“ทุกคนต่างมากันพร้อมหน้าแล้วใช่ไหม?” หลี่เต้าทงก็มองไปรอบๆ และหยุดสายตาลงที่เย่เฉินเป็นเวลานาน
“ครบแล้วๆผู้อาวุโส รีบเริ่มกันเถอะ!” เจ้าหมีสองตะโกนเสียงดังดูร้อนอกร้อนใจเหมือนจะอดทนไม่ไหวลูบกำปั้นที่อ้วนกลมของเขาด้วยท่าทางที่กระตือรือร้น
อือ!
หลี่เต้าทงพยักหน้าเล็กน้อยและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม “สำหรับการทดสอบในป่าร้าง ข้าว่าพวกเจ้าคงรู้จักกันดีแล้วในตอนนี้ ข้าอยากจะย้ำกับพวกเจ้าอีกครั้ง ในสนามการทดสอบนี้ห้ามใช้คาถาอสุนีสวรรค์ คาถาวิญญาณสวรรค์ และคาถาวิถีสวรรค์”
พูดจบผู้อาวุโสหลี่เต้าทงจึงยื่นมือออกไปหยิบแผ่นหยกแผ่นหนึ่งออกมา และกล่าวต่อไป“ทุกคนจะได้รับแผ่นหยกหนึ่งแผ่นติดตัวบนแผ่นหยกจะสลักรอยตราประจำตัวของพวกเจ้าแต่ละคนหากพบกับสถานการณ์คับขันใดภายในป่า หรือต้องการยอมแพ้เพื่อออกจากการทดสอบก็ขอให้ทำลายแผ่นหยกนี้ให้แตก แผ่นหยกจะนำพาเจ้าออกไปจากป่าร้างแต่หากแผ่นหยกของผู้ใดถูกทำลายจนแตกแล้ว คนผู้นั้นก็จะหมดสิทธิ์ในการเข้าสู่สำนักใน”
“แบ่งกลุ่มกลุ่มละห้าคน”
“การทดสอบในป่าร้างมีเวลาจำกัดสามวันหากผ่านไปครบสามวันยังไม่มีศิษย์ที่ผ่านการทดสอบเข้าสู่สำนักในได้ให้ถือว่าการทดสอบเป็นอันล้มเหลว”
“ป่าร้างแห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการทดสอบห้ามทำร้ายกันจนถึงแก่ชีวิต ผู้ฝ่าฝืน จะต้องได้รับโทษตามกฎ”
เมื่อพูดถึงตรงนี้หลี่เต้าทงก็หยิบกล่องไม้กล่องหนึ่งออกมา “เอาล่ะ!ก้าวออกมาจับฉลากกัน หากจับได้ตัวเลขเหมือนกัน ก็อยู่กลุ่มเดียวกัน”
“ข้าขอจับก่อนๆ”ทันทีที่หลี่เต้าทงพูดจบ เจ้าหมีสองก็รีบขยับร่างอ้วนท้วมนั้นเข้าไปในทันทีเขาใช้มืออ้วนเจ้าเนื้อล้วงเข้าไปในกล่องไม้กวนมันอยู่สักพักก่อนจะดึงป้ายไม้เล็กๆ ออกมา
“หมายเลขสี่”เมื่อมองไปยังแผ่นป้ายเล็กๆ เจ้าหมีสองก็ชูมันขึ้น
จากนั้นชายผู้นี้ก็กุมมือตนเองไว้แน่น ทำการอธิษฐานขอพร “ฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ดินศักดิ์สิทธิ์ท่านปรมาจารย์ผู้เป็นเจ้าโปรดแสดงฤทธิ์ ขอให้เซี่ยอวิ๋นจับได้หมายเลขสี่ให้เย่เฉินจับได้หมายเลขสี่ ให้ฮั่วเถิงจับได้หมายเลขสี่และให้ภรรยาของข้าจับได้หมายเลขสี่”
ชายผู้นี้ไม่ได้โง่เลยนอกจากถังหรูซวนผู้เป็นภรรยาของเขา สามคนที่เหลือล้วนแต่เป็นผู้แข็งแกร่งทั้งหมด
“ทำแบบนี้มันไร้ประโยชน์สิ้นดี”เซี่ยอวิ๋นเหลือบมองเจ้าหมีสอง และก้าวออกไปข้างหน้า จากนั้นก็หยิบป้ายเล็กๆขึ้นมาป้ายหนึ่ง
“เจ้าจับได้เลขอะไร”เจ้าหมีสองดูท่าทางจะมีความกังวลกว่าเซี่ยอวิ๋นศีรษะอ้วนของเขาก็โผล่แทรกเข้ามาในทันที แต่หลังจากได้เห็นหมายเลขบนแผ่นป้ายสีหน้าของเขาก็เหี่ยวเฉาลงทันที
เซี่ยอวิ๋นจับฉลากได้หมายเลขสองซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกันกับเจ้าหมีสอง
