เมื่อพาลูกน้องสองสามคนก้าวเข้าไปในบ่อนพนันก็มีคนหนึ่งเดินเข้ามาขวางหน้าหลงเย่
"คุณชาย นายท่านเชิญท่านไปพบขอรับ"
เมื่อครู่นี้เพิ่งจะเสียหน้ามาหยกๆอารมณ์ของหลงเย่กำลังขุ่นมัวอย่างยิ่ง
สัญชาตญาณแรกคือต้องการจะตวาดออกไปแต่เมื่อสบเข้ากับใบหน้าของคนตรงหน้า คำพูดเหล่านั้นกลับจุกอยู่ที่ลำคอพูดไม่ออก
คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่นแต่เป็นหวงจง คนสนิทที่ท่านอาของเขาไว้วางใจมากที่สุด
หลงเย่อ้าปากค้างอย่างน่าขันอยู่นานสองนานกว่าจะหุบปากลงได้ ฝืนยิ้มออกมา "พี่จงท่านอาเรียกข้า มีเรื่องอะไรหรือขอรับ?"
แม้ว่าอีกฝ่ายจะเป็นแค่คนรับใช้ส่วนตนเองก็เป็นหลานชายแท้ๆ ของท่านอา แต่หลงเย่ก็พอจะสำเหนียกได้ว่าในสายตาท่านอาของเขา สถานะของตนอาจจะด้อยกว่าคนรับใช้ที่ใช้งานได้คล่องมือเสียอีกดังนั้นเมื่อเผชิญหน้ากับหวงจง เขาจึงไม่กล้าแสดงท่าทีวางอำนาจ
หวงจงผู้ได้รับความโปรดปรานจากหลงจินย่อมมีชั้นเชิงไม่ธรรมดา ถึงแม้ว่าหลงเย่จะสุภาพให้เกียรติเขาเพียงใดเขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีหยิ่งผยอง นำพาเขาขึ้นไปด้วยความนอบน้อม
บ่อนพนันแห่งนี้เป็นหนึ่งในทรัพย์สินของตระกูลหลงเป็นทรัพย์สินที่มีผลกำไรติดอันดับต้นๆ เพราะนักพนันไม่เคยมีสติสัมปชัญญะไม่ว่าทรัพย์สินในบ้านจะมีมากน้อยเพียงใด ก็จะพนันจนหมดเนื้อหมดตัวดังนั้นจำนวนเงินที่ซื้อขายในบ่อนพนันในแต่ละวัน จึงมีจำนวนมหาศาลจนน่าตกใจ
สถานที่เช่นนี้ย่อมมีผู้คนหลากหลายปะปนกันดังนั้นตระกูลหลงจึงจ้างนักเลงกว่าสิบคนมาคอยดูแลความสงบเรียบร้อยในสถานที่แห่งนี้โดยเฉพาะเพื่อป้องกันไม่ให้มีคนก่อเรื่อง
หลายคนสูญเสียทรัพย์สินจนเลือดขึ้นหน้าคลุ้มคลั่งในที่เกิดเหตุก็ไม่ใช่เรื่องแปลก เพื่อป้องกันไม่ให้คนเหล่านี้ก่อเรื่องจึงต้องมีคนคอยปราบปราม
ปกติแล้วทุกคนทราบดีว่าบ่อนพนันแห่งนี้เป็นทรัพย์สินของตระกูลหลงข้างในก็มีนักเลงที่เก่งกาจคอยคุ้มครองอยู่ จึงไม่กล้าก่อเรื่อง ทว่าบังเอิญวันนี้มีพ่อค้าต่างแดนกลุ่มหนึ่งเข้ามาในบ่อน แล้วเสียเงินทองจนหมดเนื้อหมดตัวถึงขั้นหน้ามืดตามัว เอาสินค้าที่ขนมาด้วยเดิมพันจนเกลี้ยง
กว่าจะรู้ตัวว่าหมดเนื้อหมดตัวเหลือเพียงอาภรณ์ที่สวมใส่ เหล่าพ่อค้าจึงได้สติก็อาละวาดขึ้นในบ่อนกล่าวโทษว่าพวกเขาใช้กลโกง
