ตอนที่21 บนท้องของพี่หกมีผีเกาะติดหนึบอยู่
โจวโจวเงยหน้าขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็นทันใดนั้นดวงตาของหนูน้อยก็ฉายแววประหลาดใจ
หนูน้อยเห็นว่าชั้นบนมีชายอายุประมาณสามสิบกว่าปียืนอยู่เขาคนนั้นคล้ายกับได้รับการดูแลมาเป็อย่างดีทุกส่วนบนใบหน้าถูกสร้างมาอย่างพิถีพิถันตอนนี้เขากำลังยืนพิงบันไดมองลงมาชั้นล่างด้วยรอยยิ้มเยาะั์ตาเรียวสีพีชมีแววเย้ยหยัน
เด็กๆ ในบ้านต่างรู้ดีว่าทั้งสองคนไม่ลงรอยกัน ดังนั้นเมื่อครู่นี้ทุกคนจึงเพียงแค่มองดูอย่างเงียบๆ โดยไม่พูดอะไร
พี่หกฉินเป่ยมองดูเื่นี้ราวกับว่ามันเป็เื่สนุกไม่ใช่เื่ใหญ่อะไร ดวงตากลอกไปมาสลับมองพวกเขาสองคนในใจของหนูน้อยอยากให้ทั้งสองคนต่อสู้กันจะแย่แล้ว แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็พ่อแท้ ๆของเขาก็ตาม
เมื่อได้ยินแบบนี้สีหน้าของฉินเลี่ยพลันเยือกเย็นขึ้นมา
ทั้งสองสบตากันในแววตาของพวกเขาราวกับมีเปลวไฟปะทุขึ้น คล้ายกับพร้อมปะทะคารมกันแล้วทันใดนั้นบรรยากาศก็เข้าสู่ความอึมครึมขึ้นมาทันที
เมื่อเห็นคนที่อยู่ชั้นบนฉินเลี่ยก็หันหลังเตรียมจะเดินออกไป
“ลูกห้า! ” คุณนายฉินะโเรียกเขาด้วยสีหน้ารีบร้อนเธอเอื้อมมือออกไปหมายจะคว้ามือลูกชายไว้ แต่ไม่ว่าอย่างไรฉินเลี่ยก็ไม่ยอมหยุดก้าวเดิน
เมื่อสังเกตเห็นถึงความร้อนใจของผู้เป็ย่าโจวโจวก็รีบหันไป เมื่อเห็นว่ามือของฉินเลี่ยจับอยู่บนลูกบิดประตูแล้วหนูน้อยก็รีบโผเข้าไปกอดขาของเขา “พ่อไม่ต้องไปหรอกค่ะ”
ฉินเลี่ยไม่อยากสนใจหนูน้อยในขณะที่เขากำลังจะก้าวขาเดินไปต่อนั้น ผลปรากฏว่าเขาลองดึง……แต่ขาของเขาไม่ขยับเขยื้อนเลย
เขาออกแรงแต่ก็ไม่อาจขยับได้ ทำให้เขาไม่สามารถเดินต่อไปได้ แม้ว่าเขาจะอยากเดินก็ตาม
เขาขมวดคิ้วจ้องโจวโจวโจวโจวเงยหน้าขึ้นมามองเขาเช่นกัน เมื่อหนูน้อยเห็นว่าเขามองมาพอดีเธอจึงยิ้มให้เขาพร้อมกับคลายมือที่รัดขาของเขาออก “พ่ออย่าไปนะคะคุณย่าจะเสียใจเอาได้”
ฉินเลี่ยมองดูก็พบว่าสีหน้าของผู้เป็แม่เต็มไปด้วยความโศกเศร้าเขาจึงเงียบไปชั่วขณะ
ในเวลานี้ฉินเยี่ยนเดินลงมาจากชั้นบนแล้ว เขาชำเลืองมองฉินเลี่ยเมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังยืนอยู่ที่หน้าประตู เขาก็ทำเสียงฮึกฮัดเบา ๆ “ไม่เจอกันแค่ไม่กี่วันก็รู้จักยอมถอยเพื่อรุดหน้าแล้วหรือไงนายจะกลับไม่ใช่หรือ ? อยากกลับก็ไปสิ ไม่มีใครรั้งนายไว้หรอกนะ”
