เมื่อแสงอาทิตย์ส่องลอดเข้ามาทางหน้าต่าง หลีิเฟยค่อยๆ ลืมตาขึ้น ความอุ่นซ่านจากร่างกายที่แนบชิดเมื่อคืนยังคงหลงเหลืออยู่ ใบหน้าของเธอร้อนผ่าวทันทีที่ความทรงจำในค่ำคืนที่ผ่านมาแล่นย้อนขึ้นมา นางห่มผ้าขึ้นมาถึงคาง ก้มหน้าหลบสายตาของรองแม่ทัพลู่ที่นั่งพิงพนักเตียงอย่างสง่างาม ขณะที่เขาอ่านเอกสารในมือ
“ตื่นแล้วหรือ?” เสียงเรียบนิ่งของเขาทำให้นางสะดุ้ง เธอพยักหน้าเบาๆ แต่ยังคงหลบสายตาไม่กล้าสบตาเขา
“เ้ายังเจ็บหรือไม่?” คำถามตรงไปตรงมานั้นทำให้ใบหน้าของหลีิเฟยยิ่งแดงขึ้นอีก นางก้มหน้างุด ลังเลอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะพยักหน้าเบาๆ
รองแม่ทัพลู่วางเอกสารลง มองดูนางด้วยสายตาแฝงความอ่อนโยนที่นางไม่เคยสังเกตมาก่อน เขาลุกขึ้นจากเตียง เดินไปยังชั้นวางของก่อนจะหยิบตลับยาขึ้นมาแล้วเดินกลับมา
“เมื่อตอน่สายๆ ของวันก่อน ข้ากลัวว่าเ้าจะยังไม่หาย เลยซื้อยามาไว้ให้ นอนลงไป เดี๋ยวข้าจะดูแล้วทาให้” เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ แต่คำพูดนั้นทำให้หลีิเฟยตาเบิกกว้าง
“ไม่! ไม่เป็ไรเ้าค่ะ เอายาให้ข้า เดี๋ยวข้าทาเองก็ได้” นางรีบโบกมือปฏิเสธ ใจเต้นแรงอย่างบ้าคลั่ง
แต่รองแม่ทัพลู่ไม่ฟัง นางพยายามขัดขืนเล็กน้อย แต่ก็ถูกเขาผลักให้นอนลงอย่างเบาๆ
“อย่าดื้อ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงนิ่งขรึม พลางเปิดผ้าห่มออก มองลงไปด้านล่าง เผยให้เห็นรอยบวมแดง ใบหน้าของหลีิเฟยแดงซ่านจนแทบจะะเิ
เขามองดูอยู่ครู่หนึ่ง สายตาของเขาพิจารณาอย่างสงบ แต่คำพูดที่ออกมาทำให้นางอยากจมหายไปกับเตียง “ครั้งต่อไปข้าจะเบาลง”
“ท่านแม่ทัพ!” หลีิเฟยอุทานด้วยเสียงที่แ่เบาแต่เต็มไปด้วยความเขินอาย
รองแม่ทัพลู่ไม่ตอบ เขาใช้นิ้วป้ายยาขึ้นมาอย่างไม่รีบร้อน แล้วเริ่มทาลงบนรอยแดงของนาง แม้นางพยายามจะหนีบขาเพื่อปิดความอาย แต่กลับถูกมือของเขากดไว้ให้อยู่กับที่
“บวมแดงขนาดนี้เลยหรือ? เ้าช่างบอบบางเกินไปแล้ว” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่เรียบนิ่งแต่กลับแฝงความเอ็นดูในที
หลีิเฟยเอามือปิดหน้าของตนเองแน่น ใบหน้าแดงก่ำยิ่งกว่าลูกท้อในฤดูใบไม้ผลิ หัวใจของนางเต้นแรงจนแทบจะหลุดออกมา
เขาจัดการทายาให้เสร็จเรียบร้อย ก่อนจะลูบเบาๆ เพื่อให้ยาแทรกซึมเข้าผิว นางกัดริมฝีปากด้วยความเขินอย่างถึงที่สุด ขณะที่เขาปิดผ้าห่มให้เธออีกครั้ง
“พักผ่อนให้เพียงพอ เดี๋ยวข้าบอกคนยกข้าวเข้ามาให้ ข้าจะไปห้องหนังสือ ยังมีงานต้องไปทำ” เขาสั่งเสียงเรียบ ก่อนจะเก็บตลับยาแล้วเดินไปแต่งตัวต่อ ทิ้งให้นางนอนอยู่บนเตียงกับหัวใจที่เต้นแรงไม่เป็จังหวะ ในใจของหลีิเฟยเต็มไปด้วยความสับสน ทั้งเขิน ทั้งอาย แต่ลึกๆ ก็อดรู้สึกอบอุ่นในใจไม่ได้เมื่อคิดถึงความใส่ใจของเขาที่แสดงออกมาอย่างไม่ปิดบัง
