บทที่1
เชฟสาวมือหนึ่งของร้าน
เสียงเคาะกระทะเสียงฟู่จากเตาแก๊สและเสียงจัดเรียงจานชามต่าง ๆ ดังอึงอลไปทั้งครัวร้านอาหารขึ้นชื่อของเมืองปักกิ่งยามนี้กำลังวุ่นวายอยู่กับการทำอาหารให้ทันกับจำนวนออร์เดอร์ที่ลูกค้าสั่งเข้ามาเนื่องจากเป็่ที่ผู้คนออกมารับประทานอาหารเย็นกันพอดีร้านแห่งนี้จึงต้องเร่งมือทำอาหารออกมาเยอะเป็พิเศษ
ร้านนี้ขายดีแบบนี้เสมอแต่เ้าของร้านกลับขี้เหนียวจ้างเชฟมาเพียงแค่สองคนเท่านั้นแล้วก็มีลูกมืออีกสองสามคนซูเฟยเป็หัวหน้าเชฟที่นี่และเธอมักจะทำงานอยู่ที่ร้านจนเลยเวลาเพราะไม่อยากให้เพื่อนที่รับงานต่อจากเธอทำงานหนักเกินไปวันนี้ก็เช่นกัน แต่เมื่อออร์เดอร์เริ่มเบาบางแล้วเพื่อนของเธอก็บอกให้เธอกลับบ้าน
"พี่ซูเฟยเหลือออร์เดอร์ไม่เยอะแล้ว เดี๋ยวฉันทำเอง พี่กลับไปพักผ่อนเถอะ"เสียงของเสี่ยวปิงเชฟอีกคนะโบอกซูเฟยในขณะที่เธอกำลังจะเตรียมวัตถุดิบสำหรับทำอาหาร
ซูเฟยรีบหยิบวัตถุดิบเตรียบใส่ใว้ในชามเพื่อที่จะให้เสี่ยวปิงที่มารับ่ต่อทำงานได้อย่างสะดวกก่อนจะะโกลับไป"ได้ ถ้างั้นฝากเธอด้วยนะพี่จะกลับก่อนจะรีบไปกดบัตรละครเวทีของหยางจื้อเจ๋อ"
"อะไรๆก็หยางจื้อเจ๋อเป็เพราะคลั่งหยางจื้อเจ๋อมากเกินไปหรือเปล่าพี่สาวของฉันเลยไม่ยอมมีแฟนกับเขาสักที"เสี่ยวปิงพูดแซว
"ไม่รู้สิฉันก็อยากมีแฟนแบบหยางจื้อเจ๋อนะแต่ก็รู้ว่าคงเป็ไปไม่ได้หรอกแต่อย่างน้อยขอให้มีบางอย่างใกล้เคียงกันสักหน่อยก็ดี"ซูเฟยตอบ
"ไปเถอะเดี๋ยวกดบัตรไม่ทันนะ" เสี่ยวปิงพูดแล้วก้มมองกระทะผัดอาหารต่อ
"ฉันไปก่อนนะเธอเองก็อย่ากลับดึกมากล่ะ" ซูเฟยบอกจากนั้นจึงมองดูความเรียบร้อยภายในครัวอีกครั้งแล้วค่อยเดินออกมา
ซูเฟยเป็หญิงสาววัยทำงานอายุสามสิบหกปีเป็หัวหน้าเชฟของร้านอาหารแห่งนี้ เธอชื่นชอบการทำอาหารเป็ชีวิตจิตใจเข้าแข่งขันการทำอาหารคว้ารางวัลมาแล้วมากมายหากจะพูดกันในวงการอาหารไม่มีใครไม่รู้จักเธอเธอเป็ต้นตำรับของเมนูกุ้งัดองบ๊วยและน้ำจิ้มสุดแซ่บที่รายการทำอาหารรายการหนึ่งถึงกับเอาเมนูนี้ไปเป็โจทย์ให้ผู้เข้าแข่งขันทำตามเลยทีเดียวแต่ที่เธอเลือกที่จะมาทำงานในร้านอาหารที่ไม่ใหญ่นักก็เพราะว่าเธอไม่ชอบระบบเส้นสายที่วุ่นวายของภัตาคารใหญ่หรือว่าโรงแรมหรูการอยู่ร้านเล็ก ๆ ถึงแม้จะเงินเดือนน้อยแต่ก็สบายใจกว่าและที่สำคัญตอนนี้เธอทำให้ร้านเล็ก ๆ แห่งนี้เป็ที่นิยมในเมืองปักกิ่งไปแล้ว
