***ผู้กล้าเผ่ามนุษย์สัตว์ [แบไรต์]
“ประกาศจาก @#$%^& ของแจ้งให้ @! #@%T เข้า @! $%^$& เดียวนี้ $%@! #^&”
เสียงหวูดพร้อมประกาศเตือนภัยของพวกศัตรูเริ่มดังกังวาลขึ้นไปทั่วป่า
ถึงจะตีความหมายไม่ได้ทั้งหมด แต่ข้าพอจะสามารถรับรู้ได้ว่าพวกมันได้พบตัวข้าแล้ว
บางทีข้าก็เคยสงสัย ว่าถ้าหากพวกเราลองพยายามเข้าหาอย่างเป็มิตรั้แ่แรกจะดีกว่านี้หรือเปล่า?
แต่มานึกย้อนเสียใจตอนนี้คงไม่ได้อะไรขึ้นมา
อีกอย่าง มันสายเกินกว่าจะหันหน้าเข้าหากันั้แ่ที่พวกมันเริ่มรุกรานถางป่าของพวกเราไปั้แ่แรกแล้ว
พวกมันคือ [ศัตรูผู้รุกรานจากเงามืด] ของเผ่าพวกเรา
เป็ตัวตนที่พวกเราไม่รู้จัก ใช้ภาษาคนละอย่าง รวมไปถึงมีรูปร่างที่แปลกประหลาดอย่างไม่เคยเห็นที่ไหนมาก่อน
พวกมันอสูรกายที่มีสติปัญญา
เพราะไม่รู้จึงรังเกียจ
เพราะไม่รู้จึงหวาดกลัว
เพราะไม่เข้าใจจึงทำร้าย
เกลียดและกลัวจนต้องหาทางฆ่าพวกมันให้หมดไปจากทวีปของพวกเรา
ประดุจหนึ่งมิอาจไว้ใจให้มีอสูรกายมานอนอยู่ที่หน้าบ้านของเราได้
“ต้องรอดกลับไป...”
ถึงจะบอกว่าขอสู้จนตัวตาย แต่ภายในใจของข้ายังอยากมีชีวิตรอดต่อไป
ข้าอยากกลับไปเพื่อพบหน้าลูกชายของข้า
“ถ้าเ้า [ควอตซ์] ขุดหลุมได้ใหญ่กว่านี้ ข้าคงตามมันไปแล้ว”
ข้าหันไปมองหลุมขนาดครึ่งเมตรที่เ้า [ควอตซ์] ขุดทิ้งเอาไว้
ป่านนี้คงดำออกไปพ้นเขตป่าแห่งนี้แล้วกระมั้ง?
“ไม่เหลือตัวเลือกอื่นแล้วสินะ...”
ตัวเลือกสุดท้ายของข้าในตอนนี้คือการตีผ่าวงล้อมออกไปจากที่นี่
ข้าสำรวจป่านี้จนทั่วแล้ว และพบว่าเลยออกไปทางด้านหลังคือกำแพงที่สูงชัน
เป็กำแพงผิวเรียบและมีกำแพงโปรงแสงปิดกั้นสูงขึ้นไปจนมิอาจหาทางข้ามออกไปได้
เส้นทางเดียวที่สามารถหนีออกไปได้นั้น มีเพียงประตูทางเข้าของฐานทัพของพวกมันเท่านั้น
แต่ทว่าเส้นทางนั้นกลับเต็มไปด้วยกองทัพของพวกศัตรูจำนวนมาก
“ต้องย้อมตัวเองให้ชั่วร้ายมากกว่านี้…”
สาเหตุเดียวที่ข้าพลาดท่าไม่สามารถสังหารศัตรูได้นั้น มันเป็เพราะว่าข้ามันอ่อนหัดไปเอง
พอเห็นว่าศัตรูเป็เพียงแค่กลุ่มลูกอ่อน ข้าก็มักเผลอลดการโจมตีของตัวเองลงโดยไม่รู้ตัว
แล้วดูผลลัพธ์ของความอ่อนหัดนี้สิ?