ต่อมาคนเกือบจำนวนสามร้อยคนได้ก้าวออกมาเข้าแถว ทยอยหยิบแผ่นไม้เล็กๆ
“เย้! ข้าจับได้หมายเลขสอง” เมื่อศิษย์คนหนึ่งเห็นป้ายเล็กๆ ของตนเองเขาก็กระโดดลอยขึ้นสองสามจ้าง เพราะได้อยู่กลุ่มเดียวกันกับเซี่ยอวิ๋นทำให้โอกาสจะได้เข้าสู่สำนักในของเขายิ่งเพิ่มมากขึ้น
“หมายเลขหกฮ่าๆ ข้าได้อยู่กลุ่มเดียวกันกับศิษย์พี่ฮั่วเถิง”
“ให้ตายสิกลุ่มข้าไม่มีคนเก่งสักคนเดียว” มีศิษย์บางคนเริ่มตะโกนบ่นเมื่อเห็นแผ่นป้ายไม้ของตนเอง
ช่วงเวลาต่อมาสถานที่แห่งนี้ก็คึกคักขึ้นมาอีกครั้งและแน่นอนว่าการจับฉลากครั้งนี้มีทั้งคนดีใจและมีคนต้องเสียใจคนที่ได้อยู่กลุ่มเดียวกับลูกศิษย์ที่เก่งกล้าก็มีความดีใจแต่ถ้ามีเรื่องไร้สาระอะไรเกิดขึ้นมา นั่นก็คงเป็นปัญหาเฉพาะบุคคลแล้ว
“ไม่เลว”เย่เฉินกำลังมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนนี้คนที่จับได้หมายเลขเดียวกันเริ่มมารวมกลุ่มอยู่ด้วยกันแล้ว
แม้ว่าเจ้าหมีสองจะไม่ได้อยู่ด้านข้างของเย่เฉินพวกของเซี่ยอวิ๋นและฮั่วเถิง แต่กลับได้อยู่กลุ่มเดียวกันกับฉีเยว่และภรรยาของเขาอย่างถังหรูซวนก็ได้อยู่กลุ่มเดียวกันกับเขาพอดี
สำหรับกลุ่มอื่นๆนอกจากเรื่องไร้สาระต่างๆ แล้ว ก็จัดว่ามีความแข็งแกร่งที่สมดุลโดยเฉพาะหวังหลินของสวนผลไม้วิญญาณและเซียวจิ้งของตำหนักบังคับคดีพวกเขาจับฉลากได้กลุ่มเดียวกัน ซึ่งมันทำให้หลายๆ คนรู้สึกอิจฉาเป็นอย่างมาก
เมื่อได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนโดยรอบเย่เฉินก็มาถึงด้านหน้าของกล่องไม้แล้วเช่นกัน
เขาเอื้อมมือไปคว้าป้ายไม้เล็กๆเมื่อเหลือบไปมองหมายเลขบนป้ายไม้ เย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะต้องหันไปมองรอบๆ
เย่เฉินกวาดสายตาไปมุมปากของเขาก็กระตุกขึ้นทันที สิ่งที่น่าตำหนิที่สุดในการจับสลากของเขาคือการจับได้หมายเลขที่มศิษย์สี่คนซึ่งล้วนเป็นศัตรูกับเขามีศิษย์จากยอดเขาตี้หยางสองคนศิษย์จากยอดเขาเหรินหยางและศิษย์จากวิหารประกาศิตอีกแห่งละหนึ่งคน
“บ้าเอ๊ย”เย่เฉินขมวดคิ้วขึ้นโดยทันที
“ล้วนแต่เป็นโชคชะตา”เซี่ยอวิ๋นตบบ่าของเย่เฉิน “เจ้าเป็นเด็กที่เกิดมาพร้อมกับความโชคร้ายจริงๆ”
หลังจากที่ทุกคนได้จับฉลากกันจนครบแล้วเหล่าบรรดาศิษย์ก็ยืนรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มละห้าคนตามที่จับฉลากได้
เมื่อเย่เฉินมองไปยังสมาชิกในกลุ่มของตนเองทั้งซ้ายและขวาสมองของเขาสั่งการได้เพียงให้ยักไหล่ การทำงานเป็นกลุ่มอย่างนั้นหรือ? ไร้สาระไปหน่อยไหม!คนในกลุ่มของเขาไม่แทงข้างหลังเขาให้ก็นับว่าดีขนาดไหนแล้ว
“แน่นอนว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเอง”เย่เฉินก็ก่นด่าอยู่ในใจ
ออกเดินทาง!
