ตัวข้าเป็แวร์วูฟหรือที่พวกมนุษย์ชอบเรียกกันว่ามนุษย์หมาป่า
เราเคยเป็เผ่าพันธุ์ที่ถูกแวมไพร์เหยียดหยามหรือจับไปเป็ทาสทุกครั้งที่มีโอกาสเพราะพวกมันเชื่อว่าเราเป็พวกชั้นต่ำ ไม่คู่ควรแก่การเกลือกกลั้วอยู่ในที่เดียวกันกับพวกมันแต่นั่นมันก็ั้แ่สมัยก่อนน่ะนะ สมัยนี้ไม่ค่อยมีพวกแบบนั้นอยู่แล้วจะมีก็แต่เ้าพวกหัวโบราณเกินเหตุนั่นแหละที่จะทำแบบนั้น
ส่วนพวกมนุษย์นั้นเชื่อกันว่าเมื่อยามที่พระจันทร์เต็มดวงและพวกเราเงยหน้ามองดวงจันทร์เมื่อนั้นพวกเราจะกลายร่างเป็หมาป่าตัวใหญ่ที่ควบคุมตัวเองไม่ได้และจับมนุษย์กินเป็อาหารพวกมันเคยแม้แต่จับมนุษย์ที่มีขนยาวคล้ายหมาป่า*มาเผาทิ้งอีกด้วย** น่าตลกสิ้นดี
เื่พวกนั้นมันก็เป็แค่เื่ที่แต่งขึ้นมาด้วยความเข้าใจผิดพวกเราเพียงมีพลังเพิ่มขึ้นเมื่อพระจันทร์เต็มดวงก็เท่านั้น แต่พวกที่ควบคุมการกลายร่างไม่ได้แบบนั้นมีแต่พวกที่ติดเชื้อกับพวกเืผสมที่มีความเป็แวร์วูฟอยู่ไม่ถึง 1 ใน 3 เท่านั้นแหละมันไม่มีผลกับพวกเืแท้อย่างพวกข้า ที่สามารถกลายร่างได้เมื่อไหร่ก็ได้
แล้วยังเื่ที่กล่าวว่าพวกเรามีนิสัยป่าเถื่อนชอบการต่อสู้นั้นไม่จริงแม้แต่น้อย ทุกวันนี้คนในหมู่บ้านมีนิสัยรักสงบอาจมีใจร้อนไปบ้างหรือมีหลุดนิสัยป่าเถื่อนออกมายามล่าหรือโมโหก็ตามแต่ทุกคนก็รักกันดี
แต่ก็ไม่รู้ว่าทำไมั้แ่จำความได้ทั้งๆที่ทุกคนควรจะเข้ากันได้ดีโดยเฉพาะกับเด็กๆ แต่ข้ากลับถูกคนในหมู่บ้านรังเกียจมาตลอด
‘อย่าไปทางนั้นนะลูก ออกห่างจากเด็กคนนั้นเอาไว้’
‘ออกไป! ออกไปจากบริเวณบ้านข้า!อย่าได้เข้ามาแถวนี้นะ!’
‘อย่ามาทางนี้นะ! แม่บอกว่าถ้าเข้าใกล้เธอพ่อกับแม่จะลงโทษข้า อย่าเข้ามานะ!’
‘นี่ๆ พ่อบอกว่าเด็กคนนั้นเคยควักหัวใจสดๆของมนุษย์ออกมาโดยไม่มีสีหน้ากลัวเลยนะ!’
‘น่ารังเกียจสิ้นดี ทำตัวเป็พวกเืผสมไปได้’
‘ข...ขอโทษ ข้าผิดไปแล้วอย่าทำอะไรข้าเลยนะ!’
‘ช...ใช่ๆ พ...พวกข้าขอโทษ พวกข้าจ...จะไม่มาให้เธอเห็นอีกแล้วป...ปล่อยพวกข้าไปเถอะนะ!’
