จุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】

    เล่มที่ 4 ตอนที่ 120 การแบ่งกลุ่มที่ไร้สาระ

            “ทุกคนต่างมากันพร้อมหน้าแล้วใช่ไหม?” หลี่เต้าทงก็มองไปรอบๆ และหยุดสายตาลงที่เย่เฉินเป็นเวลานาน

            “ครบแล้วๆผู้อาวุโส รีบเริ่มกันเถอะ!” เจ้าหมีสองตะโกนเสียงดังดูร้อนอกร้อนใจเหมือนจะอดทนไม่ไหวลูบกำปั้นที่อ้วนกลมของเขาด้วยท่าทางที่กระตือรือร้น

            อือ!

            หลี่เต้าทงพยักหน้าเล็กน้อยและกล่าวด้วยน้ำเสียงที่เคร่งขรึม “สำหรับการทดสอบในป่าร้าง ข้าว่าพวกเจ้าคงรู้จักกันดีแล้วในตอนนี้ ข้าอยากจะย้ำกับพวกเจ้าอีกครั้ง ในสนามการทดสอบนี้ห้ามใช้คาถาอสุนีสวรรค์ คาถาวิญญาณสวรรค์ และคาถาวิถีสวรรค์”

            พูดจบผู้อาวุโสหลี่เต้าทงจึงยื่นมือออกไปหยิบแผ่นหยกแผ่นหนึ่งออกมา และกล่าวต่อไป“ทุกคนจะได้รับแผ่นหยกหนึ่งแผ่นติดตัวบนแผ่นหยกจะสลักรอยตราประจำตัวของพวกเจ้าแต่ละคนหากพบกับสถานการณ์คับขันใดภายในป่า หรือต้องการยอมแพ้เพื่อออกจากการทดสอบก็ขอให้ทำลายแผ่นหยกนี้ให้แตก แผ่นหยกจะนำพาเจ้าออกไปจากป่าร้างแต่หากแผ่นหยกของผู้ใดถูกทำลายจนแตกแล้ว คนผู้นั้นก็จะหมดสิทธิ์ในการเข้าสู่สำนักใน”

            “แบ่งกลุ่มกลุ่มละห้าคน”

            “การทดสอบในป่าร้างมีเวลาจำกัดสามวันหากผ่านไปครบสามวันยังไม่มีศิษย์ที่ผ่านการทดสอบเข้าสู่สำนักในได้ให้ถือว่าการทดสอบเป็นอันล้มเหลว”

            “ป่าร้างแห่งนี้ถูกออกแบบมาเพื่อจัดการทดสอบห้ามทำร้ายกันจนถึงแก่ชีวิต ผู้ฝ่าฝืน จะต้องได้รับโทษตามกฎ”

            เมื่อพูดถึงตรงนี้หลี่เต้าทงก็หยิบกล่องไม้กล่องหนึ่งออกมา “เอาล่ะ!ก้าวออกมาจับฉลากกัน หากจับได้ตัวเลขเหมือนกัน ก็อยู่กลุ่มเดียวกัน”

            “ข้าขอจับก่อนๆ”ทันทีที่หลี่เต้าทงพูดจบ เจ้าหมีสองก็รีบขยับร่างอ้วนท้วมนั้นเข้าไปในทันทีเขาใช้มืออ้วนเจ้าเนื้อล้วงเข้าไปในกล่องไม้กวนมันอยู่สักพักก่อนจะดึงป้ายไม้เล็กๆ ออกมา

            “หมายเลขสี่”เมื่อมองไปยังแผ่นป้ายเล็กๆ เจ้าหมีสองก็ชูมันขึ้น

            จากนั้นชายผู้นี้ก็กุมมือตนเองไว้แน่น ทำการอธิษฐานขอพร “ฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ดินศักดิ์สิทธิ์ท่านปรมาจารย์ผู้เป็นเจ้าโปรดแสดงฤทธิ์ ขอให้เซี่ยอวิ๋นจับได้หมายเลขสี่ให้เย่เฉินจับได้หมายเลขสี่ ให้ฮั่วเถิงจับได้หมายเลขสี่และให้ภรรยาของข้าจับได้หมายเลขสี่”

            ชายผู้นี้ไม่ได้โง่เลยนอกจากถังหรูซวนผู้เป็นภรรยาของเขา สามคนที่เหลือล้วนแต่เป็นผู้แข็งแกร่งทั้งหมด

            “ทำแบบนี้มันไร้ประโยชน์สิ้นดี”เซี่ยอวิ๋นเหลือบมองเจ้าหมีสอง และก้าวออกไปข้างหน้า จากนั้นก็หยิบป้ายเล็กๆขึ้นมาป้ายหนึ่ง