ทำให้ตัวเองต้องมาอยู่ในสภาพที่น่าเวทนาเช่นนี้?
ข้า… จะต้องแน่วแน่ให้มากกว่า
“มีศัตรูอยู่ตรงหน้า…”
อสูรเขาคู่ อสูรไร้ขน อสูรเวหา อสูรแมลง และอสูรแสง
เป็กลุ่มที่มีครบทั้งห้าสายพันธุ์อสูรกายที่น่าหวาดกลัว
แต่พวกมันกลุ่มนี้ดูไม่น่ากลัวเท่ากับกลุ่มเมื่อกี้ที่เล่นงานข้าจนย่อยยับ
พวกมันดูไม่ระวังตัวเอง และทำเพียงเดินมองซ้ายขวาอย่างไร้ความหวาดระแวง
ข้าสูดลมหายใจเบา ๆ พร้อมกับถือดาบเฮเดสสีขาวขึ้นมาด้วยมือซ้าย
“มีแต่ต้องทำเท่านั้น”
ผิวลมได้พุ่งเข้าปะทะกรีดใบหน้า
ร่างกายของข้าได้กลายเป็หนึ่งเดียวกับสายลม
สายลมที่ไร้เสียงและรวดเร็วโดยมีเป้าหมายคือการสังหารศัตรูตรงหน้าทั้งห้าคน
“นั่น---”
ข้าเริ่มจากอสูรเวหากับอสูรแสงก่อน
ดาบเฮเดสสีขาวอันคมกริบของข้าถูกยกขึ้นสูง
ในชั่วพริบตานั้นข้าได้เห็นภาพเงาของลูกชายซ้อนทับกับพวกมัน
แต่ครั้งนี้ข้าไม่ลดมือของตัวเองลง
หัวใจของข้ารู้สึกถูกบีบอัดอย่างรุนแรง แต่ยังเ็ปไม่เท่ากับความหวังที่อยากจะรอดชีวิตกลับไปพบหน้าลูกชายของตนเอง
แล้วข้าก็ทำมัน
ดาบสีขาวได้ถูกย้อมไปด้วยเืสีแดงและสีโปร่งใสของศัตรูทั้งสอง
ร่างขนาดหนึ่งเมตรที่มีปีกโปรแสง กับร่างขนาดหนึ่งเมตรครึ่งที่เต็มไปด้วยขนสีดำปกคลุมได้กลายเป็ร่างไร้หัวไปในพริบตาเดียว
“อะไ---”
ข้าใช้ขาซ้ายยันพื้นตรงหน้าอย่างรุนแรง แล้วถีบตัวหันกลังกลับไปจัดการศัตรูที่ยังตามสถานการณ์ไม่ทัน
ใช้กรงเล็บในมือขวาแทงลงตรงไปที่คอของอสูรไร้ขน กับใช้ดาบสีขาวในมือซ้ายฟันเฉียงไปที่อสูรเขาคู่ผิวแดงที่ยืนอยู่ทางซ้าย
อสูรเขาคู่นั้นมีกล้ามเนื้อที่หนาและแข็งแกร่งมาก
รู้สึกได้เหมือนกับกำลังฟันใส่โลหะหนาอยู่เช่นนั้น
แต่ต่อหน้าดาบเฮเดสเล่มนี้ มันก็เป็ได้เพียงแค่ก้อนเนื้อไร้ค่าชิ้นหนึ่งเท่านั้น
ครึ่งท่อนบนของอสูรเขาคู่ถูกตัดแยกออกพร้อมกับเกิดเป็น้ำพุโลหิตสีดำพุ่งขึ้นสูง
“กรี๊---”
ศัตรูคนสุดท้ายเริ่มทำท่าจะกรีดเสียงร้องดัง
ดังนั้นข้าจึงรีบจบชีวิตมันด้วยการถีบก้อนหินตรงปลายเท้าใส่มันอย่างรุนแรง
ก้อนหินขนาดสามสิบเิเพุ่งแหวกอากาศกระแทกใส่หัวของศัตรูเต็มแรง
เืสีเขียวจำนวนมากไหลซึมออกมาตามผิวเปลือกบางของมัน ก่อนที่จะร่วงลงไปกองกับพื้นตามเพื่อนของมันไป
“ถ้าจะทำ… ก็ทำได้มิใช่หรือ…”
ในที่สุดข้าก็สามารถสังหารศัตรูได้เสียที
แต่ไม่รู้สึกยินดีเลยแม้แต่น้อยนิด
พวกมันยังเป็เพียงแค่เด็กอ่อนเท่านั้นมิใช่หรือ?