เมื่อสิ้นคำสั่งของหลี่เต้าทงประมุขแห่งหอฟ้าดินเหล่าบรรดาศิษย์ที่แบ่งกลุ่มกันไว้จึงมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าร้างทันที
ด้านหน้าของป่าร้างมีทางเข้ามากกว่าห้าสิบทาง เพื่อให้สอดคล้องกับศิษย์ทั้งห้าสิบกว่ากลุ่มหากจับฉลากได้หมายเลขใดก็ต้องเข้าประตูหมายเลขนั้นเพื่อป้องกันกรณีการสมคบคิดกันระหว่างกลุ่ม
“เจ้าหนุ่มเจ้าคงต้องขอพรให้เยอะๆ แล้วล่ะ” ก่อนที่จะจากกันไปเจ้าหมีสองก็เดินมาตบไหล่เย่เฉินอย่างจริงจัง
“ไปให้พ้นๆเถอะ” ใบหน้าของเย่เฉินดูแข็งกร้าว และไม่ลืมที่จะเตะเจ้าหมีสองไปสักครั้งก่อนจะจากกันออกไป
เฮ้!
เฮ้!
พวกของฮั่วเถิงและฉีเยว่ต่างตะโกนส่งเสียงร้องออกมา จากนั้นก็พากลุ่มของตนเองเข้าไปยังป่าร้าง
จนกระทั่งทุกกลุ่มได้เข้าไปกันจนหมดเย่เฉินจึงหันไปหรี่ตามองคนทั้งสี่คนในกลุ่มของตนเองที่อยู่ทั้งซ้ายและขวาตอนนี้พวกเขากำลังมองดูเย่เฉินด้วยสายตาเยาะเย้ยดวงตาแต่ละคู่นั้นราวกับเขียนประโยคไว้ชัดเจนว่า เจ้าเด็กน้อย เจ้ารอดูได้เลย! เมื่อเข้าไปในป่าร้างแล้ว เจ้าอาจจะต้องตายอย่างอนาถ
“กลุ่มอะไรเนี่ย”เย่เฉินด่าออกไป แล้วก้าวเดินเข้าไปในป่าร้าง
เอ๊ะ?
ทันทีที่เข้าสู่เขตของป่าร้างเย่เฉินก็อุทานขึ้นมาเบาๆ
ป่าร้างมีอาณาบริเวณเป็นของตนเองภาพที่ปรากฏเข้าสู่สายตาในตอนนี้ คือภาพของต้นไม้โบราณที่สูงตระหง่านดอกไม้และต้นไม้อุดมสมบูรณ์ แต่ละสิ่งมีพลังปราณวิญญาณเอ้อระเหยอยู่โดยรอบ ที่ส่วนลึกท่ามกลางดอกไม้ต้นไม้ยังสามารถมองเห็นเงารางๆ ของตำหนักหลังหนึ่ง
“แปลกจริงๆเลย!” เย่เฉินลูบคางของเขาและอดไม่ได้ที่จะต้องประหลาดใจกับความลี้ลับอัศจรรย์ของป่าร้าง
ฮึ!
