บทที่ 16 เครื่องประดับมูลค่าหลายแสนตำลึง
“ซูเหวินยวนได้สินสอดไปแล้วช่างใช้ชีวิตสุขสบายเสียจริง! แค่จ้างพ่อครัวคนเดียวยังเป็ข่าวครึกโครมไปทั่วทั้งเมือง ป่านนี้นางคงมีเงินมากพอที่จะซื้อจวนอัครมหาเสนาบดีได้ทั้งหลังแล้วกระมัง!” นางหวังโกรธจนเดินวนไปวนมา
ซูหยวนกุมหน้าอกนิ่งเงียบไม่พูดอะไร ร่างกายดูทรุดโทรมดูแก่ลงไปนับสิบปี
เมื่อเช้านี้ตอนเข้าเฝ้า เขาก็ถูกฝ่าาตำหนิอย่างหนักอีกครั้ง ทรงตรัสถามว่าเขาป่วยเพราะถูกผู้ใดทำให้โกรธเคือง และโกรธเื่อันใดกันแน่
เขาไหนเลยจะกล้าพูด ได้แต่ทูลอธิบายว่าเป็เื่เข้าใจผิด
พอได้ยินคำว่าเข้าใจผิด ฝ่าาก็ยิ่งทรงพิโรธมากขึ้น รับสั่งให้เขาต่อไปอย่าได้สร้างเื่เข้าใจผิดเช่นนี้อีก
แม้ซูหยวนจะไม่รู้ว่าเื่ราวเป็มาอย่างไร แต่เขาก็พอจะคาดเดาได้ลาง ๆ ว่าต้องเป็ซูเหวินยวนที่ไปทูลอะไรบางอย่างที่ทำให้ฝ่าาไม่พอพระทัยตอนเข้าเฝ้าเป็แน่
พอกลับมาถึงจวน นางหวังก็ยังอาละวาดไม่เลิก
“เมื่อก่อนท่านแต่งงานกับนังแพศยานั่นก็เพื่อสินสอดของมันไม่ใช่หรือพอมีลูกสาวกับมัน ก็เลี้ยงดูมาตั้งสิบกว่าปี สุดท้ายก็คืนสินสอดทั้งหมดกลับไปให้มันอย่างครบถ้วนเนี่ยนะ?”
“ข้าทนเป็อนุนอกเรือนอยู่อย่างหลบ ๆ ซ่อน ๆ มาตั้งหลายปี ข้าทำไปเพื่ออะไรกัน? หากรู้ว่าจะเป็เช่นนี้ แต่แรกต่อให้ตายข้าก็ไม่ยอมมีความสัมพันธ์กับท่านเด็ดขาด!”
นางหวังโกรธจนไม่สนใจอะไรอีกแล้ว ถึงขั้นขุดคุ้ยเอาเื่น่าอายในอดีตขึ้นมาพูด
ซูหยวนตวาดอย่างเดือดดาล “ถ้าเ้าไม่พอใจ ก็ไสหัวไปตอนนี้เลย! ข้าจะเขียนหนังสือหย่าให้เดี๋ยวนี้”
เมื่อวานก็ทะเลาะกันทั้งวัน มาวันนี้ก็ยังทะเลาะกันไม่เลิก
ซูหลินเอ๋อร์จำต้องเดินเข้ามาห้ามปราม “เื่มันมาถึงขั้นนี้แล้ว พวกท่านมาทะเลาะกันอยู่ตรงนี้จะมีประโยชน์อันใด? สู้มาคิดกันให้ดี ๆ ไม่ดีกว่าหรือ ว่าพรุ่งนี้ตอนที่ซูเหวินยวนกลับมาเยี่ยมบ้าน จะทวงสินสอดคืนมาได้อย่างไร”
นางหวังตะคอกกลับ “ยังจะทวงคืนมาได้อีกหรือ?”
ซูหลินเอ๋อร์กล่าว “เหตุใดจะไม่ได้ล่ะเ้าคะ? ลูกได้ทูลเชิญองค์รัชทายาทให้เสด็จมาที่จวนในวันพรุ่งนี้แล้ว มีองค์รัชทายาทคอยช่วยเหลือ บิดาแท้ ๆ เอ่ยปากทวงกับนางด้วยตนเอง มีหรือจะทวงกลับมาไม่ได้?”