ข้าไม่เข้าใจ...ทั้งๆที่ก็เข้ากับท่านพ่อท่านแม่ของข้าได้ดีแท้ๆ แต่กลับผลักไสและรังเกียจข้า
ข้าไม่เข้าใจ...เพราะเหตุใดจึงมีข่าวลือแปลกๆเกี่ยวกับข้าออกมาทั้งๆที่ข้าจำไม่ได้เลยว่าเคยทำอย่างที่พวกเขากล่าวั้แ่เมื่อไหร่กันเหตุใดจึงมีเื่ราวพวกนี้ออกมาให้ข้าได้ยิน หรือเพราะ้าให้ข้าไม่เหลือใครงั้นหรือเพราะรังเกียจข้างั้นหรือ ทำไมกันล่ะ?
ข้าที่ไม่อาจเก็บความสงสัยไว้ได้จึงได้ไปถามท่านพ่อและท่านแม่พวกท่านก็ยิ้มให้ข้าอย่างปลอบโยนและท่านพ่อก็กล่าวขึ้นมากับข้าว่า ‘อลีเซียของพ่อ พวกเขาไม่ได้รังเกียจลูกแต่พวกเขาเกรงกลัวในพลังและอำนาจของลูก’
ข้าไม่อาจเข้าใจได้ว่าท่านพ่อหมายถึงอะไรพลัง? อำนาจ? ข้ามีอะไรที่แตกต่างจากคนอื่น หรือเป็เพราะท่านพ่อเป็ผู้สืบสายเืแวร์วูฟที่แข็งแกร่งที่สุดและท่านแม่ก็เป็แวร์วูฟที่งดงามที่สุดงั้นหรือ ถ้าเป็เช่นนั้นพวกเขาต้องกลัวท่านพ่อมากกว่าข้าสิแต่พวกเขายังสามารถคุยกับท่านพ่อได้อย่างเป็ปกติ แต่ทำไมถึงผลักไสข้า ข้ามีอะไรที่แปลกไปจากพวกเขา
แม้ข้าจะพยายามถามเท่าไหร่ท่านพ่อก็ไม่ยอมบอกอะไรแก่ให้ข้าเขาเอาแต่ยิ้มทุกครั้ง ข้าจึงยอมแพ้และเลิกถามท่านพ่อไปในที่สุด
หลายปีต่อมา
วันเกิดครบรอบ9 ปีของข้าเพิ่งผ่านมาเมื่อวาน ข้าดีใจมาก เพราะ่เวลาที่พวกเราอายุได้ 9 ปี คือ่เวลาที่เราสามารถเริ่มเรียนรู้งานและออกไปท่องเที่ยวนอกหมู่บ้านได้ไม่ต้องทนอุดอู้อยู่ในหมู่บ้านแม้จะสามารถออกไปได้เพียงไม่กี่ชั่วโมงและกลับตามเวลาก็ตาม
ข้าจึงดีใจเป็พิเศษเพราะข้าจะได้ออกจากหมู่บ้านไปพบคนจากหมู่บ้านอื่น และนี่อาจเป็โอกาสดีที่ข้าจะได้มีเพื่อนคนแรกด้วย!
แต่ถึงยังไงก่อนออกไปข้าก็ต้องขออนุญาตท่านพ่อกับท่านแม่อยู่ดีเขาจะได้ไม่ต้องเป็ห่วง แล้วเขาจะได้สอนการปฏิบัติตัวขณะอยู่ในสังคมของมนุษย์และการแลกเปลี่ยนสิ่งของโดยใช้สิ่งที่เรียกกันว่า “เงินตรา” อีกด้วย
“ท่านพ่อ! ท่านแม่!”ข้าเรียกะโเรียกพวกท่านด้วยเสียงเริงร่า และเดินเข้าไปหาท่านพ่อที่กำลังนั่งมองท่านแม่ทำอาหารอยู่
“มีอะไรงั้นหรือเซีย” ท่านพ่อละสายตาจากท่านแม่ และหันมาหาข้า
“ก็คงจะเป็เื่การขออนุญาตออกไปนอกหมู่บ้านนั่นแหละค่ะเซียคงจะรีบร้อนอยากออกไปหาประสบการณ์นอกหมู่บ้านเร็วๆ”ท่านแม่พูดพลางหยิบอาหารที่ทำเสร็จแล้วมาวางบนโต๊ะ “ใช่ไหมล่ะจ๊ะ เซีย?”