คนของบ่อนพนันย่อมไม่มีทางยอมรับดังนั้นคนทั้งสองฝ่ายจึงโต้เถียงกัน จากนั้นก็เริ่มลงมือทำร้ายร่างกายกันในที่สุด
พ่อค้าเหล่านั้นเดินทางไปทั่วสารทิศย่อมไม่ใช่คนอ่อนแอไร้ทางสู้ อีกทั้งยังนำผู้ติดตามมาด้วยเมื่อลงมือต่อสู้กันกลับเก่งกาจกว่าคนของบ่อนพนันเสียอีก
เดิมทีบ่อนพนันก็ไม่ได้อยู่ในสถานการณ์ที่เสียเปรียบแต่ลูกน้องกว่าสิบคนถูกหลงเย่พาออกไปแปดคนคนที่เหลืออยู่จึงทำได้เพียงรับมือกับคนของพ่อค้าเท่านั้นเกินกำลังที่จะรับมือได้ไหว
พ่อค้าเหล่านั้นก็ไม่ได้โง่รู้ว่าเมื่อลงมือแล้วก็ต้องรีบจบเรื่อง คว้าเงินที่เสียไปกลับมาส่วนหนึ่งแล้วรีบวิ่งหนีออกไป ขึ้นรถม้าแล้วหลบหนีทันที
คนของบ่อนพนันรีบส่งคนไปตามหลงจินตั้งแต่เรื่องเพิ่งจะเริ่มขึ้นถึงกระนั้นเมื่อหลงจินนำคนมาถึง กลุ่มคนเหล่านั้นก็หนีไปจนลับสายตาแล้ว
หลงเย่ไม่อยากเชื่อว่าเรื่องเช่นนี้จะเกิดขึ้นเพียงแค่เขาจากไปชั่วครู่ บ่อนพนันกลับปั่นป่วนถึงเพียงนี้ เท่าที่รู้บ่อนพนันที่พวกเขาบริหารมานานแสนนาน ไม่เคยมีเรื่องราวให้ปวดหัวมาหลายเดือนแล้ว
มองดูท่าทางถมึงทึงของท่านอาหลงเย่อดไม่ได้ที่จะสั่นสะท้านนึกถึงการถูกตบหน้าเมื่อครั้งก่อนขึ้นมาอย่างไม่มีเหตุผล
"ท่าน... ท่านอา..."
ครู่ใหญ่เขาทนไม่ไหวเงยหน้าขึ้นมองไปยังบุรุษที่นั่งอยู่ด้วยความระมัดระวัง ลอบมองแล้วก็รีบหลบสายตาไปรวบรวมความกล้าเอ่ยปาก "เรื่องในวันนี้ ข้า...ข้าก็มิได้คาดคิด ข้าเพียงอยากจะพาคนออกไปสั่งสอนคนที่ไม่รู้จักที่ต่ำที่สูงสองคนใครจะรู้..."
"เพล้ง!"
ถ้วยชากระแทกเข้าที่ไหล่ของเขาชาร้อนๆ สาดใส่ทั่วตัว ทำให้หลงเย่กัดฟันด้วยความเจ็บปวดทว่ากลับไม่กล้าส่งเสียงออกมาแม้แต่น้อย ได้แต่กัดฟันอดทนต่อความแสบร้อน
"คาดไม่ถึงงั้นหรือ?" น้ำเสียงของเขาเย็นยะเยือกดุจน้ำแข็งแฝงไว้ด้วยความมืดมิดที่ไม่อาจสลาย "เจ้ามันคนไร้ประโยชน์จะไปคาดหวังอะไรจากเจ้าได้!"
"ข้า..."
หลงเย่ก้มลงมองเศษถ้วยชาที่แตกกระจายอยู่แทบเท้า เศษกระเบื้องกระจัดกระจายไปทั่วแม้กระทั่งบางส่วนกระเซ็นโดนขา บาดลึกผ่านเสื้อผ้าแต่เขากลับไม่กล้าแม้แต่จะขยับกาย
ความเจ็บปวดเหมือนเข็มทิ่มแทงแล่นมาจากขากระจายไปทั่วหัวใจ ดวงตาของเขาก็ค่อยๆ ถูกย้อมไปด้วยสีแดงก่ำแววตาฉายเคียดแค้นอย่างรุนแรง
"เจ้าจะทำไม?" หลงจินลุกขึ้นย่างเท้าไปหยุดอยู่ตรงหน้าอีกฝ่าย คิ้วขมวดเข้าหากันแน่น "ไอ้พวกไร้ประโยชน์ ทำอะไรก็ไม่เคยได้เรื่อง!"