            “เจ้าจับได้เลขอะไร”เจ้าหมีสองดูท่าทางจะมีความกังวลกว่าเซี่ยอวิ๋นศีรษะอ้วนของเขาก็โผล่แทรกเข้ามาในทันที แต่หลังจากได้เห็นหมายเลขบนแผ่นป้ายสีหน้าของเขาก็เหี่ยวเฉาลงทันที

            เซี่ยอวิ๋นจับฉลากได้หมายเลขสองซึ่งเป็นที่ชัดเจนว่าไม่ได้อยู่กลุ่มเดียวกันกับเจ้าหมีสอง

            ต่อมาคนเกือบจำนวนสามร้อยคนได้ก้าวออกมาเข้าแถว ทยอยหยิบแผ่นไม้เล็กๆ

            “เย้! ข้าจับได้หมายเลขสอง” เมื่อศิษย์คนหนึ่งเห็นป้ายเล็กๆ ของตนเองเขาก็กระโดดลอยขึ้นสองสามจ้าง เพราะได้อยู่กลุ่มเดียวกันกับเซี่ยอวิ๋นทำให้โอกาสจะได้เข้าสู่สำนักในของเขายิ่งเพิ่มมากขึ้น

            “หมายเลขหกฮ่าๆ ข้าได้อยู่กลุ่มเดียวกันกับศิษย์พี่ฮั่วเถิง”

            “ให้ตายสิกลุ่มข้าไม่มีคนเก่งสักคนเดียว” มีศิษย์บางคนเริ่มตะโกนบ่นเมื่อเห็นแผ่นป้ายไม้ของตนเอง

            ช่วงเวลาต่อมาสถานที่แห่งนี้ก็คึกคักขึ้นมาอีกครั้งและแน่นอนว่าการจับฉลากครั้งนี้มีทั้งคนดีใจและมีคนต้องเสียใจคนที่ได้อยู่กลุ่มเดียวกับลูกศิษย์ที่เก่งกล้าก็มีความดีใจแต่ถ้ามีเรื่องไร้สาระอะไรเกิดขึ้นมา นั่นก็คงเป็นปัญหาเฉพาะบุคคลแล้ว

            “ไม่เลว”เย่เฉินกำลังมองดูเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น ตอนนี้คนที่จับได้หมายเลขเดียวกันเริ่มมารวมกลุ่มอยู่ด้วยกันแล้ว

            แม้ว่าเจ้าหมีสองจะไม่ได้อยู่ด้านข้างของเย่เฉินพวกของเซี่ยอวิ๋นและฮั่วเถิง แต่กลับได้อยู่กลุ่มเดียวกันกับฉีเยว่และภรรยาของเขาอย่างถังหรูซวนก็ได้อยู่กลุ่มเดียวกันกับเขาพอดี

            สำหรับกลุ่มอื่นๆนอกจากเรื่องไร้สาระต่างๆ แล้ว ก็จัดว่ามีความแข็งแกร่งที่สมดุลโดยเฉพาะหวังหลินของสวนผลไม้วิญญาณและเซียวจิ้งของตำหนักบังคับคดีพวกเขาจับฉลากได้กลุ่มเดียวกัน ซึ่งมันทำให้หลายๆ คนรู้สึกอิจฉาเป็นอย่างมาก

            เมื่อได้ยินคำวิพากษ์วิจารณ์ของคนโดยรอบเย่เฉินก็มาถึงด้านหน้าของกล่องไม้แล้วเช่นกัน

            เขาเอื้อมมือไปคว้าป้ายไม้เล็กๆเมื่อเหลือบไปมองหมายเลขบนป้ายไม้ เย่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะต้องหันไปมองรอบๆ

            เย่เฉินกวาดสายตาไปมุมปากของเขาก็กระตุกขึ้นทันที สิ่งที่น่าตำหนิที่สุดในการจับสลากของเขาคือการจับได้หมายเลขที่มศิษย์สี่คนซึ่งล้วนเป็นศัตรูกับเขามีศิษย์จากยอดเขาตี้หยางสองคนศิษย์จากยอดเขาเหรินหยางและศิษย์จากวิหารประกาศิตอีกแห่งละหนึ่งคน

            “บ้าเอ๊ย”เย่เฉินขมวดคิ้วขึ้นโดยทันที

            “ล้วนแต่เป็นโชคชะตา”เซี่ยอวิ๋นตบบ่าของเย่เฉิน “เจ้าเป็นเด็กที่เกิดมาพร้อมกับความโชคร้ายจริงๆ”