สีหน้าของฉินเลี่ยดูแย่ยิ่งกว่าเดิมเขาหันไปพูดกับโจวโจวด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึมว่า “ปล่อยมือ”
โจวโจวส่ายหน้า“ไม่ปล่อย ศิษย์พี่ใหญ่เคยสอนหนูว่าหากมีเื่ไม่พอใจก็ควรพูดออกมาอย่าเอาแต่เก็บไว้ในใจ เพราะาประสาทเป็สิ่งที่ทำร้ายความรู้สึกได้มากที่สุด”
พอได้ยินคำพูดนี้ของหนูน้อยฉินเยี่ยนเม้มริมฝีปากล่างและชำเลืองมองฉินเลี่ยเมื่อเห็นว่าเขาแสร้งทำเป็เหมือนอยากจะไปแต่ก็ไปไม่ได้ทำราวกับว่าขาถูกเชื่อมไว้กับพื้นทั้งที่มีเพียงเด็กน้อยคนหนึ่งกอดขาเขาเอาไว้
การแสดงทั้งนั้นเขาเป็ดาราคนหนึ่ง จะมองไม่ออกถึงจุดนี้ได้อย่างไร
แต่เมื่อคิดถึงสิ่งนี้ความเย้ยหยันในแววตาของเขาเลือนหายไป เพราะถึงอย่างไรเขาก็เป็พี่ชายควรใจกว้างหน่อย
ดังนั้นเขาจึงสลับโหมดกลายเป็คน ‘ใจกว้าง’ ทันที“ในเมื่อมาแล้ว งั้นก็อยู่กินข้าวสักมื้อเถอะ นายไม่อยากอยู่แต่พวกฉันยังอยากเห็นหลานสาวคนเล็กนะ”
ระหว่างที่พูดเขาก็เดินเข้าไปในบ้าน เพื่อให้ฉินเลี่ยเป็ฝ่ายเดินตามเข้าไป
ทั้งสองเติบโตมาด้วยกันทำไมฉินเลี่ยจะไม่รู้ว่าภายในจิตใจของฉินเยี่ยนคิดอะไรอยู่ เขาอัดอั้นจนใจเต้นแรงแต่สุดท้ายก็กัดฟันอดทนไว้
เขาก้มลงไปมองหนูน้อยที่หนักราวกับหินผา ก่อนจะขมวดคิ้วแล้วพูดอย่างไร้เรี่ยวแรงว่า“ปล่อยมือ”
“งั้นพ่อยังจะไปอยู่ไหม? ”
“ไม่แล้ว” ฉินเลี่ยพูดด้วยใบหน้าที่มืดมนเขาไม่เคยคิดเลยว่าเขาและฉินเยี่ยนที่ทะเลาะกันมาหลายปีแล้ว และอยู่ในจุดที่เสมอกันมาโดยตลอดพอมาวันนี้กลับต้องมาอ่อนข้อให้กันอย่างงุนงงเพียงเพราะเด็กน้อยคนหนึ่ง
ทั้งที่หนูน้อยตัวกลมน่ารักเหมือนเ้าก้อนซาลาเปาแต่ไม่รู้ว่าเธอไปเอาเรี่ยวแรงมหาศาลขนาดนี้มาจากไหน
ฉินเลี่ยรู้สึกหัวเสียไม่น้อยที่ต้องมาเผย‘ด้านอ่อนแอ’ ออกมาโดยไม่รู้ตัว
เมื่อเห็นว่าเขาไม่ได้โกหกโจวโจวจึงรีบปล่อยมือและลุกขึ้นมายืนอย่างเรียบร้อยหนูน้อยจับมือเขาแล้วหันไปหาคุณนายฉิน
คุณนายฉินรู้สึกประหลาดใจและดีใจในคราวเดียวกันคิดไม่ถึงเลยว่าโจวโจวจะทำให้ลูกชายคนเล็กของเธอยอมอยู่ต่อได้เธอเคยชินกับภาพที่สองพี่น้องทะเลาะกัน ไม่ลงรอยกันมานานแล้วไม่ว่าใครก็ไม่สามารถเกลี้ยกล่อมให้พวกเขาคืนดีกันได้
คิดไม่ถึงเลยว่าแค่หลานสาวคนเล็กของเธอวิ่งไปกอดขาลูกชายคนเล็กของเธอก็ยอมอยู่ต่อแต่โดยดีดูเหมือนว่าเขาจะยอมรับในตัวโจวโจวบ้างแล้วสินะ
เมื่อรู้ถึงความหมายในแววตาของเธอฉินเลี่ยก็หมดเรี่ยวแรงจะอธิบายต่อแล้ว
‘เหนื่อยใจ’