เมื่อทำธุระส่วนตัวเสร็จแม่ทัพลู่เดินเข้ามาในห้องหนังสือ เขาก็หยิบเอกสารกองโตที่วางอยู่บนโต๊ะขึ้นมาพลิกดูอย่างละเอียด เสียงนกที่ส่งเสียงจากนอกหน้าต่างและกลิ่นหอมอ่อนๆ ของชาร้อนช่วยเพิ่มสมาธิให้เขา ทว่าหลังจากนั่งลงเพียงไม่นาน เสียงฝีเท้าขององครักษ์คนสนิทก็ดังขึ้นจากทางเดินด้านนอก
“นายท่าน” องครักษ์กล่าวพลางค้อมศีรษะ เมื่อรองแม่ทัพลู่ผายมือให้เข้าไป เขากล่าวต่อด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“มีสายของเรารายงานว่า เมื่อคืนพ่อค้ากลุ่มหนึ่งเดินทางเข้ามาในเมืองหยางโจว บอกว่า้าซื้อไข่มุกจากทะเลของเราจำนวนมาก ให้ราคาสูงกว่าท้องตลาด โดยเฉพาะไข่มุกที่เนื้อดีและกลมวาว หากได้มาจะจ่ายราคาสูงถึงห้าเท่า แต่มีข้อแม้ว่า ต้องจ่ายเงินมัดจำก่อนคนละสิบตำลึง พวกเขาอ้างว่า้าให้แน่ใจว่าชาวบ้านจะหามุกมาให้ได้ ตอนนี้มีชาวบ้านหลายสิบคนที่หลงเชื่อและพากันลงทะเลไปหามุกกันแล้วขอรับ”
รองแม่ทัพลู่เลิกคิ้วเล็กน้อย ความสงสัยฉายชัดในแววตา “แปลกนัก...ทำไมต้องเก็บเงินมัดจำก่อน?” เขาถามพลางลูบคางครุ่นคิด “ตอนนี้มีชาวบ้านที่จ่ายมัดจำและลงทะเลไปหามุกกี่คนแล้ว?”
“ราวๆ ห้าสิบคนขอรับ”
“แล้วตัวพ่อค้าเป็ใคร มาจากไหน?”
“จากคำบอกเล่า รู้เพียงว่ามาจากเมืองทางเหนือ เขาเป็พ่อค้าขายเครื่องประดับที่มีลูกค้าชั้นสูง ้าไข่มุกคุณภาพดีที่สุด ยอมจ่ายราคาไม่อั้น ตัวเขาเป็เพียงคนกลางในครั้งนี้ และดูเหมือนจะเป็คนที่มีฐานะดีพอสมควร เพราะเขาเหมาโรงเตี๊ยมที่ดีที่สุดในเมือง และสั่งอาหารราคาแพงที่สุดทุกมื้อ”
รองแม่ทัพลู่เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ ขณะที่ความคิดของเขาเริ่มต่อยอด “พ่อค้าคนกลางจากทางเหนือ ยอมจ่ายเงินมหาศาล...แต่วิธีการเก็บเงินมัดจำจากชาวบ้านแบบนี้ ดูไม่ค่อยสมเหตุสมผลเท่าไร อีกทั้งการทำตัวหรูหราเกินเหตุ มันออกจะจงใจมากเกินไป”
เขาเงียบไปชั่วครู่ก่อนจะออกคำสั่ง “รอดูพฤติกรรมของพ่อค้ากลุ่มนี้ต่อไป แต่หากมีสิ่งใดผิดปกติ ให้รีบมารายงานข้าทันที”
“รับทราบขอรับ” องครักษ์ค้อมตัวลาออกไป
หลังจากองครักษ์ออกไป รองแม่ทัพลู่วางเอกสารลง มือข้างหนึ่งจับแก้วชา ขณะอีกมือหนึ่งแตะไปที่ขมับเบาๆ ราวกับพยายามคิดหาคำตอบ เสียงพ่อค้าที่กล่าวว่า้าไข่มุกคุณภาพสูงผุดขึ้นในความคิดของเขาซ้ำไปซ้ำมา
“พ่อค้าที่ทำตัวหรูหราขนาดนั้น มัก้าบางอย่างที่มากกว่าแค่ไข่มุก” เขาพึมพำกับตัวเอง
ในใจของรองแม่ทัพเต็มไปด้วยความสงสัย ยอมจ่ายไม่อั้นแต่กลับเรียกเก็บเงินมัดจำช่างดูไม่สมเหตุสมผล เขาเข้าใจดีถึงจิตใจของชาวบ้านในหยางโจวที่ต่างหวังจะพึ่งโอกาสนี้เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น ทว่า...ความเป็จริงมักไม่ได้สวยงามเสมอไป
“บางทีนี่อาจเป็แค่แผนลวง” เขาคิดอย่างระแวดระวัง ดวงตาคมกริบฉายแววเด็ดขาด “หรือบางที อาจมีอะไรที่ซ่อนเร้นกว่านั้น”เสียงลมที่พัดผ่านหน้าต่างเหมือนเป็สัญญาณของความเคลื่อนไหวที่เขายังไม่อาจคาดเดาได้...
