บทที่ 70 ความรักที่แท้จริงของพี่
การถ่ายทำวันแรกนั้นจบลงด้วยดี ปลายฝนเองก็ไม่ได้คุยอะไรกับคนอื่นเยอะมาก เพราะขนาดว่าเขาที่คุยกับกันต์ได้ไม่กี่ประโยค คนหน้าดุก็เดินนำเชษและบอดี้การ์ดอีก 2 คนเข้ามา เปลี่ยนบรรยากาศที่เหนื่อยล้าของทุกคนเป็นกระชับกระเฉงกันใหญ่
ปลายฝนเองยังรู้สึกผิดกับทีมงาน ไม่ว่าจะเพราะแผนของเขาที่ต้องทำให้คนเหล่านี้เสียเวลาไปฟรีๆ จนกว่าจะทำลายพีรพลกับกันต์ได้ ถึงจะได้หานักแสดงใหม่แล้วก็ทำการแสดงใหม่ กับอีกเหตุผลที่ว่าเพราะตัวของเขามาที่นี่ทำให้พี่ต้นหนาวถึงต้องมาตามที่นี่ เป็นอันทำให้คนอื่นๆเกร็งจนไม่เป็นตัวเอง ท้ายที่สุดเขาจึงรีบตามพี่ชายกลับบ้านเงียบๆ ไม่ดื้อด้านหรือรั้งรอเล่นงานใครอีก
นี่ทำให้พีรพลที่ต้องการหาจังหวะเข้ามาคุยหลังเลิกกองได้แต่หงุดหงิดกับตนเอง ยิ่งตอนที่เขาได้ยินบทสนทนาระหว่างกันต์กับปลายฝนด้วยแล้ว เขาก็ยิ่งรู้สึกหงุดหงิดขึ้นไปอีก
ก่อนหน้านี้เขาได้รู้จากกันต์ว่าปลายฝนนั้นชอบเขามากถึงกับมีเพจเกี่ยวกับเขา ตั้งตัวเป็นแฟนคลับอันดับหนึ่ง ตอนนั้นก็คิดแล้วว่ามันน่าจะเป็นเรื่องง่ายๆที่จะหว่านเสน่ห์ให้อีกฝ่าย แต่พอได้คุยกันจริงๆ เขาก็ได้รู้ว่ากำแพงของปลายฝนนั้นสูงมากขนาดไหน
ก็นะ....ถึงอีกฝ่ายจะกำแพงสูงขนาดไหน มันก็ไม่ได้ทำให้คนอย่างพีรพลยอมแพ้หรอก ยิ่งสูงก็ยิ่งท้าทาย ยิ่งอยากได้มากขึ้นไปอีก
ตอนที่เขาเห็นว่าคอของปลายฝนมีรอยสีแดงเล็กๆ เขาก็รู้ได้ทันทีว่ามีคนได้ลิ้มรสชาติของขนมหวานชิ้นนี้อย่างเมามัน ตัวเขาได้แต่คิดว่าถ้าเกิดเป็นเขาที่ได้ลองบ้าง มันจะรู้สึกดีแค่ไหนกันนะ
คิดถึงตรงนี้ พีรพลก็ยกยิ้มร้ายออกมา ไม่ทันได้เห็นว่าดาวิกาเดินมาหาเขาแต่เมื่อไร หญิงสาวแตะไปที่แขนของพีรพลเบาๆเพื่อเรียกสติ พวกเขาทั้งสองคนนั้นเล่นสนุกกันมาหลายคืน ล้วนแต่ติดใจกันและกัน เพียงแต่ฉากหน้าก็ยังแสร้งว่าเป็นเพียงเพื่อนร่วมงานที่ดีเท่านั้น
“คืนนี้ ดาวิกาไม่อยู่ห้องนะคะ” เธอกระซิบแผ่วเบา พร้อมกันนั้นก็กรีดกรายเดินห่างออกไป