เป็เด็กอ่อนเหมือนกับลูกของข้า
ต้องทำถึงขนาดนี้เลยหรือ?
ข้าไม่รู้ และไม่อาจให้คำตอบได้ว่าตัวเองกำลังทำสิ่งที่ถูกต้องอยู่หรือไม่
ข้ารู้แต่เพียงแค่อยากมีชีวิตรอดกลับไปให้ได้เท่านั้น
***เ้าหนุ่มยาจก [โฮป]
“ทำไมถึงต้องปลอมเป็ผีด้วยละ? ”
“ระ...เื่นั้นช่างก่อนเถอะดอง ตอนนี้รีบออกไปจากป่าก่อนเถอะ เขาประกาศฉุกเฉินแล้วไม่ได้ยินหรือยังไงดอง~”
“เออ…”
สถานการณ์ในปัจจุบันของพวกเราคือกำลังวิ่งกลับออกจากป่ากัน
หลังจากที่พบว่าตัวจริงของผีคือยัยลี่กับเยลโล่ ผมกับพรุนจึงจับเ้าภูติน้อยสองคนนี้มาซักถามว่าทำบ้าอะไรกันอยู่
แต่ดันมีเสียงเตือนภัยก่อนที่จะได้รับคำตอบกลับมา
[ประกาศจากคณะกรรมการสอบ ของแจ้งให้นักเรียนทุกคนกลับออกจากป่าเดียวนี้กิว! ยกเลิกการสอบทั้งหมดกิว!]
เสียงประกาศนั้นดังก้องไปทั่วป่าจนฝูงนกยังต้องบินแตกรัง
แม้แต่ตอนนี้ก็ยังคงมีเสียงไซเรนดังขึ้นอย่างไม่มีทีท่าว่าจะเงียบเสียงลงเลยแม้แต่น้อย
“ทำไมถึงได้มีแต่เื่แบบนี้เกิดขึ้นกับผมกันนะ…”
การสอบครั้งแรกของผม… การสอบที่จะทำให้ผมได้รับตำแหน่งนักเรียนทุนโควต้า...
ทั้งที่เตรียมตัวหาความรู้ ฝึกซ้อมเจียนตายทุกวัน ยอมลดเวลาคบหาเพื่อนหรือจีบสาว ยอมหักห้ามใจไม่ตีสนิทกับดิวซ์ ทั้งหมดก็เพื่อให้ตัวเองวิ่งแซงหน้าคนอื่นในรุ่นให้ได้
ทั้งที่พยายามมากขนาดนั้น แต่จะบอกว่าการสอบถูกยกเลิกเพียงเพราะเื่อะไรก็ไม่รู้แบบนี้นะหรือ?
โลกนี้มันจะไร้ความยุติธรรมมากเกินไปแล้วนะ!
“... ทุกคนรีบเร่งฝีเท้าหน่อยค่ะ! ”
ในตอนนั้นเองที่แฟตกรีดเสียงอย่างตื่นตระหนกออกมา
“ทำไมหรือปิว? ”
“สัญญาณคลื่นสมองจากพวกพ้องเผ่าของฉันได้หายไปคนหนึ่งค่ะ… บางที… อาจจะตายไปแล้วค่ะ...”