“เอาล่ะกินข้าวกันได้แล้ว” ผู้เป็พ่อเรียกทุกคนให้มาร่วมโต๊ะกินข้าวด้วยกัน
ทุกคนจึงเดินไปที่โต๊ะอาหาร
โจวโจวถูกคุณนายฉินอุ้มมานั่งข้างกายหนูน้อยนั่งบนเก้าอี้ที่ถูกสั่งทำมาเป็พิเศษเพื่อเธอโดยเฉพาะเพื่อให้เธอนั่งกินข้าวได้สะดวกขึ้น
“อยากกินอะไรให้บอกย่านะย่าจะคีบใส่จานให้กิน”
“อื้มขอบคุณค่ะคุณย่า”
“เกรงใจกันทำไมล่ะจ๊ะ” คุณนายฉินบีบแก้มนุ่มฟูของหนูน้อยเบาๆ แววตาที่มองหนูน้อยนั้นเต็มเปี่ยมไปด้วยความรัก
ฉินเลี่ยแและฉินเยี่ยนถูกจัดให้นั่งตรงข้ามกันเดิมทีทุกคน้าให้พวกเขาใช้โอกาสนี้คลี่คลายความสัมพันธ์ แต่ใครจะไปคิดล่ะว่าฉินเลี่ยกลับทำหน้าเ็าไม่เหลียวมองเขาเลยสักนิดหรือต่อให้เห็นก็จะทำราวกับเขากลายเป็อากาศธาตุ
สายตานี้ทำให้ความรู้สึกของฉินเยี่ยนที่อยากจะจับมือเจรจาอย่างสันติภาพพลันลดน้อยลง
ทำไมเขาต้องขอโทษด้วย ? เพราะเื่ในปีนั้นเขาต่างหากที่เป็คนได้รับความอับอาย
ไม่อยากคุยก็ไม่ต้องคุยใครอยากคุยกับเ้าหมอนี่กัน
บรรยากาศบนโต๊ะอาหารพลันเย็นลงอีกครั้ง
สุดท้ายลุงใหญ่ฉินโย่วที่เห็นว่าน้องชายทั้งสองของเขายังเป็ไม้เบื่อไม้เมากันอยู่เขาได้แต่ทอดถอนใจ แล้วหันไปมองหนูน้อยโจวโจวแทน เขาถามเธออย่างอ่อนโยนว่า “หนูชื่อโจวโจวใช่ไหม”
เมื่อได้ยินว่ามีคนคุยด้วยโจวโจวเงยหน้าขึ้นมอง เมื่อเห็นว่าใบหน้าของเขาอ่อนโยนและใจดีในแววตาที่เขามองมายังเธอเต็มไปด้วยความอบอุ่นเขาหน้าเหมือนพี่ชายที่เธอคิดว่าจะจับเธอมาหั่นเป็ชิ้น ๆ เพียงแต่คุณลุงดูไม่ใจร้ายเหมือนนักวิทยาศาสตร์
คิดได้ดังนั้นโจวโจวจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก เธอยิ้มให้เขาก่อนจะเหลือบมองโหงวเฮ้งบนใบหน้าของเขาครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “ลุงใหญ่ใช่ไหมคะเรียกหนูว่าโจวโจวก็ได้ค่ะ”
ได้ยินแบบนั้นฉินโย่วรู้สึกประหลาดใจไม่น้อย เขาถามเธอด้วยความสงสัยว่า “โจวโจวมองออกได้อย่างไรว่าลุงคือลุงใหญ่? ”
“ดูโหงวเฮ้งบนใบหน้าค่ะ” โจวโจวยังคงตอบคำเดิม ทำให้ทุกคนเงยหน้าขึ้นมองเธอ
คุณนายฉินเองก็ไม่รู้เื่ที่หนูน้อยสามารถดูโหงวเฮ้งได้เธอยังคิดว่าหนูน้อยพูดเล่นด้วยซ้ำ เธอบีบมือเล็ก ๆ ของหนูน้อยแล้วพูดว่า “โจวโจวของเราดูโหงวเฮ้งเป็ด้วยเก่งจังเลย”
คุณนายฉินแค่ชมไปแบบนั้นเพื่อเอาใจหลานสาวแต่โจวโจวกลับพยักหน้าอย่างเป็จริงเป็จัง หนูน้อยนับนิ้วแล้วพูดว่า “นอกจากดูโหงวเฮ้งแล้วหนูยังดูฮวงจุ้ย ทำนายดวงและจับิญญาได้อีกด้วย”
ิญญา……ใช่แบบที่พวกเขาคิดไหมนะ?