            หลังจากที่ทุกคนได้จับฉลากกันจนครบแล้วเหล่าบรรดาศิษย์ก็ยืนรวมกลุ่มกันเป็นกลุ่มละห้าคนตามที่จับฉลากได้

            เมื่อเย่เฉินมองไปยังสมาชิกในกลุ่มของตนเองทั้งซ้ายและขวาสมองของเขาสั่งการได้เพียงให้ยักไหล่ การทำงานเป็นกลุ่มอย่างนั้นหรือ? ไร้สาระไปหน่อยไหม!คนในกลุ่มของเขาไม่แทงข้างหลังเขาให้ก็นับว่าดีขนาดไหนแล้ว

            “แน่นอนว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับตัวเอง”เย่เฉินก็ก่นด่าอยู่ในใจ

            ออกเดินทาง!

            เมื่อสิ้นคำสั่งของหลี่เต้าทงประมุขแห่งหอฟ้าดินเหล่าบรรดาศิษย์ที่แบ่งกลุ่มกันไว้จึงมุ่งหน้าเข้าสู่ป่าร้างทันที

            ด้านหน้าของป่าร้างมีทางเข้ามากกว่าห้าสิบทาง เพื่อให้สอดคล้องกับศิษย์ทั้งห้าสิบกว่ากลุ่มหากจับฉลากได้หมายเลขใดก็ต้องเข้าประตูหมายเลขนั้นเพื่อป้องกันกรณีการสมคบคิดกันระหว่างกลุ่ม

            “เจ้าหนุ่มเจ้าคงต้องขอพรให้เยอะๆ แล้วล่ะ” ก่อนที่จะจากกันไปเจ้าหมีสองก็เดินมาตบไหล่เย่เฉินอย่างจริงจัง

            “ไปให้พ้นๆเถอะ” ใบหน้าของเย่เฉินดูแข็งกร้าว และไม่ลืมที่จะเตะเจ้าหมีสองไปสักครั้งก่อนจะจากกันออกไป

            เฮ้!

            เฮ้!

            พวกของฮั่วเถิงและฉีเยว่ต่างตะโกนส่งเสียงร้องออกมา จากนั้นก็พากลุ่มของตนเองเข้าไปยังป่าร้าง

            จนกระทั่งทุกกลุ่มได้เข้าไปกันจนหมดเย่เฉินจึงหันไปหรี่ตามองคนทั้งสี่คนในกลุ่มของตนเองที่อยู่ทั้งซ้ายและขวาตอนนี้พวกเขากำลังมองดูเย่เฉินด้วยสายตาเยาะเย้ยดวงตาแต่ละคู่นั้นราวกับเขียนประโยคไว้ชัดเจนว่า เจ้าเด็กน้อย เจ้ารอดูได้เลย! เมื่อเข้าไปในป่าร้างแล้ว เจ้าอาจจะต้องตายอย่างอนาถ

            “กลุ่มอะไรเนี่ย”เย่เฉินด่าออกไป แล้วก้าวเดินเข้าไปในป่าร้าง

            เอ๊ะ?

            ทันทีที่เข้าสู่เขตของป่าร้างเย่เฉินก็อุทานขึ้นมาเบาๆ

            ป่าร้างมีอาณาบริเวณเป็นของตนเองภาพที่ปรากฏเข้าสู่สายตาในตอนนี้ คือภาพของต้นไม้โบราณที่สูงตระหง่านดอกไม้และต้นไม้อุดมสมบูรณ์ แต่ละสิ่งมีพลังปราณวิญญาณเอ้อระเหยอยู่โดยรอบ ที่ส่วนลึกท่ามกลางดอกไม้ต้นไม้ยังสามารถมองเห็นเงารางๆ ของตำหนักหลังหนึ่ง

            “แปลกจริงๆเลย!” เย่เฉินลูบคางของเขาและอดไม่ได้ที่จะต้องประหลาดใจกับความลี้ลับอัศจรรย์ของป่าร้าง

            ฮึ!