เดิมทีเธอเป็เด็กกำพร้าั้แ่เด็กเธอก็มีชีวิตอยู่ในสถานสงเคราะห์แล้ว ตอนนั้นจำได้คร่าว ๆว่าตัวเองน่าจะอายุประมาณหกขวบอาศัยอยู่กับพ่อแม่ที่บ้านบนชั้นห้าของตึกแห่งหนึ่งแต่แล้วอยู่ ๆ ก็เกิดไฟไหม้ตึกนั้น พ่อกับแม่ของเธออยู่ข้างในไม่สามารถหนีออกมาได้ไฟลุกลามอย่างรวดเร็วซูเฟยได้แต่ยืนดูเหตุการณ์และร้องไห้อย่างโศกเศร้าโชคดีที่วันนั้นเธอลงมาเล่นกับเพื่อนที่ข้างล่างตึกก็เลยรอดตายมาได้
หลังจากนั้นก็ย้ายมาอยู่ที่สถานสงเคราะห์สถานสงเคราะห์ติดต่อญาติของเธอหลายครั้งแต่ว่าไม่มีใครสนใจที่จะมารับเธอไปดูแลเลยทุกคนให้เหตุผลว่ายากจนไม่กำลังทรัพย์พอที่จะเลี้ยงหลานอีกคนได้ดังนั้นซูเฟยจึงได้มีชีวิตอยู่ในสถานสงเคราะห์จนเรียนจบชั้นมัธยมปลาย
เมื่อจบชั้นมัธยมปลายแล้วก็สอบเกาเข่าได้เข้าเรียนในมหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในปักกิ่งสาขาที่เกี่ยวข้องกับด้านอาหารั้แ่เข้าเรียนมหาวิทยาลัยก็เริ่มทำงานหาเงินและดูแลตัวเองมาตลอดถึงแม้ว่าจะออกจากสถานสงเคราะห์มาแล้วแต่เธอก็ยังกลับไปเยี่ยมที่นั่นอยู่เป็ประจำเอาเงินบางส่วนไปบริจาคให้เพราะคิดอยู่เสมอว่าหากไม่มีสถานสงเคราะห์ชีวิตของเธอก็คงไม่มีวันนี้
ซูเฟยมีศิลปินที่ชื่นชอบอยู่คนหนึ่งเขาชื่อหยางจื้อเจ๋อ อายุสามสิบสองปี เข้าวงการด้วยการเดบิ๊วต์เป็นักร้องของวง wishingstar แต่ตอนนี้ได้ผันตัวมาเป็นักแสดงเต็มตัวแล้วเธอชื่นชอบเขามากถึงขั้นเอาเขาเป็ต้นแบบในการดำเนินชีวิตเลยทีเดียวดังนั้นไม่ว่าเขาจะมีผลงานอะไรซูเฟยก็จะติดตามตลอด
วันนี้เป็วันเงินเดือนออกซูเฟยตั้งใจจะเก็บส่วนหนึ่งไว้เพื่อซื้อบัตรละครเวทีเื่ที่หยางจื้อเจ๋อแสดงถึงแม้ว่าบัตรจะไม่ได้ราคาสูงมากแต่ว่าระดับความแข่งขันที่จะได้บัตรมานั้นยากเหลือเกินเพราะยังมีแฟนคลับของหยางจื้อเจ๋ออีกมากมายที่้าบัตรละครเวทีเื่นี้สิ่งสำคัญก็คือต้องกดบัตรให้ได้