เสียงอันเยือกเย็นดังขึ้นมาสมาชิกอีกสี่คนในกลุ่มของเย่เฉินผลัดกันส่งเสียงขึ้นมาทั้งสี่คนนี้ทำให้เย่เฉินเหมือนตกมาอยู่ในรังของอสรพิษร้ายอย่างไรอย่างนั้นและดูเหมือนว่าพวกเขากำลังจะหาทางกำจัดเย่เฉินออกไปแต่พวกเขากลับต้องเดินเข้าไปยังส่วนลึกนั้นด้วยกัน
เอาล่ะ! เดิมก็เป็นกลุ่มละห้าคน แต่ตอนนี้คนทั้งสี่เริ่มคิดจะหักหลังรวมหัวกันไล่เย่เฉินออกจากกลุ่ม
“ไปเสียได้ก็ดีข้าก็ไม่ได้อยากจะไปกับพวกเจ้าตั้งแต่แรกแล้วล่ะ” เย่เฉินพูดอย่างเยาะเย้ยจากนั้นก็เดินตามเข้าไปในป่าลึก
เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องแปลกใจก็คือความเร็วของเขาก็ไม่ได้ลดลงแต่เดินมาตลอดทางกลับไม่เห็นเงาร่างของผู้ใดเลยแม้แต่คนทั้งสี่ในกลุ่มของเขาเองก็ตามดังนั้นเขาจึงหยุดฝีเท้าลงอยู่ตรงผืนป่าที่เต็มไปด้วยหมอกแห่งหนึ่ง
“ไอ้พวกอันธพาลสี่คนนั่นก็ไม่ได้เดินช้านะ!” เย่เฉินแอบบ่น จากนั้นก็ก้าวเข้าไปในผืนป่าที่เต็มไปด้วยหมอกแห่งนี้
ผืนป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยหมอกสีเทาปกคลุมไปทั่วบริเวณจนบดบังการมองเห็นของเขาเขาสามารถมองเห็นได้เพียงระยะที่ห่างออกไปสามจ้างเท่านั้นและเขาก็ได้พบว่ายิ่งเดินเข้าไปมากเท่าไร หมอกเหล่านี้ก็ยิ่งหนามากขึ้นเขายังคงเดินไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย
“ที่นี่มันสถานที่บ้าบออะไรกันนี่”เย่เฉินมองสำรวจไปรอบๆ เห็นแต่เพียงหมอกที่หนาทึบเขาจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเขารู้สึกแต่เพียงว่ารอบกายของเขามีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมา
เช้ง!
ในขณะที่เขากำลังก้าวออกไปเสียงของพลังกระบี่ได้ดังขึ้นมาในทิศทางทแยงมุมกับเขากระบี่สังหารที่ดำสนิทและเรียวบาง เจาะทะลุอากาศตรงเข้ามายังลำคอของเขา
เย่เฉินตอบสนองอย่างว่องไวเขาเคลื่อนตัวไปด้านข้างเล็กน้อย หลบเลี่ยงการโจมตีได้อย่างง่ายดายจากนั้นเขาจึงพลิกฝ่ามือตีผู้ที่ลอบโจมตีเขาลงไปยังพื้นและเมื่อเขาก้าวออกไปดูเขาจึงพบว่าสิ่งนั้นคือหุ่นเชิดตัวหนึ่งและเป็นหุ่นเชิดระดับมนุษย์
เช้ง!
เสียงกระบี่ดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้เสียงดังมาจากด้านหลัง และในเวลาเดียวกันก็มีเสียงกระบี่ดังขึ้นมาจากรอบด้านดูแล้วน่าจะมีหุ่นเชิดมากกว่าหนึ่งตัวกำลังมุ่งเข้ามาโจมตีเขา
เวิง!
เย่เฉินดึงกระบี่เทียนเชวียออกมาทันทีจากนั้นก็เคลื่อนตัวเป็นวงกลมอย่างแข็งแกร่งและทรงพลัง
แกร๊ง!
แกร๊ง!
ไม่นานเสียงของโลหะกระทบกันก็ดังขึ้นมาเรื่อยๆ แม้ว่าหุ่นเชิดทั้งสี่ที่พุ่งเข้ามานั้นจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กแต่ก็ไม่อาจจะหลีกพ้นต่างก็ถูกเย่เฉินทุบตีจนยับเยิน
“ไม่ควรจะอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน”หลังจากจัดการกับเหล่าบรรดาหุ่นเชิดที่อยู่รอบตัวจนหมดแล้ว เย่เฉินก็รีบจากออกไป