แฟตพูดด้วยน้ำเสียงที่หวั่นวิตกเป็อย่างมาก
ผมเคยได้ยินมาว่าเผ่ามนุษย์มดสามารถส่งคลื่นสมองสื่อสารกันได้โดยตรงตามธรรมชาติ ดังนั้นเธอคงไม่ได้พูดโกหกหรอก
ในป่านี้มีตัวอันตรายอาศัยอยู่ และบางทีคงอาจจะเป็---
“ปีศาจประจำโรงเรียน…”
คงมีแต่เ้าปีศาจสีทองตัวนั้นเท่านั้น
ถ้าเป็เ้านี่เข้ามาวุ่นวายในการสอบ มันก็คงช่วยอะไรไม่ได้แล้วละ
ผมทำได้แต่ยอมรับในโชคชะตาอันโหดร้าย แล้ววิ่งต่อไป
วิ่งติดต่อกันราวสิบห้านาที จนกระทั้งหนีออกมาพ้นผืนป่าเป็ผลสำเร็จ
“รีบมาทางนี้เร็วกิว! ”
สตรีสูงอายุเผ่าภูติที่มีผมสีขาวมัดเป็ปอยผมยาว และมีดวงตาสีขาวกลมโตคนหนึ่งกำลังลอยตัวสูงเหนือพื้นสิบเมตระโเรียกพวกเรา
ที่ด้านล่างของเธอมีนักเรียนกำลังยืนเข้าแถวอย่างเป็ระเบียบรออยู่เป็จำนวนมาก
“มามี้!? คนคุมสอบเป็มามี้เองหรือปิว! มันเกิดอะไรขึ้นหรือปิว? ”
“ไม่มีเวลาอธิบายแล้ว รีบไปเข้าแถวรวมกับทุกคนก่อนเร็ว! ”
ดูเหมือนว่ากรรมการคุมสอบเผ่าภูติคนนี้จะเป็แม่ของเยลโล่แฮะ
พวกเราเดินไปเข้าแถวรวมกับกลุ่มนักเรียนด้วยความสับสน
“มันเกิด---”
*แคว๊ก! *
ในตอนนั้นเองที่เหมือนมีเสียงเนื้อสดถูกฉีกกระชากดังขึ้นมา
ผมรีบหันกลับไปดูว่าเกิดอะไรขึ้น
แล้วผมก็ได้พบกับภาพของฝันร้าย
ที่ริมป่ามีร่างของนักเรียนชายเผ่ามนุษย์ไร้หัวคนหนึ่งถูกจับโยนลอยออกมา
ร่างนั้นลอยเป็เส้นโค้งสูง ก่อนจะตกลงมากระแทกพื้นดินอย่างรุนแรงกองอยู่ตรงหน้าลานทุ่งหญ้า
ก่อนที่จะมีส่วนหัวไร้ร่างปลิวตามมากองอยู่ด้านข้างในเวลาต่อมา
“เหวออออออ!? ”
ผมไม่อาจทนกลั้นไม่ให้กรีดร้องออกมาได้
ร่างกายและขาอ่อนแรงพร้อมกับทรุดลงไปนั่งกองอยู่กับพื้นโดยไม่รู้ตัว
ผมหันไปมองดูเหล่าเพื่อนพ้องที่อยู่ด้านข้าง
พวกเธอเองก็เข่าทรุดไม่ต่างไปจากผม
นักเรียนทุกคนต่างเข่าทรุดและกรีดร้องออกมาก
บางคนถึงขนาดอาเจียนใส่เพื่อนที่ยืนอยู่ข้างหน้าอย่างไม่เกรงใจ
มีอะไรบางอย่างในป่านั้นได้ลงมือฆ่านักเรียนคนนั้นไป
และสิ่งนั้นกำลังจะก้าวเดินออกมาจากป่า
ออกมาเพื่อสังหารพวกเราทุกคน
มันเกิดขึ้นเพียงแค่ชั่วพริบตาเดียว