ซูหยวนและนางหวังมองหน้ากัน ก่อนจะหยุดทะเลาะกันชั่วคราว แล้วเริ่มวางแผนว่าจะชิงของกลับคืนมาได้อย่างไร
เื่การกลับไปเยี่ยมบ้านเดิมนั้น เดิมทีซูเหวินยวนตั้งใจจะไปเพื่อหาเื่ทะเลาะวิวาทโดยเฉพาะ แต่เมื่อคืนเซิ่งจิ่งอวี้บอกว่าจะไปด้วยกันกับนาง แผนการก็จำต้องเปลี่ยน
ไม่เช่นนั้นแล้ว หากนางลงไม้ลงมือขึ้นมา เซิ่งจิ่งอวี้จะห้ามหรือไม่ห้ามกัน
ตอนเช้า เยว่ซิ่วได้เลือกชุดเครื่องประดับศีรษะที่นางคิดว่าสวยที่สุดออกมาให้
วันที่ออกเรือนนั้นดูซอมซ่อเกินไป วันนี้กลับไปเยี่ยมบ้าน จะปล่อยให้ดูซอมซ่ออีกไม่ได้เด็ดขาด
ซูเหวินยวนแต่งองค์ทรงเครื่องอยู่เป็นาน ทั้งเสื้อผ้าและเครื่องประดับผม ล้วนเป็ของที่มาพร้อมกับสินสอด ของดีแม้จะถูกเก็บฝังไว้นานหลายปี แต่เมื่อปรากฏขึ้นอีกครั้งก็ยังคงเปล่งประกายเจิดจรัสจับตา
เมื่อเซิ่งจิ่งอวี้ได้เห็น ก็เผยสีหน้าประหลาดใจออกมาโดยไม่รู้ตัว
โชคดีที่เขารู้สึกตัวได้ทันท่วงที รีบหันหน้าไปด้านข้างเล็กน้อยเพื่อปิดบังสีหน้า
พระชายาของเขาผู้นี้ ช่างมั่งคั่งมหาศาลจริง ๆ
เครื่องประดับบนศีรษะของซูเหวินยวนมีชื่อว่า ‘ประกายเมฆาชาด’ เมื่อสี่สิบกว่าปีก่อนเคยปรากฏขึ้นมาชั่วครู่แล้วก็หายไป
มีผู้คนมากมาย้าทุ่มเงินมหาศาลเพื่อหาซื้อ แต่ต่อมาก็มีคนซื้อมันไปอย่างกะทันหัน ว่ากันว่าใช้เงินไปหลายแสนตำลึง
ในเวลานั้นมีผู้คนจำนวนมากพยายามสร้างของเลียนแบบตามลวดลายนี้ แต่ไม่ว่าจะสร้างอย่างไร ก็ยังขาดเสน่ห์บางอย่างไปอยู่ดี
ปัจจุบันในวังหลวงยังคงมีภาพวาดลวดลายเก็บไว้ แม้จะใช้หยกแดงชั้นเลิศมาทำ ก็ยังไม่สามารถสร้างผลงานที่งดงามเช่นนี้ออกมาได้
ยิ่งเมื่อเวลาผ่านไปเนิ่นนาน ผู้คนจำนวนมากก็เริ่มสงสัยในความจริงของมัน บางทีในตอนนั้นมันอาจจะไม่ได้สวยงามถึงเพียงนั้น แต่เป็เพราะถูกผู้คนกล่าวขานยกยอปอปั้นจนเกินจริง
ในยามนี้ที่ซูเหวินยวนสวมใส่มัน เซิ่งจิ่งอวี้ทำได้เพียงกล่าวว่าสมคำร่ำลือจริง ๆ เงินหลายแสนตำลึงนั้นคุ้มค่ายิ่งนัก
แต่ดูเหมือนว่าซูเหวินยวนจะไม่รู้จักมัน…
“ท่านอ๋อง ฮองเฮาทรงปวดพระอุทรไม่หยุดั้แ่เช้า ท่านอ๋องจะไปดูพระอาการหรือไม่ขอรับ?”
ทันใดนั้นเมิ่งฉีก็เข้ามารายงาน ทำให้ทั้งเซิ่งจิ่งอวี้และซูเหวินยวนต่างตกตะลึง
วันนี้เป็วันที่นางจะกลับไปเยี่ยมบ้าน แต่ฮองเฮากลับประชวรขึ้นมา?