พีรพลชะงักไปเล็กน้อย คราแรกคิดว่าจะไปเล่นสนุกด้วยเสียหน่อย กลายเป็นว่าตัวเขานั้นถูกทิ้งให้อยู่ข้างหลัง ความหงุดหงิดยิ่งสุมอยู่ในอก เมื่อเห็นว่าดาวิกานั้นเดินไปหานักแสดงอีกคนเหมือนต้องการหาเหยื่อรายใหม่ เขาก็ยิ่งรู้สึกอยากจะไปกระชากอีกฝ่ายออกมา
สำหรับการแสดงนี้เป็นบทที่ดาวิกาเรียนรู้มาจากปลายฝน ซึ่งผ่านคำสั่งของต้นหนาวอีกที ที่ว่าพีรพลเป็นพวกที่ถ้าอยากได้อะไรแล้วต้องได้ แต่ถ้าได้มาง่ายๆก็จะหมดสนุกหมดความสนใจ แผนของปลายฝนที่ใช้คือการแสดงออกว่าเขามีคนรักอยู่แล้ว และมันเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะรักกัน มันยิ่งทำให้พีรพลรู้สึกท้าทาย
ส่วนแผนของต้นหนาวก็คือการเข้าหาและใช้มารยาที่มีหลอกล่อให้ติดใจ แล้วแสร้งว่าจะหนีห่าง แน่นอนว่าแผนทั้งสองนั้นดีเหมือนกันเลย เพียงแต่แผนของดาวิกานั้นกลับไม่สามารถทำให้อีกฝ่ายรู้สึกมากขึ้นเรื่อยๆจนไม่ได้มีแค่ความรู้สึกอยากจะเอาชนะอย่างเดียว มันกลับเป็นการผลักดันให้พีรพลสนใจปลายฝนมากขึ้นไปอีก แต่ระหว่างนั้นก็อยากมีเพื่อนเล่นสนุกไปด้วย
ขณะที่ดาวิกากำลังใช้แผนของเธอ ในรถหรูคันหนึ่ง ชายตัวโตนั่งกอดอกมองน้องชายที่กำลังหลับคาอกของเขาด้วยความรู้สึกเคร่งเครียด
น้องดูเหนื่อยมากกับการออกไปดูการถ่ายทำวันนี้ แต่ก็ยังบอกว่าอยากจะออกไปอีกวันพรุ่งนี้เพราะอยากทำให้พีรพลสนใจมากขึ้น สำหรับต้นหนาวแล้วเขาไม่ต้องการให้เรื่องออกมาแบบนี้เลย เพียงแต่มันก็เป็นแค่ความคิดเท่านั้น
มือหนาของเขาลูบผมนุ่มของน้องชายด้วยความรัก สายตาที่เต็มไปด้วยความหวงแหนนั้นทำให้เชษรู้สึกกังวลเล็กน้อย เขาจึงอดไม่ได้ที่จะพูดออกมา
“ประธานครับ ผมว่าเรื่องนี้....บอกคุณชายรองไปตรงๆดีกว่าไหมครับ ปล่อยให้เล่นสนุกแบบนี้ ถ้าเกิดว่า...” เชษที่อยากจะบอกว่า ถ้าเกิดว่าคนเป็นคุณชายรองดันเผลอใจไปชอบจริงๆ สุดท้ายแล้วคนที่เจ็บปวดจะมีหลายคนเกินไป
ก่อนหน้านี้เขาไม่เคยคิดแบบนี้เลย กระทั่งเห็นเพจที่เริ่มดังขึ้นมาอย่างเพจคู่จิ้นที่ดูมีเค้าโครงอยู่มากด้วยเหมือนกัน คุณชายรองที่ได้ยิ้มให้คนอื่นนอกจากประธานนั้นทำให้เชษรู้สึกเริ่มหวาดกลัว