ปีศาจสีทองใช้จิติญญาที่เหลือพุ่งตัวออกมาจากผืนป่าสีเขียว
พอเห็นกลุ่มนักเรียนจำนวนหนึ่งพันกว่าคนยืนเรียงแถวอยู่นอกเขตป่า เ้าปีศาจก็แทบจะป้าคลั่งขึ้นมาเพราะความเข้าใจผิด
“นี่ข้าถูกล้อมเอาไว้แล้วหรือนี่? ”
เ้าปีศาจสีทองคิดเช่นนั้น
เมื่อตัดสินได้ว่ามีเพียงหนทางเดียวคือการตีฝ่าวงล้อม เ้าปีศาจจึงกระโจนร่างของตัวเองเข้าโรมรันกลุ่มนักเรียนที่ยังตามสถานการณ์ไม่ทัน
ดาบ [เฮเดส] ในมือซ้ายของเ้าปีศาจได้ถูกยกขึ้นสูงพร้อมกับง้างกรงเล็บในมือขวาออกกว้าง
ผิวดินถูกเฉือนออกจากแรงถีบขา ฝุ่นะเิกระแทกจากการพุ่งตัวได้ลอยคลุ้งขึ้นสูงหนาทึบ
ร่างของมันได้กลายเป็เส้นสีทองที่ลากผ่านทุ่งหญ้าสีเขียวขจี
“ข้าจะต้องตีฝ่าวงล้อมหนีออกไปจากที่นี่ให้ได้”
เหล่านักเรียนที่ตั้งแถวเพื่อจะหนีนั้น ไม่อาจกลับมาตั้งสติหนีเ้าปีศาจได้
พวกเขาหนีไม่ทันแล้ว
อาวุธที่ร้ายกาจสำหรับใช้ฝึกนับพันเล่มที่อยู่ในมือนักเรียน ได้กลายเป็ของไร้ค่าในบันดล
ภาพที่โชกเืของปีศาจสีทองนั้นน่ากลัวเกินกว่าที่นักเรียนเหล่านี้จะตั้งสติรับมือภัยร้ายนี้ได้ทันเวลา
จิตใจที่กล้าหาญของพวกเขาได้ปลิวหายไป ณ วินาทีที่เห็นศพของนักเรียนชายคนเมื่อกี้นี้ไปแล้ว
“อันตรายกิว! ”
กรรมการคุมสอบพิเศษเผ่าภูติได้เปล่งปะรกายแสงสว่างออกมาจากปีกของเธอ
สตรีผู้นี้คือ [ดิไลออน] อดีตผู้นำกองทัพภูติวายุของประเทศนี้
ถึงจะลามือจากวงการไปนานนับปี แต่ฝีมือของเธอยังไม่ถือว่าขึ้นสนิมแต่อย่างใด
ธนูสายลมขนาดเล็กจำนวนมากได้ผุดขึ้นจากที่ว่างในท้องฟ้า ก่อนจะกระหน่ำลงใส่ปีศาจสีทองที่กำลังบุกเข้ามา
แต่ศัตรูของเธอใช่ว่าจะเคี้ยวได้ง่ายนัก
ขนสีทองของมันพลิ้วแทรกผ่านคมอากาศที่มองไม่เห็น ผ่านห่าฝนธนูสายลมที่ไม่น่าจะหลบได้ ราวว่ามันคือต้นหลิวที่ลู่ไปกับสายลมอย่างอ่อนโยน
ปีศาจสีทองไม่สนใจการโจมตีของภูติสายลม แล้วกระโจนร่างของตัวเองสู่ใจกลางของกลุ่มนักเรียน
ต้องบอกว่ามันตัดสินใจได้ถูกต้อง
การอยู่ท่ามกลางกลุ่มนักเรียนเช่นนี้ ทำให้ดิไลออนไม่สามารถโจมตีแบบปูพรมถล่มลงมาจากฟากฟ้าได้