นี่คือการไม่้าให้เซิ่งจิ่งอวี้ไปกับนางใช่หรือไม่?
เซิ่งจิ่งอวี้ขมวดคิ้วถาม “เกิดขึ้นเมื่อไหร่ อาการหนักหรือไม่?”
เมิ่งฉีกล่าวว่า “ดูเหมือนจะหนักหนาเอาการขอรับ เรียกหมอหลวงั้แ่กลางดึก ตอนนี้เหล่าพระสนมนางในและองค์ชายทั้งสองพระองค์ก็อยู่ที่นั่นกันหมดแล้ว ขาดก็แต่ท่านอ๋องขอรับ”
ฮองเฮามีพระโอรสแท้ ๆ สองพระองค์ ถึงแม้เซิ่งจิ่งอวี้จะไม่ใช่พระโอรสแท้ ๆ แต่ทั้งในวังและนอกวังต่างก็รู้ดีว่าฮองเฮาปฏิบัติต่อเขาดียิ่งกว่าพระโอรสแท้ ๆ ของพระนางเสียอีก
ในสถานการณ์เช่นนี้ หากเขาไม่เข้าวัง ก็ออกจะดูไม่เหมาะควรอยู่บ้าง
ซูเหวินยวนพลันยิ้มออกมา นางประคองแขนของเซิ่งจิ่งอวี้พลางกล่าว
“ในเมื่อเสด็จแม่ประชวร เช่นนั้นเื่กลับไปเยี่ยมบ้านก็ไม่รีบร้อนแล้ว เข้าวังกันก่อนเถิด พวกเราเข้าวังด้วยกันดีหรือไม่เ้าคะ?”
ฮองเฮาไม่เพียงแต่้าจะขัดขวางเซิ่งจิ่งอวี้เท่านั้น แต่ยัง้าจะกลั่นแกล้งซูเหวินยวนอีกด้วย
ในสถานการณ์เช่นนี้ที่ฮองเฮาประชวร หากนางกลับไปเยี่ยมบ้านก็จะถูกตำหนิ หากเข้าวังก็จะถูกนินทาว่าร้าย ตกอยู่ในสภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
“อัครมหาเสนาบดีอาจจะรอเ้าอยู่ที่จวนนะ” เซิ่งจิ่งอวี้เตือน
ซูเหวินยวนกล่าวพลางยิ้ม “นั่นไม่ใช่เื่ที่ควรเป็หรอกหรือเ้าคะ? รอสักครู่ก็คงไม่ถึงกับตาย เมิ่งฉี เตรียมรถม้า พวกเราจะเข้าวังก่อน”
รถม้าเพิ่งจะออกจากจวนเฉินอ๋อง ทางฝั่งจวนอัครมหาเสนาบดีก็ได้ข่าวแล้ว
ในตอนนี้ ซูหยวนและนางหวังกำลังรออยู่ที่ห้องโถง แต่คนที่พวกเขารอคือองค์รัชทายาท
ซูหลินเอ๋อร์มองไปทางประตูซ้ำแล้วซ้ำเล่าด้วยความประหม่าและคาดหวัง
นางหวังเมื่อเห็นบุตรสาวของตนก็รู้สึกสบายใจขึ้นไม่น้อย
ซูหลินเอ๋อร์มีหน้าตาสะสวย อีกทั้งเื่ดนตรี หมากล้อม การเขียนพู่กัน และวาดภาพก็ล้วนเป็สิ่งที่นางสั่งสอนมาั้แ่เด็ก ความสามารถและรูปลักษณ์ของนางถือเป็อันดับต้น ๆ ในหมู่คุณหนูในเมืองหลวง
ปีนี้มีผู้คนมาสู่ขอมากมาย แต่ก็ถูกนางหวังปฏิเสธไปทั้งหมด
ซูหลินเอ๋อร์หลงรักองค์รัชทายาท นางหวังก็เต็มใจที่จะสนับสนุนนาง
ในบรรดาองค์ชายของฝ่าาในปัจจุบัน ก็มีเพียงองค์รัชทายาทที่นับว่าโดดเด่น แม้จะไม่อาจเทียบกับเซิ่งจิ่งอวี้ได้ แต่เซิ่งจิ่งอวี้ตาบอด ย่อมไม่สามารถสืบทอดราชบัลลังก์ได้อย่างแน่นอน