            เสียงอันเยือกเย็นดังขึ้นมาสมาชิกอีกสี่คนในกลุ่มของเย่เฉินผลัดกันส่งเสียงขึ้นมาทั้งสี่คนนี้ทำให้เย่เฉินเหมือนตกมาอยู่ในรังของอสรพิษร้ายอย่างไรอย่างนั้นและดูเหมือนว่าพวกเขากำลังจะหาทางกำจัดเย่เฉินออกไปแต่พวกเขากลับต้องเดินเข้าไปยังส่วนลึกนั้นด้วยกัน

            เอาล่ะ! เดิมก็เป็นกลุ่มละห้าคน แต่ตอนนี้คนทั้งสี่เริ่มคิดจะหักหลังรวมหัวกันไล่เย่เฉินออกจากกลุ่ม

            “ไปเสียได้ก็ดีข้าก็ไม่ได้อยากจะไปกับพวกเจ้าตั้งแต่แรกแล้วล่ะ” เย่เฉินพูดอย่างเยาะเย้ยจากนั้นก็เดินตามเข้าไปในป่าลึก

            เพียงแต่สิ่งที่ทำให้เขาต้องแปลกใจก็คือความเร็วของเขาก็ไม่ได้ลดลงแต่เดินมาตลอดทางกลับไม่เห็นเงาร่างของผู้ใดเลยแม้แต่คนทั้งสี่ในกลุ่มของเขาเองก็ตามดังนั้นเขาจึงหยุดฝีเท้าลงอยู่ตรงผืนป่าที่เต็มไปด้วยหมอกแห่งหนึ่ง

            “ไอ้พวกอันธพาลสี่คนนั่นก็ไม่ได้เดินช้านะ!” เย่เฉินแอบบ่น จากนั้นก็ก้าวเข้าไปในผืนป่าที่เต็มไปด้วยหมอกแห่งนี้

            ผืนป่าแห่งนี้เต็มไปด้วยหมอกสีเทาปกคลุมไปทั่วบริเวณจนบดบังการมองเห็นของเขาเขาสามารถมองเห็นได้เพียงระยะที่ห่างออกไปสามจ้างเท่านั้นและเขาก็ได้พบว่ายิ่งเดินเข้าไปมากเท่าไร หมอกเหล่านี้ก็ยิ่งหนามากขึ้นเขายังคงเดินไปเรื่อยๆ จนถึงจุดที่ไม่สามารถมองเห็นอะไรได้เลย

            “ที่นี่มันสถานที่บ้าบออะไรกันนี่”เย่เฉินมองสำรวจไปรอบๆ เห็นแต่เพียงหมอกที่หนาทึบเขาจึงต้องเพิ่มความระมัดระวังมากขึ้นเขารู้สึกแต่เพียงว่ารอบกายของเขามีดวงตาคู่หนึ่งกำลังจ้องมองมา

            เช้ง!

            ในขณะที่เขากำลังก้าวออกไปเสียงของพลังกระบี่ได้ดังขึ้นมาในทิศทางทแยงมุมกับเขากระบี่สังหารที่ดำสนิทและเรียวบาง เจาะทะลุอากาศตรงเข้ามายังลำคอของเขา

            เย่เฉินตอบสนองอย่างว่องไวเขาเคลื่อนตัวไปด้านข้างเล็กน้อย หลบเลี่ยงการโจมตีได้อย่างง่ายดายจากนั้นเขาจึงพลิกฝ่ามือตีผู้ที่ลอบโจมตีเขาลงไปยังพื้นและเมื่อเขาก้าวออกไปดูเขาจึงพบว่าสิ่งนั้นคือหุ่นเชิดตัวหนึ่งและเป็นหุ่นเชิดระดับมนุษย์

            เช้ง!

            เสียงกระบี่ดังขึ้นอีกครั้งคราวนี้เสียงดังมาจากด้านหลัง และในเวลาเดียวกันก็มีเสียงกระบี่ดังขึ้นมาจากรอบด้านดูแล้วน่าจะมีหุ่นเชิดมากกว่าหนึ่งตัวกำลังมุ่งเข้ามาโจมตีเขา

            เวิง!

            เย่เฉินดึงกระบี่เทียนเชวียออกมาทันทีจากนั้นก็เคลื่อนตัวเป็นวงกลมอย่างแข็งแกร่งและทรงพลัง

            แกร๊ง!

            แกร๊ง!

            ไม่นานเสียงของโลหะกระทบกันก็ดังขึ้นมาเรื่อยๆ แม้ว่าหุ่นเชิดทั้งสี่ที่พุ่งเข้ามานั้นจะมีร่างกายที่แข็งแกร่งราวกับเหล็กแต่ก็ไม่อาจจะหลีกพ้นต่างก็ถูกเย่เฉินทุบตีจนยับเยิน

            “ไม่ควรจะอยู่ที่นี่เป็นเวลานาน”หลังจากจัดการกับเหล่าบรรดาหุ่นเชิดที่อยู่รอบตัวจนหมดแล้ว เย่เฉินก็รีบจากออกไป

    คล้ายกับเรื่องจุติเทพยุทธ์จอมราชัน 【จบ】 ที่คุณอ่าน