ใช่ว่าพวกเขาจะไม่เก็บคำของคุณออเดรย์มาคิดเสียหน่อย อีกฝ่ายพูดเอาไว้ตรงมากเกินไปจนน่ากลัว คุณชายรองนั้นถูกดูแลมาโดยประธาน แม้ว่าดูเหมือนจะปล่อยให้ทำตามใจ แต่สุดท้ายแล้วทั้งหมดก็อยู่ในการสอดส่องของประธานอยู่ดี อะไรที่มากไป ประธานก็สั่งให้คนเข้าไปกวนน้ำให้ขุ่นอยู่เสมอ
ตอนที่คบกับเด็กที่ชื่อคีย์ คิดว่าประธานปล่อยให้คบกันอย่างสบายใจงั้นหรอ? ก็แค่ยังไม่ได้ออกตัวแรงเหมือนตอนนี้ ไม่ได้แปลว่าประธานไม่ได้ควบคุมทุกอย่างให้อยู่ในมือเสียหน่อย
แล้วตอนนี้สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นก็คือเรื่องที่อยู่นอกเหนือการควบคุมเสียแล้ว ขนาดส่งคนไปจำนวนหนึ่งที่เปลี่ยนเส้นทางของเรื่องก็ยังไม่เป็นผล ตอนนี้สิ่งที่น่ากลัวก็คือการที่คุณชายรองได้ก้าวออกจากกรงทองไปดูโลกแห่งความจริง มันอาจจะทำให้เขาหนีเตลิดเปิดเปิงไปก็เป็นได้
แน่นอนว่าสิ่งที่เชษคิดนั้นเคยเป็นจริงขึ้นมาแล้วเสียนี่ ก่อนหน้านี้ปลายฝนก็หนีไปจริงๆหลังจากที่ได้รู้ว่ามันมีสิ่งที่เรียกว่าอิสระภาพรออยู่
ทว่าปลายฝนในตอนนี้เหมือนเดิมเสียที่ไหน เพราะเคยรู้จักอิสระภาพที่แลกมากับหยาดเหงื่อและน้ำตา เขาจึงไม่คิดจะวิ่งเข้าหาอิสระภาพที่ทำให้เขาเหนื่อยกายเหนื่อยใจอีกแล้ว สู้อยู่กับพี่ชายที่เขารัก ยอมกลายเป็นคนเลวที่เนรคุณพ่อแม่บุญธรรมที่แสนดี เปลี่ยนทัศนคติที่ว่าจะให้พี่ได้เจอคนที่ดีกว่ามาเป็นคว้าพี่มาเป็นของตนเองแล้วทำให้พี่มีความสุข
ปลายฝนในตอนนี้ไม่ได้เป็นอย่างที่เชษคิดอีกแล้ว
แต่ทั้งสองคนไม่มีใครรู้ พวกเขาล้วนแต่หวาดกลัวกับเรื่องนี้ เพียงแต่เชษนั้นพูดในมุมมองของเขา ส่วนต้นหนาวที่อยากจะควบคุมน้องใจจะขาด กลับมีอีกมุมมองที่เขาไม่ต้องการให้เกิดขึ้น
เอาจริงๆแล้ว ในใจนั้นต้นหนาวย่อมคิดเหมือนเชษ ไม่สิ อันที่จริงต้องบอกว่าความคิดของเขานั้นรุนแรงว่าเป็นไหนๆ ความคิดที่บ้าคลั่งขนาดอยากจะจับน้องขังไว้ที่ห้องไม่ให้ออกไปเจอหน้าใครนั่นน่ากลัวเป็นอย่างมาก แต่ยอมรับว่าหลายๆครั้งเขาไม่ต้องการให้น้องไปเจอใครเลย
เพียงแต่....ต้นหนาวไม่สามารถเห็นแก่ตัวขนาดนั้นได้