ดังนั้น บัลลังก์นี้ ในอนาคตจึงมีเพียงองค์รัชทายาทเท่านั้นที่จะได้ หากซูหลินเอ๋อร์สามารถแต่งงานกับองค์รัชทายาทได้ ในภายภาคหน้านางก็จะได้เป็ถึงฮองเฮา
ซูหยวนเห็นท่าทีร้อนรนของนางก็ตำหนิว่า “เ้าสงบนิ่งกว่านี้หน่อยได้หรือไม่? องค์รัชทายาทก็ยังไม่ได้บอกว่าจะแต่งงานกับเ้าเสียหน่อย”
ยังไม่ได้บอกว่าจะแต่งงาน นางก็เอาแต่พยายามเข้าไปใกล้ชิด หากเื่แพร่ออกไปจะดูเป็เช่นไร
ซูหลินเอ๋อร์ไม่โกรธเคือง กลับกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า “เขาไม่ต้องพูดหรอกเ้าค่ะ การแต่งตั้งพระชายาขององค์รัชทายาทไหนเลยจะทำเรียบง่ายเหมือนที่พวกท่านคิด ดูอย่างเฉินอ๋องสิเ้าคะไม่ถึงสามวันก็มีราชโองการพระราชทานสมรสแล้ว”
นางหวังขมวดคิ้วกล่าว “เ้าก็รู้ว่าการแต่งงานกับองค์รัชทายาทไม่ใช่เื่ง่าย แต่เ้ารู้หรือไม่? หากสินสอดของเ้ามีมากมายมหาศาล ทั้งองค์รัชทายาทและว่านกุ้ยเฟยก็จะมองเ้าสูงขึ้นอีกขั้น”
ซูหลินเอ๋อร์กล่าวอย่างไม่ใส่ใจ “ท่านแม่ ท่านเตรียมไว้ให้ลูกเท่าใดหรือเ้าคะ? จริงๆ แล้วเตรียมแค่เล็กน้อยก็ไม่เป็ไรหรอกนะเ้าคะ”
“แค่เล็กน้อย?” นางหวังราวกับแมวขนพองฟู เพียงเพราะสามคำนี้แทบจะกระโจนขึ้นมา
“เมื่อก่อนอันเล่อโหวมีบุตรสาวเพียงคนเดียว สินสอดของนางล้วนเป็ของล้ำค่าที่หาได้ยากในโลกนี้ เ้าอย่าดูว่าจำนวนหีบไม่เยอะ ตอนนี้ต่อให้จวนอัครมหาเสนาบดีเทสมบัติหมดบ้าน ก็ยังเทียบไม่ได้กับสินสอดเพียงหีบเดียวของนาง เ้าบอกว่านี่คือน้อยไปหน่อยอย่างนั้นรึ?”
ซูหลินเอ๋อร์ตกตะลึงไปในทันที นางมองไปยังซูหยวนอย่างไม่อยากจะเชื่อ
มารดาของซูเหวินยวนทิ้งสินสอดไว้มากมายถึงเพียงนั้น เหตุใดจึงไม่เคยบอกนาง?
สองวันนี้ซูหยวนและนางหวังทะเลาะกันอย่างรุนแรง นางนึกว่าเป็เพราะนางหวังละโมบโลภมาก เสียดายทรัพย์สินเงินทอง
คาดไม่ถึงเลยว่าสินสอดจะมีมูลค่ามากมายมหาศาลถึงเพียงนั้น
นางหวังกล่าวต่อ “เครื่องประดับในห้องของเ้า ชิ้นที่แพงที่สุดก็ไม่เกินร้อยตำลึง แต่ในสินสอดของซูเหวินยวน แค่หยิบออกมาสักชิ้นก็มีมูลค่าหลายหมื่นตำลึงแล้ว บางชิ้นอาจมีมูลค่าถึงหลายแสนตำลึงด้วยซ้ำ!”
“ท่านพ่อ!” ซูหลินเอ๋อร์กระทืบเท้าอย่างร้อนใจ “เหตุใดท่านจึงไม่รีบนำมันออกมาให้เร็วกว่านี้เล่าเ้าคะ?”
หากบอกนางให้เร็วกว่านี้ ไม่ต้องรอให้เป็สินสอดของนางหรอก นางคงจะหยิบออกมาใช้ตั้งนานแล้ว
ซูหยวนกล่าวว่า “นั่นเป็ของจากจวนอันเล่อโหว ใครจะกล้านำออกมาใช้กัน?”