่านั้นที่มาที่นี่


    น้ำเสียงคร่ำครวญอย่างเจ็บปวดดังมาจากลำคอของอู๋กัง นี่ทำให้หนังศีรษะของคนอื่น ๆ เสียวซ่านในคืนที่มืดมิดนี้


    ทุกคนหันไปมองที่หลี่ซีเหวินด้วยความตกใจ งงงวย และมีความหวาดกลัวเล็กน้อย


    นี่ยังเป็นเจ้าคนไร้ค่าคนนั่นอยู่หรือเปล่า 


    นี่ยังเป็นไอ้ขยะที่ทุกคนดูถูกอยู่หรือไม่ 


    ในขณะนี้ ไม่ว่าหลี่ซีเหวินจะมีเงินหรือไม่ อย่างน้อยในสายตาของผู้หญิงหลายคน การกระทำของเขานั้นดูเท่ห์มาก


    “เจ๊อ้วน เจ๊จำที่ผมพูดเมื่อบ่ายวันนี้ได้ไหม” หลี่ซีเหวินก้าวไปข้างหน้าสองก้าว ห่างจากเจ๊อ้วนเพียงหนึ่งเมตรเท่านั้น น้ำเสียงที่เย็นชานั้นทำให้เจ๊อ้วนพูดไร้สาระออกมา


    “ฉัน...ฉัน...” ในเวลานี้เจ๊อ้วนตกตะลึงไปแล้ว เธอไม่คิดเลยว่าผู้ชายที่เธอมักพึ่งพามาตลอด จะถูกหลี่ซีเหวินล้มลงได้ในทันที เรื่องนี้ทำให้เธอตกใจไม่น้อยไปกว่าการมีแผ่นดินไหวเกิดขึ้น


    “เจ๊จำไม่ได้เหรอ ถ้าอย่างนั้นผมจะช่วยเรียกความทรงจำให้เอง” หลี่ซีเหวินเริ่มพับแขนเสื้อขึ้นหลังจากที่พูดจบ


    เมื่อได้เห็นฉากนี้ ใบหน้าของเจ๊อ้วนก็ซีดเซียว เพราะการตบในตอนบ่ายในวันนี้ เกือบทำให้เธอหมดสติไปแล้ว


    “หลี่...หลี่ซีเหวิน ทุกคนอาศัยอยู่ที่นี่ล้วนเป็นสหายในละแวกบ้านบ้านเดียวกันทั้งนั้น นาย...อย่าทำเกินไปนัก” เจ๊อ้วนพูดอย่างสั่นเทา


    “ไอ้หยา ตอนนี้เจ๊มาบอกว่าเป็นสหายของผมเหรอ แล้วทำไมเจ๊ถึงจำไม่ได้ว่าพวกเราเป็นสหายในละแวกบ้านเดียวกันตั้งแต่ที่มาตะโกนใส่ที่บ้านของผมล่ะ” หลี่ซีเหวินพูดอย่างประชดประชัน เขาไม่ได้ตั้งใจที่จะปล่อยอีกฝ่ายไป


    แต่ในเวลานี้โจวเหวินจิ้งมาจับแขนของเขาและกระซิบว่า “ซีเหวิน ลืมมันไปเถอะค่ะ พวกเราทุกคนเป็นสหายในละแวกเดียวกันทั้งนั้น”


    “ลืมมันเหรอครับ” หลี่ซีเหวินขมวดคิ้วแล้วมองไปยังดวงตาที่เป็นดูกังวลของโจวเหวินจิ้ง เขาจึงทำได้เพียงระงับความโกรธเอาไว้และพูดอย่างไม่เต็มใจ “ตกลงครับ วันนี้ภรรยาของผมบอกให้ลืมมันไป แต่เจ๊อ้วน เจ๊จำเอาไว้นะ ถ้าไม่แน่ใจอะไรให้มาหาผมโดยตรง อย่าไปกวนใจภรรยาผมอีก เข้าใจไหม” 


    “เข้าใจ...ฉันเข้าใจแล้ว”  เจ๊อ้วนพยักหน้า เธอจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร


    ภายใต้สายตาที่จับจ้องของทุกคน หลี่ซีเหวินส่งเสียงออกทางจมูกเบา ๆ พร้อมจับมือของโจวเหวินจิ้งและเดินก้าวยาว ๆ จากไป 