หลงเย่ก้มหน้าเงียบไม่ปริปากพูดสักคำ กัดฟันแน่นจนกระทั่งในปากเจือรสคาวเลือดเขาจึงกล่าวออกมาอย่างอัดอั้น "ท่านอาข้ารู้แล้วว่าผิดไปแล้ว ต่อไปจะไม่ทำอีกแล้ว..."
"ต่อไป? เจ้ายังจะมีครั้งถัดไปอีกหรือ?" หลงจินเตะเศษกระเบื้องข้างเท้าออกไป "ข้าขอเตือนเจ้าต่อไปจงรู้จักยับยั้งชั่งใจให้มากกว่านี้หากแผนการสำคัญของข้าต้องเสียหายเพราะเจ้า ข้าจะไม่มีวันอภัยให้เจ้าแน่!"
คำพูดเหล่านั้นแฝงไว้ด้วยความหมายข่มขู่ที่ชัดเจนหลงเย่จึงไม่กล้าพูดอะไร ได้แต่พยักหน้าเป็นไก่จิกข้าวสาร"ท่านอาโปรดวางใจ ต่อไปหลานจะไม่ทำแล้ว จะไม่ทำอีกแน่นอน!"
หลงจินผู้นั้นกลับไม่ได้สะทกสะท้านต่อท่าทีเช่นนี้แม้แต่น้อยสีหน้ากลับเย็นชาขึ้น ดวงตาแฝงไว้ด้วยเจตนาฆ่า
"เฮอะ!"
ในตอนที่หลงเย่ทนรับแรงกดดันนั้นต่อไปไม่ไหวเขาสะบัดแขนเสื้ออย่างแรง เดินออกไปข้างนอก
เมื่อเดินไปถึงหน้าประตูเขากลับหยุดฝีเท้าลง "หากคนเหล่านั้นตามตัวกลับมาไม่ได้ความเสียหายนั้น เจ้าต้องเป็นคนรับผิดชอบ!"
พูดจบก็ยกเท้าเดินออกไปเสียงฝีเท้าค่อยๆ หายไปในที่สุด
ผ่านไปอีกครู่ใหญ่จนกระทั่งแน่ใจว่าจะไม่ได้ยินเสียงอะไรอีกแล้วหลงเย่ที่ยืนก้มหน้าอยู่ตรงนั้นก็ถอนหายใจเฮือกใหญ่ เงยหน้าขึ้นใบหน้านั้นบิดเบี้ยวอย่างน่ากลัวราวกับปีศาจร้าย
"ไอ้สารเลวเอ๊ย..."
หลงเย่กำหมัดแน่นนอกจากความเกลียดชังที่มีต่อท่านอาแล้วความคับแค้นใจที่มีต่อครอบครัวซูอี้หว่านก็ยิ่งทวีความรุนแรงขึ้น
หากวันนี้ไม่ใช่เพราะต้องการจะจัดการกับพวกเขาเขาจะพาคนออกไปมากมายเช่นนั้นได้อย่างไร?
นอกจากจะจัดการคนไม่ได้ยังเสียหน้าต่อหน้าธารกำนัลมากมายเช่นนั้น กลับมายังถูกท่านอาดุด่าว่ากล่าวอีก!
หากความแค้นนี้ไม่สามารถตอบแทนกลับไปได้แล้วต่อไปเขาจะยืนหยัดอยู่ในเมืองอวิ๋นเฉิงแห่งนี้ได้อย่างไร?!
จ้องมองไปยังเศษกระเบื้องข้างเท้าในไม่ช้า หลงเย่ก็ยกยิ้มขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าคิดอะไรออกแล้วความเคียดแค้นบนใบหน้ามลายหายไป เหลือเพียงรอยยิ้มเยาะ
"หึ ขอแค่จับตัวพวกมันมาได้ ข้าจะดูซิว่าพวกเจ้าจะยังกล้าผยองอีกหรือไม่!"
หลงเย่ยิ้มอย่างมีเลศนัยเมื่อถึงครานั้น สาวน้อยจากตระกูลซูคงต้องยอมสยบแทบเท้าขึ้นมาบนเตียงของเขาแต่โดยดีมิใช่หรือ?