เขารู้ว่าเขายังต้องบำบัดอีกมากเพื่อที่จะปล่อยให้น้องได้วิ่งเล่นในมุมของตัวเอง ความบ้าคลั่งที่มีอยู่ในใจมันทำให้เขากลัวว่าจะเป็นการทำร้ายน้องอยู่เสมอ ดีที่น้องรักเขาเหมือนกัน นี่เหมือนกับพรที่สวรรค์มอบให้เขาแล้ว เขาไม่ปรารถนาที่จะควบคุมน้องทุกฝีก้าว แค่คิดว่าครั้งหนึ่งน้องเคยรักเขาเหมือนที่เขาเคยรักน้อง ต่อให้อนาคตน้องอยากจะหนีจากเขาไป แต่ต้นหนาวก็คิดว่ามันคือสิ่งที่ชั่วชีวิตนี้เขาไม่คิดไม่ฝันแล้ว
ตอนที่ได้เป็นหนึ่งเดียวกับน้องในทุกๆวัน เขายังกลัวว่าตื่นมาแล้วมันอาจจะเป็นแค่ความฝันของคนโรคจิตอย่างเขา เมื่อได้ยินน้องบอกรักในตอนเช้า เขาก็ยังปรารถนาให้มีช่วงเวลาเช่นนี้นานขึ้นอีกหน่อย
แต่ถ้าวันที่น้องเลือกจะไปมาถึง เขารู้ว่าเขาคงเจ็บเจียนตายและอยากรั้งน้องเอาไว้ข้างกายให้นานที่สุด ถึงอย่างนั้นเขาก็รู้ตัวเองดีที่สุดเหมือนกัน....
ว่า....เขาชอบรอยยิ้มน้องมากกว่ารอยยิ้มของตัวเอง
ดังนั้นถ้าน้องมีความสุขมากกว่าที่ได้อยู่กับเขา ต่อให้ต้องตาย เขาก็จะทำให้น้องมีความสุขอย่างที่น้องต้องการ
“ประธาน” เชษที่เห็นว่าคนเป็นนายเงียบไป ทว่าในดวงตานั้นสั่นไหวชนิดที่ว่าไม่เคยเป็นมาก่อน เขาก็อดที่จะตกใจไม่ได้
“อืม ให้คนของเราคอยดู อย่าให้ใครรังแกปลายฝนตอนที่ฉันไม่อยู่ด้วย” คำสั่งของคนเป็นประธานนั้นทำให้เชษได้แต่พยักหน้า แม้ว่าเขาอยากจะพูดอะไรอีกหน่อย ทว่าสายตาที่มองดูคุณชายรองของประธานนั้นทำให้เขาได้แต่เงียบปากไป
ในใจได้เพียงภาวนาให้ไม่เกิดเรื่องแบบนั้น ขอให้พระเจ้ารับรู้และได้โปรดทำให้คุณชายรองรักเพียงประธานที่น่าสงสารของเขาไปชั่วชีวิต
ในขณะที่รถทั้งคันเงียบกริบ เหลือเพียงเสียงลมเบาๆ ปลายฝนที่แกล้งหลับก็อยากจะลุกมากอดพี่ชายจะแย่ เพียงแต่เขารู้ว่าการทำอะไรแบบนี้ไม่นับเป็นผลดี ตัวเขานั้นรู้ว่าคำพูดไม่ได้ช่วยให้อะไรดีขึ้น เขาทำได้เพียงแสดงให้พี่เห็นว่าเขานั้นรักพี่มากขนาดไหน
มากขนาดที่ว่าพี่ไม่จำเป็นต้องกังวลว่าเขาจะมองคนอื่นได้อีก