    ทันใดนั้น ฝูงชนก็เริ่มสับสนวุ่นวาย ผู้ชายผู้หญิงสองสามคนส่งสายตาให้กันแปลก ๆ  โดยไม่รู้ตัว


    โดยปกติแล้ว ไม่มีใครมองหลี่ซีเหวินในระดับสูงเลย แต่มาวันนี้เขาต่างออกไป ต้องรู้ด้วยว่าเจ๊อ้วนนั้นมีอำนาจมาก เธออยู่ที่นี่มานานกว่าสิบปีแล้ว และหลี่ซีเหวินเป็นคนแรกที่กล้ายั่วยุเธอ


    “มองอะไรกัน กลับไปนอนได้แล้ว”  เมื่อเห็นว่าหลี่ซีเหวินจากไปแล้ว เจ๊อ้วนก็ตะโกนใส่ทุกคน


    ไม่กี่นาทีต่อมาเจ๊อ้วนก็ช่วยพยุงอู๋กังเข้าไปในห้องด้วยท่าทางน่าเกลียดราวกับว่าได้กินอุจจาระเข้าไปก็ไม่ปาน


    “ไม่ใช่ว่าคุณเคยเป็นอันธพาลข้างถนนมาก่อนหรือ ไม่ใช่ว่าคุณต่อสู้เก่งมากหรอกหรือ  แล้วตอนที่หลี่ซีเหวินทำเมื่อกี้นี้ ไหนล่ะความสามารถของคุณ”  เจ๊อ้วนตำหนิเสียงดังด้วยความโกรธ


    “ใคร…ก็ใครจะไปคิดว่าเจ้าเด็กนั่นมันจะเล่นสกปรกกับผมแบบนี้ล่ะ นี่ผมเกือบจะตายเลยนะ” อู๋กังยังคงหายใจติดขัดอยู่เล็กน้อย


    เจ๊อ้วนจ้องไปที่อู๋กังและไม่อยากจะบ่นอะไรมากนัก เธอพูดกับตัวเองว่า “มาทำให้หญิงชราถูกมองแย่ ๆ ต่อหน้าผู้คนมากมาย เรื่องไม่จบแค่นี้แน่” 


    “เมียจ๋า ปกติแล้วเด็กคนนี้ก็เหมือนหลานชายคนหนึ่ง อยู่ ๆ ก็ดูเปลี่ยนไปเป็นคนละคน ผมคิดว่าเขาต้องบ้าไปแล้วแน่เลย อย่าไปหาเรื่องเขาอีกเลยนะ” อู๋กังประสบความสูญเสียในวันนี้และเขาก็รู้สึกกลัวอยู่บ้างจริง ๆ 


    “ดูท่าทางขี้ขลาดของคุณสิคะ แต่ฉันไม่กลัวเขาหรอก”  เจ๊อ้วนพูดเช่นนี้ก็รู้สึกผิดเล็กน้อย แต่เธอก็ยังกัดฟันพูดว่า “ถ้าพี่ชายของฉันกลับมา ฉันจะจัดการเขาให้สาสมเลยทีเดียว” 


    บนชั้นสี่


    หลี่ซีเหวินช่วยพยุงโจวเหวินจิ้งให้นั่งลงบนเก้าอี้อย่างเงียบ ๆ เขาถามอย่างเป็นห่วงว่า “คุณกลัวหรือเปล่าครับ” 


    “ไม่ค่ะ” โจวเหวินจิ้งส่ายศีรษะแล้วถามด้วยเสียงเบา “คุณไปพบเจ๊อ้วนเมื่อบ่ายวันนี้มาแล้วหรือคะ”  เธอได้ยินจากการสนทนาระหว่างหลี่ซีเหวินกับเจ๊อ้วน


    “ใช่ครับ ผมไปพบเธอมาแล้ว” 


    “ฉันขอโทษนะคะ ในตอนนั้นฉันไม่ควรเข้าใจคุณผิดเลย ไม่เช่นนั้นคงจะไม่เกิดปัญหาใหญ่แบบนี้”  โจวเหวินจิ้งกล่าวโทษตัวเองอย่างมาก

    คล้ายกับเรื่องกลับมาเริ่มใหม่เป็นสามีขั้นเทพของภรรยายุค 90 ที่คุณอ่าน