เหล่านักเรียนที่เป็เผ่าภูติกับเผ่ามนุษย์นก ต่างเริ่มกางปีกบินหนีขึ้นสูง
เหล่านักเรียนเผ่ามนุษย์กับเผ่าั์ ต่างพยายามคว้าขาของเผ่ามนุษย์นกเพื่อติดสอยหนีตามกันไป
เผ่ามนุษย์มดเริ่มขุดดินหลบหนีหายไปจากสายตา
มีเพียงไม่กี่คนที่ยังคงยืนหยัดประชันหน้าอย่างหวาดกลัวกับปีศาจสีทอง
“ศะ--- ศัตรูมีตัวเดียว! จะ---โจมตีใส่เลย! ”
“หยุดก่อ---”
ดิไลออนพยายามที่จะหยุดรั้งนักเรียนผู้กล้าหาญที่ขลาดกลัวกลุ่มนั้นเอาไว้
แต่เธอช้าไป
เผ่าั์จำนวนสามคนอาวุธครบมือได้ขาดครึ่งไปในพริบตาเดียวที่เกิดพายุสีทองขึ้นมา
ดาบเฮเดสสีขาวอันคมกริบได้ฟันปืนโลหะสีดำขาดครึ่งไปพร้อมกับเ้าของ ก่อนที่พวกเขาจะได้ทันเหนี่ยวไกปืนรังสีโจมตีเ้าปีศาจตัวนั้น
มันรวดเร็วมากจนพวกเขาที่เหลือรับรู้ถึงความต่างชั้นระหว่างตัวเองกับศัตรูแทบจะในทันที
ปีศาจสีทองไม่รอช้าใช้จังหวะนั้นวิ่งแทรกสอดไปตามคลื่นทะเลของนักเรียนอย่างรวดเร็ว
มันวิ่งตรงดิ่งเข้าหากำแพงเนื้อเพื่อจะสังหารศัตรูที่ขวางเส้นทางหนีของมัน
ทุกที่ที่มันวิ่งผ่าน เป็อันต้องย้อมไปด้วยเืของแต่ละเผ่า
เืสีแดงของเผ่ามนุษย์กับมนุษย์นก
เืสีเขียวของเผ่ามนุษย์มด
เืสีใสของเผ่าภูติ
และเืสีดำของเผ่าั์
ปีศาจสีทองวิ่งบุกทะลวงพร้อมกับเหวี่ยงดาบอย่างไม่คิดชีวิต
เหล่านักเรียนต่างวิ่งหนีและโจมตีสวนกลับอย่างไม่คิดชีวิตเช่นกัน
เผ่าภูติที่ยิงบอลไฟและศรสายฟ้าลงมา
เผ่ามนุษย์นกที่สาดะุรังสีหมายจะปลิดชีพปีศาจ
เผ่ามนุษย์มดที่พยายามใช้เขี้ยวอันคมกริบต่อสู้อย่างห้าวหาญ
และเผ่ามนุษย์กับเผ่าั์ที่คอยยิงสกัดกั้นไม่ให้บุกเข้ามาใกล้
แต่ทว่าไม่มีการโจมตีใดที่สามารถสังหารปีศาจสีทองลงได้เลย
ปีศาจสีทองนั้นเคลื่อนไหวรวดเร็วเกินกว่าที่นักเรียนอย่างพวกเขาจะเล็งโจมตีโดน
เส้นแสงสีฟ้าที่พุ่งผ่านเป็หน้ากระดานนั้น ทำได้แค่แผดเผาอากาศกับทุ่งหญ้า
ปีศาจสีทองใช้ขาที่แข็งแรงส่งตัวเอง ทะยานแทรกสอดไปตามช่องว่างของลำแสงสังหารเ่าั้ราวกับเป็เพียงวิ่งมาราธอนที่ไร้สิ่งกีดขวาง
พวกเขาไม่อาจหยุดปีศาจตัวนี้ได้
นี่เป็การสังหารเพียงฝ่ายเดียวเท่านั้น