สมกับเป็ท่านแม่“ค่ะ ข้าอยากออกไปดูด้านนอกหมู่บ้านบ้าง”ข้าพยักหน้าและหันไปทางท่านพ่อที่นั่งทำหน้าไม่รู้เื่ราวอยู่ข้างๆท่านแม่ “นะคะท่านพ่อ”
“ลูกกำลังพูดถึงเื่อะไรน่ะเซีย? ลูกอายุ 9 ปีั้แ่เมื่อไหร่?”ท่านพ่อทำหน้ามึน หนอย!วันเกิดข้าเพิ่งผ่านมาเมื่อวานท่านลืมได้อย่างไรกัน!
“ท่านพ่อ!” เมื่อข้าะโเรียกท่านพ่อท่านแม่ก็ยิ้มกลั้นขำเล็กน้อยและหันไปตีท่านพ่อเบาๆ
“โธ่! คุณนี่ล่ะก็...อย่าไปแกล้งลูกสิคะ”
“ก็ลูกน่าแกล้งนี่คุณฮ่าๆๆๆ” ท่านพ่อหัวเราะออกมาและหันมาหาข้า “ลูกข้านี่ก็ใจร้อนเสียจริงรอกินข้าวให้เสร็จก่อนไม่ได้หรือ?”
“ค่ะอาหารฝีมือท่านแม่ข้าไม่ลืมหรอกค่ะ รีบๆกินกันเถอะค่ะท่านพ่อ”ข้าดีใจที่ท่านพ่อพูดแบบนั้นจึงเมินที่ท่านพ่อแกล้งข้าไปและหันมากินข้าวฝีมือท่านแม่“อาหารของท่านแม่อร่อยที่สุดเลยค่ะ”
“จ้ะแม่ดีใจที่เซียชอบนะจ๊ะ รีบทานเถอะจ้ะ เซียจะได้เริ่มเรียนเื่คำพูดและการใช้เงินตรากับท่านพ่อ”ท่านแม่ยิ้มด้วยรอยยิ้มอันอ่อนโยน
หลังกินข้าวเสร็จท่านพ่อก็แกล้งข้าเล็กน้อยก่อนจะสอนข้าในการใช้คำพูดให้เหมือนมนุษย์มากที่สุดและสอนการใช้เงินตรารวมทั้งทวนความรู้ที่ท่านพ่อและท่านแม่เคยสอนข้าในยามที่ว่างและไม่มีอะไรทำด้วยที่ท่านพ่อบอกว่า ‘เ้าจะไปในนามของลูกสาวพ่อค้าที่มีเชื้อสายของขุนนางสเปนที่ถูกเนรเทศจำไว้นะเซีย นั่นคือตัวตนของลูกยามอยู่ในสังคมมนุษย์’
หลังจากที่สอนและทวนความรู้ให้ข้าก็เป็เวลาบ่ายๆแล้ว ท่านพ่อก็ยื่นถุงที่มีเงินและแซนด์วิชที่เป็อาหารกลางวันมาให้และข้าก็ขอออกมาจากบ้านทันที“ข้าไปแล้วนะคะ!”
คล้อยหลังไปสองสามีภรรยาก็ทอดถอนหายใจด้วยความโล่งใจ
“เซียเติบโตขึ้นมาได้ดีจริงๆเลยนะไม่เหมือนที่คนในหมู่บ้านกลัวกันเลยแม้แต่น้อย”
“นั่นสิคะฉันก็กลัวเธอจะปิดกั้นตัวเองเพราะพวกเขาเอาแต่ผลักไสเธอเสียอีกแต่เธอก็เติบโตขึ้นมาเป็เด็กที่ร่าเริงทีเดียว”
“อืมสมกับเป็ลูกสาวเราเลยนะ”
ข้าวิ่งเข้ามาในป่าข้างหมู่บ้านที่ข้าเคยได้ยินมาว่ามีหมู่บ้านอีกแห่งหนึ่งเป็หมู่บ้านในประเทศที่เรียกว่าฝรั่งเศสแปลกดีนะทั้งๆใช้ป่าเดียวกันแท้ๆแต่พอข้ามป่ามากลับกลายเป็อีกประเทศที่มีผู้ปกครองต่างกันแล้วพวกมนุษย์นี่คิดอะไรได้ตลกกันดีนะ
“ขโมย! ขโมย!ใครก็ได้จับเ้าเด็กนั่นไว้ที!” อยู่ๆข้าก็ได้ยินเสียงมนุษย์หญิงวัยกลางคนคนหนึ่งะโดังลั่นข้าจึงรีบวิ่งไปและขึ้นไปดักรอบนต้นไม้เพื่อดูว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