ฉินเป่ยะเิหัวเราะออกมา“จับิญญาคืออะไร บนโลกนี้ไม่มีผีสักหน่อย”
“มีสิ” โจวโจวหันไปมองเขา“พี่หก บนท้องของพี่มีิญญาอยู่ตัวหนึ่งด้วย”
“โกหก” ฉินเป่ยมุ่ยปากไม่เชื่อคำพูดของหนูน้อย
คุณนายฉินเหลือบมองเขาเมื่อเห็นว่าเขายังคงอุ้มลูกบอลเล่น เธอก็ขมวดคิ้วทำหน้าขรึม “เสี่ยวเป่ยรีบไปล้างมือมากินข้าว”
“ผมไม่กิน” พูดจบฉินเป่ยก็วิ่งหนีไปเหมือนลูกหมี
จะว่าไปก็แปลกเหมือนกันปกติฉินเป่ยไม่ใช่คนกินยากขนาดนี้ ถึงแม้ว่าเขาจะชอบกินขนม แต่พอถึงเวลากินข้าวเขาก็จะกินข้าวเช่นกัน แต่่สองสามวันนี้ไม่รู้เป็เพราะอะไร จู่ ๆเขาก็เบื่ออาหาร วันหนึ่งกินข้าวได้แค่ไม่กี่คำ
เดาว่าเขาคงกินขนมมากไป
เมื่อเห็นว่าพี่เลี้ยงถือชามข้าวจะวิ่งไล่ตามเขาไปคุณนายฉินก็โบกมือห้าม “ไม่ต้องสนใจเข้าแล้ว ปล่อยให้เขาหิวไปประเดี๋ยวพอหิวก็จะมากินเองแหละ”
เมื่อได้ยินแบบนี้โจวโจวก็กระพริบตามองปริบ ๆ แต่บนท้องของพี่หกมีผีเกาะติดหนึบอยู่จริง ๆ นะหากผีตนนั้นยังอยู่ พี่หกก็จะไม่ยอมกินข้าว
เธอกำลังจะพูดจู่ ๆ หนูน้อยก็เห็นฉินเลี่ยมองมา เขาไม่ได้พูดอะไรแต่โจวโจวเข้าใจความหมายของสายตาเขา เขาไม่้าให้เธอพูดนั่นเอง
แม้จะไม่ค่อยเข้าใจแต่โจวโจวก็เลือกที่จะเชื่อฟัง หนูน้อยไม่ได้พูดอะไร แต่ก้มหน้าก้มตากินข้าวแทน
คุณนายฉินเห็นแก้มที่ป่องๆ ของเธอ ในใจก็อ่อนระทวย เธอคีบอาหารใส่ชามให้หนูน้อยไม่หยุด “ชิมสิโจวโจวกินเยอะ ๆ นะ”
ใช้เวลาไม่นานชามของหนูน้อยก็ถูกวางกองเป็เนิน และเมื่อเห็นว่าแม่ของตนยังคงคีบอาหารให้หนูน้อยฉินเยี่ยนก็อดที่จะพูดไม่ได้ “แม่เด็กน้อยจะกินได้เท่าไหร่กันเชียว กินเยอะจะไม่ดีต่อเด็กนะ”
ได้ยินแบบนั้นไม่ทันที่คุณนายฉินจะพูดอะไร ฉินเลี่ยก็หัวเราะเฮอะ ๆ แล้วค่อย ๆนำจานมาวางตรงหน้าโจวโจว “นายคิดว่าคนอื่นจะกระเพาะนกเหมือนนายหรือไง? ลูกสาวของฉันอยากกินเท่าไหร่ก็ให้กินเท่านั้น”