รถหรูแล่นไป ไม่นานก็ถึงบ้านหลังใหญ่ ทันทีที่รถจอดสนิท ร่างเล็กๆก็ขยับไปมาเหมือนกับรับรู้ได้ว่าถึงที่หมาย เด็กหนุ่มเจ้าของแก้มเนียนใสนั้นปรือตามองพี่ชายที่ลูบผมอยู่อย่างนั้น เขาส่งยิ้มหวานให้กับคนอายุมากกว่าบางเบาเหมือนกับคนที่ยังตื่นไม่เต็มตา
ริมฝีปากเล็กๆพึมพำออกมาทำเอาหัวใจใครบางคนพองโต
“อืม ดีจังที่พี่อยู่” ใบหน้าที่แสดงถึงความพึงพอใจเมื่อตื่นขึ้นมาแล้วเจอหน้าพี่ชาย เป็นความรู้สึกที่ไม่ได้มากมายอะไร แต่กลับทำให้คนฟังอบอุ่นในหัวใจอย่างมาก
อาจจะเป็นเพราะต้นหนาวเองก็คิดเหมือนกับน้องชาย ทุกครั้งที่ตื่นขึ้นมาแล้วเห็นว่าน้องยังนอนกอดเขาอยู่นั้นเป็นเหมือนกับความฝัน เป็นฝันดีที่อยากให้เป็นแบบนี้ตลอดไป เมื่อเห็นว่าน้องพูดความในใจออกมาเช่นนั้น เขาจะไม่รู้สึกมีความสุขได้ยังไง
รอยยิ้มของเสือยิ้มยากที่เดี๋ยวนี้ปรากฏขึ้นบ่อยครั้งนั้นทำให้เหล่าแม่บ้านพ่อบ้านที่เตรียมมาต้อนรับได้แต่ยิ้มตามอย่างมีความสุข ทิ้งไว้แค่ป้านิ่มที่มองอย่างไม่ชอบใจ ทว่าเธอทำอะไรไม่ได้เลย หลังจากที่รู้ว่าทุกคนรู้หมดแล้วว่าเธอนั้นทำอะไรลงไปบ้าง ความอับอายที่มีมากก็เกือบทำให้เธอขอลาออก
ถ้าไม่ใช่ว่าการลาออกของเธอนั้นจะเป็นการที่ต้องเสียลิ้นไปด้วยล่ะนะ
จะบอกว่าบ้านของคุณชายใหญ่ดูอบอุ่นนั่นก็ใช่ แต่มันก็แค่ต่อหน้าของคุณชายรองเท่านั้นแหละ ลับหลังนั้นดูน่ากลัวไปหมด กระทั่งการที่ใครจะลาออกสักคนนั้นจำเป็นต้องพิจารณาความเสี่ยงมากมาย ป้านิ่มที่อยู่ข้างกายของคุณชายรอง หลังจากที่คิดจะลาออกแล้วก็นับเป็นบุคคลที่มีความเสี่ยงที่ต้องติดตามอยู่แล้ว ยิ่งการกระทำของป้านิ่มไม่ได้อยู่ในเกณฑ์คนปกติด้วย นี่ยิ่งทำให้เงามืดของบ้านคุณชายใหญ่ได้พาดผ่านเข้าไปที่ป้านิ่มอย่างจัง
ความโหดร้ายที่แท้จริงของคุณชายใหญ่ที่ไม่มีใครรู้นอกจากคนในเงาของเขานั้น ทำให้ป้านิ่มกลัวจนเกือบจะหนีไปด้วยความตายหลายครั้งแล้ว ตัวเธอนั้นเคยถูกจับไปสอบสวนด้วยเหมือนกัน แต่ระหว่างทางก็ได้เห็นคนที่ถูกลงโทษอย่างหนักอยู่ด้วย
นี่ไม่ต่างอะไรกับแดนทรมานเลย