เวลาที่เปิดให้กดบัตรคือเที่ยงคืนของวันนี้ดังนั้นจึงมีเวลาเหลืออยู่เพราะตอนนี้ก็เพิ่งจะสามทุ่มกว่าซูเฟยจึงแวะร้านสะดวกซื้อนิดหน่อยเพื่อซื้อของเข้าบ้านปกติแล้วก็จะซื้อเดือนละครั้งด้วยความที่เป็ผู้หญิงอยู่ตัวคนเดียวเลยไม่มีของมากเท่าไรส่วนมากก็จะซื้อพวกอาหารแห้งกับของใช้ส่วนตัวไปเก็บไว้เท่านั้น ซื้อของเสร็จแล้วก็ไปขึ้นรถไฟฟ้ากลับบ้านตามปกติ
เมื่อถึงห้องสิ่งแรกที่ทำก็คือเปิดคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้ตขึ้นมาจากนั้นก็เข้าเว็บไซต์สำหรับซื้อตั๋วละครเวทีไว้แล้วค่อยไปจัดการกับตัวเองให้เรียบร้อยก่อนจะมานั่งรอกดบัตร
แต่ยังไม่ทันไปอาบน้ำเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นมาเสียก่อนเป็สายเข้าจากเสี่ยวปิงนั่นเอง
("ฮัลโหลเสี่ยวปิงมีอะไรเหรอ")
("พี่ซูเฟยวันนี้ฉันไปนอนห้องพี่ได้ไหมคะที่ห้องน้ำไม่ไหลเลยฉันสอบถามนิติบุคคลแล้วเขาบอกว่าระบบส่งน้ำมีปัญหา")
("ได้สิถ้ามาถึงแล้วโทรบอกนะพี่กำลังจะอาบน้ำเหมือนกัน")
("โอเคค่ะฉันจะออกไปเดี๋ยวนี้)
วางสายแล้วซูเฟยก็เดินเข้าห้องน้ำไปเป็เื่ปกติที่เสี่ยวปิงมานอนห้องของเธอบ่อย ๆ เพราะว่าทั้งสองคนสนิทกันมากเรียกได้ว่าสนิทเป็พี่สาวกับน้องสาวกันเลย พวกเธอทำงานที่ร้านอาหารแห่งนี้ด้วยกันมาห้าปีแล้วโดยที่ซูเฟยเป็คนคัดเลือกเสี่ยวปิงเข้ามาเองเสี่ยงปิงเป็เด็กดี ขยัน ตั้งใจทำงานแล้วก็เป็คนที่ใจดีห่วงใยผู้อื่นด้วยจึงทำให้ซูเฟยเอ็นดูเธอเป็พิเศษ
เวลาเกือบเที่ยงคืนเสี่ยวปิงก็มาเธอไม่ได้มามือเปล่าแต่ว่ายังมีเครื่องดื่มกับขนมติดไม้ติดมือมาด้วย
"พี่ซูเฟยกินเบียร์กัน" เสี่ยวปิงบอกพลางยกถุงของที่ถืออยู่ขึ้นมาให้ซูเฟยดู
"กินเบียร์เหรอพี่ลืมไปเลยว่าวันนี้เงินเดือนออก ปกติแล้วพวกเราต้องฉลองกันนี่น่า"ซูเฟยพูดเธอลืมเื่นี้ไปแล้วจริง ๆเพราะใจของเธอมัวแต่จดจ่ออยู่กับการจะต้องกดบัตรละครเวทีให้ได้
"ว่าแต่ถึงเวลากดบัตรแล้วไม่ใช่เหรอรอพี่กดบัตรก่อนแล้วค่อยเปิดเบียร์ก็แล้วกัน"เสี่ยวปิงบอกเธอมานั่งกินขนมรอที่โซฟาแล้วปล่อยให้ซูเฟยนั่งใจจดใจจ่ออยู่หน้าคอมพิวเตอร์โน๊ตบุ้คต่อไป
"เย้!ได้แล้ว ได้โซนวีไอพีที่ด้านหน้าด้วย คราวนี้เขาจะต้องมองเห็นพี่แน่ ๆ"ซูเฟยพูดออกมาอย่างดีใจพลางทำหน้าตาตื่นเต้นไปทางเสี่ยวปิง