เวลาล่วงเลยจนถึง่เย็น รองแม่ทัพลู่เก็บเอกสารในกองทัพที่เพิ่งสะสางเสร็จเรียบร้อย เดินกลับห้อง เมื่อมาถึง เขาพบว่าหลีิเฟยจัดโต๊ะอาหารไว้รออยู่แล้ว เธอเอ่ยเชิญด้วยรอยยิ้มบางๆ พร้อมสายตาที่มองมาราวกับคาดหวังให้เขาพอใจ
บรรยากาศมื้อเย็นเต็มไปด้วยความเรียบง่าย แม้รองแม่ทัพจะยังคงนิ่งขรึม แต่ก็ไม่ได้แสดงท่าทีเ็า หลีิเฟยที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามแอบลอบมองเขาเป็ระยะ แม้นางจะไม่ได้พูดมาก แต่ภายในใจกลับเต้นแรงอย่างห้ามไม่อยู่ เมื่อทั้งสองทานอาหารเสร็จ หลีิเฟยเก็บโต๊ะอย่างคล่องแคล่ว ก่อนจะเตรียมน้ำร้อนสำหรับอาบน้ำทั้งสองคน
ในห้องนอน แสงไฟสลัวจากตะเกียงน้ำมันแต่งแต้มให้บรรยากาศอบอุ่นและผ่อนคลาย กลิ่นหอมอ่อนๆ จากดอกไม้ในห้องช่วยเติมเต็มความสงบ รองแม่ทัพลู่เดินเข้ามาหลังจากอาบน้ำเสร็จแล้ว และหลีิเฟยก็เปลี่ยนเป็ชุดนอนเรียบร้อย
ขณะที่เธอกำลังจัดเตรียมผ้าห่มเพื่อเข้านอน เสียงทุ้มต่ำของรองแม่ทัพดังขึ้น
“ตอนนี้ยังเจ็บอยู่ไหม? ให้ข้าทายาให้ดีหรือไม่?”
คำถามตรงไปตรงมานั้นทำให้หลีิเฟยสะดุ้ง เธอหันมามองเขา ดวงหน้าขึ้นสีแดงก่ำทันที “ไม่ ไม่เป็ไรเ้าค่ะ ข้า...หายดีแล้ว” เธอโบกมือปฏิเสธอย่างรวดเร็ว
แต่รองแม่ทัพกลับไม่พูดอะไรเพิ่มเติม เขาเดินไปที่ชั้นวาง หยิบตลับยาใส่มือ แล้วก้าวกลับมาที่เตียง สายตาของเขาแน่วแน่และเด็ดขาด ราวกับไม่ยอมให้ข้อปฏิเสธใดๆ มาขวางกั้น
“นอนลงไป” เขาชี้ไปที่เตียง
“ข้าไม่เอาเ้าค่ะ ข้าไม่เป็ไรจริงๆ” หลีิเฟยถอยหลังทีละก้าว ใบหน้าร้อนผ่าวด้วยความเขินอาย
“อย่าดื้อ นอนลง” เสียงนั้นแม้จะไม่ดัง แต่ก็ทรงพลังจนหลีิเฟยไม่กล้าขัดขืน เธอเดินกลับมาที่เตียงช้าๆ ก่อนจะนอนลงอย่างไม่เต็มใจ
เมื่อเธอหลับตาแน่น รองแม่ทัพลู่ที่นั่งลงข้างเตียงมองดูเธอด้วยสายตาพึงพอใจ เขาเอ่ยเบาๆ “ดีมาก เด็กดี”คำพูดนั้นทำให้หลีิเฟยแทบอยากจะแทรกแผ่นดินหนี เมื่อเปิดกระโปงนางขึ้น นิ้วของรองแม่ทัพก็ป้ายยาลงบนผิวจุดนั้นของเธอเบาๆ นวดนิดหน่อยจนพอใจ
เมื่อทายาเสร็จ รองแม่ทัพลู่ล้มตัวลงนอนข้างๆ พลางดึงเธอเข้ามากอดอย่างแแ่ เขากระซิบที่ข้างหูของเธอเบาๆ ด้วยน้ำเสียงที่เจือด้วยความขบขัน
“แย่จริง ที่เ้ายังเจ็บอยู่...ไม่งั้น...”
คำพูดนั้นทำให้หลีิเฟยรีบดึงผ้าห่มขึ้นมาคลุมหน้าจนมิด ปิดหูตัวเองเพื่อไม่ให้ได้ยินอะไรอีก แต่เสียงหัวเราะเบาๆ ของเขากลับแทรกผ่านผ้าห่มเข้ามาอยู่ดี
แสงไฟในห้องค่อยๆ มืดลง มีเพียงเสียงลมหายใจของคนสองคนที่อยู่ใกล้กัน