แต่ทว่าเ้าปีศาจเองก็มีขีดจำกัดของมันเช่นกัน
ขาของปีศาจสีทองเริ่มเคลื่อนไหวช้าลง
แขนเริ่มเหนื่อยล้า กล้ามเนื้อเริ่มกรีดร้องอย่างเ็ป
ดาบที่คมกริบเริ่มทื่อลงจากเืและไขมันที่ติดแน่น
"ไพไรต์…"
เขาเอยชื่อของลูกชายตัวน้อยออกมาอย่างแหบแห้งเพื่อเพิ่มพลังใจให้ตัวเอง
แต่ต่อให้มีกำลังใจมากแค่ไหน ก็มิอาจฝืนร่างกายที่หมดสิ้นซึ่งพลังได้
เ้าปีศาจวิ่งผ่านแนวหน้าสู่กลุ่มที่กำลังหันหลังวิ่งหนีอย่างอ่อนล้า
ตรงหน้าของเขาคือเผ่ามนุษย์ผมสีดำที่กำลังทำหน้าตาน่าสมเพช
เป็ชายที่ดูยากจนและผอมแห้งไร้เรี่ยวแรง
เ้าปีศาจใช้ดาบในมือฟันปลายขาของหนุ่มยาจกตรงหน้า
มันคิดว่าคงต้องยอมละทิ้งศักดิ์ศรีดิ์จับพวกมันเป็ตัวประกันแล้วหนีออกไป
ไม่สิ เขานั้นหมดสิ้นซึ่งศักดิ์ศรีดิ์นับแต่วินาทีที่สังหารตัวอ่อนของศัตรูไปแล้ว
[แบไรต์] ผู้กล้าเผ่ามนุษย์สัตว์ร้องไห้ออกมาเป็สายเื
ทุกครั้งที่สังหารตัวอ่อนของศัตรู มันเท่ากับทำร้ายศักดิ์ศรีดิ์ผู้กล้าของตัวเองเช่นกัน
“ว๊ากกกก! ”
ปีศาจสีทองลงดาบฟันไปที่ขาของหนุ่มยาจกอีกครั้งเพื่อให้เขาไม่อาจวิ่งต่อไปได้อีก
"อั๊กกกก โอ๊ยยย! เชี่ย! "
สมองของหนุ่มยาจกกรีดเสียงร้องเ็ปดังลั่น
เสียงหอบหายใจของปีศาจสีทอง ได้กลายเป็เสียงอันน่าหวาดหวั่นประดุจยมทูตร้ายสำหรับเขา
"ข้าจะ… ต้องรอด…"
ปีศาจสีทองคิดเช่นนั้นแล้วยื่นมือขวาออกไปอย่างเชื่องช้า
เป้าหมายคือการจับชายเผ่ามนุษย์ตรงหน้ามาเป็ตัวประกัน
"หยุดนะ! "
พวกพ้องของเขาทั้งห้าคนที่อยู่ติดกันต่างกรีดเสียงร้องอย่างตื่นตระหนก
ลูกครึ่งภูติผมสีเขียวเริ่มเปล่งประกายแสงสว่างจากปีกของเธอ
ภูติผมเงินที่ยื่นมือออกไปหมายจะคว้าตัวเพื่อนกลับมา
มนุษย์นกกับมนุษย์มดที่พยายามเอี้ยวตัวกลับมาเพื่อจะหันกลับมาช่วยเพื่อนเผ่ามนุษย์ของพวกเขา
แต่พวกเขาช้าไปแล้ว
พวกเขาลงมือช้าไป และคงไม่อาจหยุดเงื้อมือมัจจุราชนั้นได้ทันเวลา
นอกจากเธอคนนี้
"ระวังค่ะ…"
สตรีเผ่าั์ผมสีม่วงได้ใช้มือขวาคว้าเอาพร้ายาวของเพื่อนเผ่าลูกครึ่งภูติมาใช้
"นี่ไม่ใช่เวลาจะมาถือทิฐิ..."