และข้าก็ได้พบกับเด็กชายมนุษย์ผมสีน้ำตาลทองคนหนึ่งใส่ชุดโทรมๆถือถุงอาหารวิ่งหนีมนุษย์ชายร่างใหญ่ที่วิ่งตามมาเด็กคนนั้นวิ่งซิกแซกหนีท่ามกลางฝูงชน แต่สุดท้ายก็หนีไม่รอดถูกจับได้ โดนยึดถุงอาหารที่ขโมยมาทั้งยังโดนด่าและทำร้ายร่างกายอีกต่างหาก
แต่สิ่งที่ทำให้ข้าสนใจเด็กคนนั้นคือการที่เขาโดนคนในหมู่บ้านรังเกียจจนต้องออกมาขโมยของนั่นแหละเพราะไม่มีเด็กที่ถูกดูแลที่ไหนต้องมาขโมยของและถูกมองด้วยสายตารังเกียจโดยไม่มีใครมาช่วยปลอบโยนแบบนี้หรอก
และยังมีอีกเื่ที่ทำให้ข้าสนใจเขา...คือการที่แม้เขาจะถูกทำร้าย แต่เขาก็ยังสามารถใช้ช่องว่างที่มีหนีออกมาได้และวิ่งทะลุฝูงชนและซอกซอยออกมาจนถึงในป่าใต้ต้นไม้ที่ข้ากำลังนั่งสังเกตการณ์อยู่
“แฮ่กแค่นี้...แฮ่ก คงหนีพ้นแล้วล่ะ” เขาดูเหนื่อยมากจนหอบเลยทีเดียว
“ไง”ข้าส่งเสียงทักออกไป
“อ๊ะ!” เขาดูใและระแวดระวังมากทีเดียว ก่อนที่เขาจะหนีไปที่อื่นข้าจึงะโลงมาจากต้นไม้มาอยู่ตรงหน้าเขาด้วยรอยยิ้มที่ไม่มีพิษภัยเพื่อนคลายความระแวงของเขา
“สวัสดีข้าไม่ทำอะไรเ้าหรอก ไม่ต้องกังวลนะ” ดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่เขามองมามีบางสิ่งบางอย่างที่ทำให้ข้ารู้สึกคุ้นเคยและรู้สึกว่าเขานั้นคล้ายกับข้าเพราะเหตุใดก็ไม่อาจทราบได้ข้าเองก็รู้สึกคุ้นเคยกับเขาราวกับเรารู้จักกันมานานแสนนานข้าจึงแนะนำตัวออกไป “ข้าชื่ออลีเซียนะ ยินดีที่ได้รู้จัก”
ราวกับว่าเด็กคนนั้นก็รู้สึกเช่นเดียวกับข้าดวงตาสีน้ำเงินเข้มที่เคยหวาดระแวงของเขาทันทีที่สบเข้ากับดวงตาสีอำพันของข้าเขาก็คลายความระแวงเหลือเพียงดวงตาใสซื่อบริสุทธิ์ที่ฉายแววสงสัยเล็กน้อยออกมา จากนั้นเขาก็ยิ้มให้ข้าอย่างร่าเริงและแนะนำตัว
“สวัสดีข้าชื่อลูโดวิช ลูโดวิช แวงซองค์ ยินดีที่ได้รู้จักนะ อลีเซีย”
*โรคมนุษย์หมาป่า(Hypertrichosisหรือ Werewolf Syndrome) โรคที่เกิดขึ้นโดยมีขนบนร่างกายเจริญเติบโตมากกว่าปกติสามารถพบได้ทั่วทั้งร่างกายรวมทั้งใบหน้า และพบได้ในทั้งชายและหญิงปัจจุบันยังไม่มีทางรักษา
**เหตุการณ์เมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 16 ในยุโรปเป็่ที่ศาสนจักรมีอิทธิพลต่อคนในสังคมมากจึงมักจับพวกที่นับถือศาสนาอื่น หรือแม่มด หรืุ์หมาป่ามาลงโทษ เช่นฆ่าโดยเผาทั้งเป็