"ฉันดีใจกับพี่ด้วยนะคราวนี้คงได้เห็นเขาใกล้ ๆ สักที พี่ก็อย่าลืมส่งยิ้มให้เขาด้วยล่ะ"เสี่ยวปิงบอกน้ำเสียงหยอกแซวเล็กน้อย
"เอาเถอะมากินเบียร์กันภารกิจสำเร็จแล้ว" ซูเฟยเดินไปในนั่งที่โซฟากับเสี่ยวปิงก่อนจะหยิบเบียร์ขวดหนึ่งมาเปิดฝาแล้วดื่มอึกๆ กันอย่างสบายใจ
"ว่าแต่พี่ไม่คิดที่จะมีแฟนจริงๆ เหรอ นี่ก็สามสิบหกแล้วนะ แก่แล้ว เดี๋ยวมดลูกใช้การไม่ได้ก่อน"เสี่ยงปิงพูดถ้อยคำเหมือนจะหยอกล้อก็จริงแต่ว่าเธอกลับจริงจังมากเพราะว่าในสังคนจีนแล้วผู้หญิงมักจะแต่งงานเร็วแค่ยี่สิบกว่าก็แต่งงานมีลูกมีครอบครัวกันแล้วแต่พี่สาวคนนี้กลับเลยวัยมาตั้งนานถือว่าแก่แล้วเสียด้วยซ้ำ
"พูดอะไรของเธอผู้หญิงเราสมัยนี้ดูแลตัวเองได้กันหมดแล้ว ถ้าพี่ไม่เจอคนที่ชอบจริง ๆพี่ก็ไม่มีแผนจะแต่งง่าย ๆ หรอก" ซูเฟยตอบนี่คือทัศนคติของเธออย่างแท้จริงอาจจะเป็เพราะเธอเองยืนหยัดด้วยตนเองมาั้แ่เด็กสามารถต่อสู้กับความเหงาและความทุกข์มาได้โดยที่ไม่เคยพึ่งพาใครดังนั้นการจะมีแฟนหรือว่าไม่มีจึงไม่ใช่ปัญหา
"พี่ยึดติดกับสเป็คของตัวเองมากไปหรือเปล่า"เสี่ยงปิงพูดพร้อมถอนหายใจออกมาหนึ่งที
ซูเฟยส่งสายตาให้เสี่ยวปิงอย่างจริงจังก่อนจะพูดด้วยน้ำเสียงที่จริงจังกว่า"สำหรับพี่นะพี่ไม่ได้คาดหวังอะไรจากการคนที่เป็คนรักของพี่มากนักหรอกขอเพียงแค่เข้ากันได้แล้วอยู่ด้วยกันอย่างสบายใจก็พอแต่ว่าพี่ยังไม่เจอคนคนนั้นน่ะสิ"
"ฉันว่าพี่ไม่หามากกว่าน่ะสิอย่างเถ้าแก่เจียงเ้าของร้านก็มองพี่มาตั้งนานแล้ว ฉันดูออกนะ"เสี่ยวปิงพูด
ซูเฟยนิ่วหน้าพลางเปลี่ยนเื่คุย“พี่ว่าพวกเราเลิกพูดเื่นี้กันได้แล้วน่ากินเบียร์กันเถอะ"
สองสาวนั่งดื่มเบียร์ไปคุยกันไปเรื่อยจนเวลาล่วงเลยมาก็ดึกแล้วจากนั้นจึงได้แยกย้ายกันนอนบ้านของซูเฟยมีสองห้องนอนพอดีก็เลยไม่ค่อยเบียดเสียดกันเท่าไรเธอเคยบอกให้เสี่ยวปิงย้ายมาอยู่กับเธอหลายครั้งแล้วจะได้ไม่ต้องเสียเงินเช่าห้องแต่ว่าเสี่ยงปิงเองก็เกรงใจถึงแม้ว่าจะสนิทกันมากก็จริงแต่ก็คิดว่าสักวันหนึ่งไม่ใครคนดีคนหนึ่งก็ต้องมีชีวิตเป็ของตัวเองจะอยู่ตัวติดกันแบบนี้ตลอดไปคงไม่ได้หรอก