เหล่าคนงานมากมายที่อยู่ด้านหน้าไม่มีใครรู้เรื่องนี้ ทว่าคนในเงาของคุณชายใหญ่นั้นรับรู้และดำเนินการเองหมด อีกอย่างป้านิ่มก็เพิ่งรู้ด้วยว่าที่จริงไม่ได้มีแค่เธอเท่านั้นที่วางแผนสกปรกๆ มีคนอีกมากที่ทำแบบนี้ และมันรุนแรงกว่าเธอหลายเท่านัก
ตอนนั้นยังคิดอยู่ว่าดีแล้วที่เธอโง่เกินไปจึงได้เล่นงานเพียงแค่ยุยงคุณชายรองเท่านั้น หากว่าไปทำร้ายแตะต้องของรักของหวงของอีกฝ่ายเหมือนกับคนอื่นๆ ไม่อยากจะคิดเลยว่าจะต้องถูกทรมานอย่างไรบ้าง
เมื่อรู้ว่ามีนรกรออยู่ แม้ว่าจะอิจฉาเด็กหนุ่มมากแค่ไหนก็ตาม แต่ป้านิ่มก็ไม่กล้าทำอะไรอีก ไม่กล้าแม้กระทั่งร้องขอความเมตตาให้หลานชายด้วยซ้ำ เธอรับรู้การเคลื่อนไหวของหลานชายเหมือนกัน ดังนั้นจึงพยายามเตือนว่าอย่าก้าวล้ำเส้นของคุณชายใหญ่
แต่ดูเหมือนหลานชายคนนี้จะไม่ฟังคำเตือนของเธอเลย
มันก็โง่เหมือนแม่มันที่ไปคว้าเอาผู้ชายยากจนนั่น! หลานโง่คนนี้ถึงกับคว้าเอาศัตรูของคุณชายใหญ่มาเป็นสามี ไม่ใช่ว่าโง่ยิ่งกว่ามารดาของมันอีกหรือ?
คิดเช่นนี้ก็รู้สึกสมเพชตัวเองที่เลี้ยงลูกหลานมาได้แต่ละคนนั้นไม่ได้เรื่อง ส่วนลูกชายหัวแก้วหัวแหวน ป่านนี้ก็ยังเล่นเป็นนักเลงหัวไม้อยู่เลย ดีอย่างเดียวคือเจ้าลูกชายคนนี้ไม่หาเรื่องใส่ตัวมากเกินไปนัก เที่ยวเล่นเป็นนักเลงอยู่แถวบ้านเท่านั้น ป้านิ่มยังวางแผนว่าจะหาลูกสะใภ้ให้ลูกชายสักคน ถ้าเจ้าลูกชายมีลูกเมื่อไรก็จะเอาลูกมาดูแลเอง อย่างน้อยๆก็จะสอนให้กตัญญูและตั้งใจทำงานให้คุณชายใหญ่
เธอเองไม่ได้รับความไว้วางใจนั้นแล้ว ได้แต่หวังว่าหลานที่เกิดจากลูกชายจะได้รับโอกาสนั้น เพราะคนที่จริงใจกับบ้านใหญ่ พวกเขาล้วนแต่ได้ดีทั้งสิ้น แม้ว่าจะทำงานเป็นเหมือนคนรับใช้ ทว่าเงินเดือนและสวัสดิการณ์ดีกว่าทำงานบริษัทใหญ่โตเสียอีก
คุณชายใหญ่นั้นเลี้ยงลูกน้องดี หากทำงานดีก็ให้รางวัล เป็นเธอที่ก้าวพลาดเอง เรื่องนี้โทษใครไม่ได้เลยจริงๆ ซึ่งมันก็กลับไปแก้ไขไม่ได้เสียแล้ว
ป้านิ่มมองดูหลานชายที่ใบหน้ายังมีรอยแดงอยู่ด้วยความไม่ชอบใจ เธอพยายามเตือนอีกฝ่ายให้คิดได้แล้ว แต่เจ้าเด็กนี่ก็ดื้อเกินไป ตัวป้านิ่มเองไม่ได้รักหลานชายคนนี้มากนักเพราะเกิดมาจากลูกสาวโง่ๆกับชาวนาจนๆ ดังนั้นจึงได้แต่ปล่อยเลยตามเลย และร่วมมือกับแผนของคุณเชษและคุณทัพเท่านั้น