พรุนคือลูกสาวของวีรบุรุษบานากับแครอท
ถึงจะเกลียดเส้นทางที่บิดามารขีดเส้นเอาไว้ให้แค่ไหน แต่ไม่ยอมใช้วิชายุทธที่ได้รับสืบทอดมาแล้วปล่อยให้เพื่อนตายไป เธอคงไม่อาจก้าวเดินต่อไปข้างหน้าได้
เธอตั้งท่าร่างดาบ วางเท้าอย่างมั่นคงในเพียงเสี้ยววินาที
พื้นดินตรงผ่าเท้ายุบตัวลงอย่างรุนแรง พร้อมกับสมาธิที่ถูกรีดเค้นออกมา
ไขมันในร่างกายถูกเผาผลาน กลายเป็พลังงานจำนวนมหาศาล
ปล่อยให้อาวุธรังสีทำหน้าที่ของมัน ให้มันดูพลังงานออกไปจากร่าง และแปรเปลี่ยนเป็พลังงานรังสีของมันเอง
นี่คือสาเหตุที่อาวุธของพวกเขาเปล่งแสงได้ เพราะอาวุธเหล่านี้ถูกสร้างมาให้ใช้พลังงานจาก [ร่างกายชีวิต] ของผู้ใช้
คลื่นรังสีที่ร้อนแรงและคมกริบได้แผ่ผุ่งออกมาจากใบมีดสีดำของพร้า ก่อนจะถูกฟันวาดเป็วงเสี้ยวพระจันทร์ผ่านเหนือหัวของเพื่อนเธอไป
คมสังหารนั้นวิ่งแหวกม่านอากาศ ผ่านิัและแผงคอของปีศาจสีทอง
"อึ๊ก…!? "
เ้าปีศาจสีทองทราบดีว่ามีการโจมตีถึงตายกำลังพุ่งเข้ามาหาตนเอง
มันมองเห็นวิถีดาบนั้นทันเต็มสองลูกตา
แต่ร่างกายที่อ่อนล้ากลับไม่ฟังคำสั่งของเขา มันไม่สามารถตอบสนองการโจมตีนั้นได้ทันเวลา
ดังนั้นมันจึงหลบไม่ทัน
แผงขนสีทองที่งดงามถูกตัดขาดครึ่ง
ิัที่ห่อหุ้มร่างกายถูกฟันฉีกขาดเป็รอยยาว
เืสีฟ้าจำนวนมากไหลทะลักไหลออกมาจากาแนั้น
"ไพ… ไรต์…"
ปีศาจสีทองแผดเสียงอย่างอ่อนล้าถึงลูกชายของตัวเองเป็ครั้งสุดท้าย
ก่อนที่จะล้มทั้งยืนลงไปกองบนพื้นดิน
ตายเพียงคนเดียวบนดินแดนของศัตรูเช่นนั้น
มือของสตรีเผ่าั์สั่นเทาอย่างรุนแรง
พรุนััได้ถึงไออุ่นจากเืเป็ครั้งแรก
ไม่ใช่ไออุนของเืจากาแ แต่เป็ไออุนของเืที่เปี่ยมไปด้วย [ชีวิต]
เธอรู้สึกได้ถึง [น้ำหนักของชีวิต] ที่พึ่งสังหารลงไปกับมือตัวเอง
เธอทรุดตัวลงไปนั่งที่พื้นอย่างอ่อนแรง
ถึงจะเป็เื่บังเอิญ แต่เธอก็ได้ทำการสังหารศัตรูไปแล้ว
เสียงเชียร์โห่ร้องอย่างดีใจได้ดังก้องกังวาลขึ้น
พวกเขาโหร้องให้กับวีรสตรีผู้สังหารปีศาจของพวกเขา
ยกย่องให้เธอเป็ดั่ง [ผู้กล้า] ของพวกเขา
[ผู้กล้า] ที่ถือกำเนิดขึ้นจากการสังหาร [ผู้กล้า]