“นะโม ช่วงนี้หายไปไหนบ่อยๆ ทางโรงเรียนโทรมาตามแล้วนะ” ป้านิ่มที่จริงรู้ว่าหลานชายไปไหน ทว่าเธอก็ไม่สามารถบอกได้ตรงๆ จึงอยากจะเตือนอีกฝ่ายเสียหน่อย อย่างไรก็ยังเป็นหลานของเธอ
“เรื่องของผม เรียนไปก็ไม่ได้ทำให้มีเงินใช้ขึ้นมาหรอก ผมไปทำเรื่องที่จะทำให้ได้เงินมาใช้เพราะไม่อยากจะเป็นขี้ข้าไปตลอดชีวิต” แม้ว่านะโมจะไม่พูดว่าเขากำลังดูถูกใครตรงๆ แต่ป้านิ่มก็รับรู้ได้ว่าอีกฝ่ายกำลังด่าตนเอง
เธอได้แค่หัวเราะออกมาเบาๆ ก่อนหน้านี้ก็คิดเหมือนกัน เธอก็ไม่ได้อยากจะเป็นแค่ขี้ข้าไปวันๆ ไม่อย่างนั้นจะพานะโมมาเพื่อยั่วยวนคุณชายใหญ่ทำไม ที่พามาก็แค่อยากจะกลายเป็นแม่ภรรยาให้กับคุณชายใหญ่เท่านั้น แต่ไม่เพียงนะโมทำไม่ได้แล้ว ตอนนี้เธอก็อยู่ในจุดสุ่มเสี่ยงจะถูกปิดปากเหมือนกัน
“ถ้าตั้งใจเรียน เรียนจบมา...”
“โอ้ย ยายครับ ให้ผมตั้งใจเรียนจบมาจะได้เป็นเจ้าคนนายคนอะไรนั่นมันไม่มีอยู่จริงหรอกนะครับ เป็นเจ้าคนนายคนก็ต้องมีเงินก่อน จบมาก็เป็นแค่พนักงานออฟฟิตโง่ๆ ไม่ต่างกับขี้ข้าเหมือนกัน” นะโมโบกมือ ไม่อยากฟังคำแนะนำของยายอีก
ยิ่งวันนี้เขาก็หงุดหงิดอยู่ด้วยที่เสี่ยเสือไม่มาหาเลย เจอยายบ่นเป็นคนแก่จะไม่ให้รู้สึกแย่ได้ยังไง
“..............” ป้านิ่มเงียบไปไม่พูดตอบอะไรอีก เธอรู้ดีกว่าใครว่าสังคมมันบิดเบี้ยวขนาดไหน และที่นะโมทำก็ไม่ผิด เธอได้แต่หวังว่าให้ทางที่นะโมเลือกนั้นจะเป็นทางที่ถูกต้อง แม้ว่าในใจจะรู้อยู่แล้วว่าผลจะออกมาเป็นอย่างไรก็ตาม
แม้จะรู้ เธอก็ทำอะไรมากไม่ได้ ในเมื่อเธอถูกสั่งเอาไว้ว่าห้ามพูดอะไรออกไปนี่นา คนพวกนั้นเองกำลังใช้งานหลานชายของเธออยู่เหมือนกับนะโมเป็นคนโง่ เมื่อก่อนเธอเองก็เคยเป็นคนโง่เหมือนกัน คิดแล้วก็รู้สึกสมเพชชะตาชีวิตตัวเองนัก ขนาดคิดว่าฉลาดแล้ว....ที่จริงก็แค่กำลังวิ่งเล่นบนฝ่ามือของคนมีอำนาจก็เท่านั้น
.....................................