ตอนที่ 12 — ร้อนแรงบนโซฟาเพนท์เฮาส์
คำตอบของเธอขาดหายเมื่อคิรินทร์ก้มลงรับริมฝีปาก
จูบแรกยังช้า ราวกับเขากำลังทวนคำอนุญาตที่เพิ่งได้รับตรงหน้าประตูห้องพัก แต่แรงที่มือเธอดึงสาบเสื้อไว้ทำให้ความระวังนั้นค่อย ๆ เปลี่ยนเป็ความ้าซึ่งไม่จำเป็ต้องซ่อนอีก
เสียงฝนกระหน่ำกระจกบานสูงอยู่หลังม่าน แสงจากอาคารฝั่งตรงข้ามพาดผ่านเตียงสีเข้มและหยุดบนข้อมือของเธอ มือของคิรินทร์เลื่อนลงมารองท้ายทอย ไม่บังคับให้รับจูบ หากประคองไว้มั่นคงพอให้เธอเป็ฝ่ายเลือกว่าจะเข้าใกล้เพียงใด
เธอเลือกดึงเขาลงมาอีก กลิ่นซีดาร์เจือวิสกี้อุ่นขึ้นตามระยะที่หายไป ริมฝีปากของเขาจึงหนักขึ้น ลิ้นสอดลึกเข้ามาอย่างหิวโหย ลมหายใจสองจังหวะปะปนกันจนเสียงพายุด้านนอกกลายเป็เพียงฉากหลัง
เธอรู้ว่าควรเหลือพื้นที่ให้ความคิด แต่ยิ่งคิรินทร์ระวังไม่กักทางถอย ความ้าจะพิสูจน์ว่าตนไม่ได้เปราะบางจนต้องได้รับการทะนุถนอมกลับยิ่งชัดขึ้น จึงเบี่ยงหน้ารับลมหายใจ ขยับลุกจากฟูกแล้วถอยไปทางมุมพักผ่อนริมหน้าต่างโดยไม่ปล่อยมือจากเขา
“จะไปไหน”
“ตรงนี้กว้างเกินไปค่ะ” เธอเหลือบมองโซฟาหนังสีดำซึ่งรับแสงเมืองอยู่ข้างกระจก “ณิชาไม่อยากให้พี่คีย์คิดว่าตัวเองคุมได้ทุกอย่าง”
มุมปากของเขาขยับน้อย ๆ “เธอแน่ใจหรือว่าอยากท้าฉันตอนนี้”
“ถ้าไม่แน่ใจ ณิชาคงกลับห้องตัวเองไปแล้วค่ะ”
คำตอบนั้นทำให้สายตาของคิรินทร์เปลี่ยนไป เขาตามเธอไปถึงโซฟา แต่หยุดห่างเพียงหนึ่งก้าว รอจนเธอนั่งลงและยื่นมือมาหา จึงจับมือข้างนั้นไว้แล้วโน้มตัวลง คราวนี้ท่อนแขนของเขาพาดบนพนักด้านหนึ่ง อีกด้านยังเปิดโล่ง แต่พื้นที่แคบกว่าบนเตียงก็ทำให้หัวเข่าของทั้งคู่แตะกัน และความร้อนจากร่างสูงก็ปิดระยะห่างแทนผนังทุกด้าน
“บนเตียงหรือบนโซฟา เธอก็ยังอยู่ในห้องฉัน” เขาพูดชิดริมฝีปาก “ต่างกันตรงไหน”
“ต่างตรงที่ณิชาเป็คนเลือกค่ะ”
ความเงียบสั้น ๆ ผ่านไประหว่างคนทั้งคู่ คิรินทร์มองมือของเธอซึ่งวางอยู่บนอกเขา แล้วเงยกลับมาสบตา
“ดี” เขาตอบ “จำไว้ว่าฉันก็เลือกเหมือนกัน”
เสียงสั่นครืดจากโต๊ะกระจกตัดจังหวะก่อนริมฝีปากจะัักันอีกครั้ง หน้าจอแท็บเล็ตสว่างขึ้นพร้อมข้อความจากพายุ รายงานว่าฝ่ายกฎหมายจัดชุดข้อมูลธุรกรรมที่เชื่อมถึงเครือข่ายของทนายธวัชชัยเสร็จแล้ว และพร้อมให้ตรวจร่วมกันหลังอาหารเช้า
เขาหยิบอุปกรณ์ขึ้นมาอ่านข้อความต่อหน้าเธอโดยไม่หันหน้าจอหลบ จากนั้นส่งแท็บเล็ตให้ดู
“พรุ่งนี้เริ่มจากเส้นทางเงินชุดนี้”
เธอไล่สายตาผ่านรายชื่อบัญชี ยอดโอน และเวลาทำรายการ ก่อนเงยหน้าขึ้น “พี่คีย์จะให้ณิชาร่วมตรวจข้อมูลชุดนี้จริง ๆ หรือคะ”
“เธอเป็คนเห็นช่องโหว่ในแผนคืนนี้ก่อนคนของฉัน” เขารับแท็บเล็ตกลับไปวางคว่ำบนโต๊ะ “ถ้าจะทำงานด้วยกัน ฉันไม่ให้เธอเดาอยู่คนเดียว”
คำว่าเราทำงานด้วยกันมีน้ำหนักกว่าข้อมูลทั้งหน้า เขาไม่ได้มอบความไว้ใจทั้งหมด แต่ประตูที่เคยปิดกลับเปิดกว้างขึ้นอีกขั้นด้วยมือของเ้าของเอง เธอมองใบหน้าคมซึ่งอยู่ใกล้เพียงฝ่ามือ แล้วพบว่าความตั้งใจเดิมที่จะควบคุมทุกอย่างเริ่มสั่นคลอนเพราะความตรงไปตรงมาของเขา
“พอใจหรือยัง”
“เื่งาน... พอใจค่ะ” เธอแตะกระดุมเสื้อเม็ดที่ยังปิดอยู่ “แต่พี่คีย์เป็คนบอกเองว่าเรายังมีเื่อื่นต้องคุย”
แววตาของเขาเข้มขึ้น “แน่ใจนะว่าจะคุยแบบนี้”
แทนคำตอบ เธอปลดกระดุมเม็ดนั้นออกช้า ๆ แล้ววางฝ่ามือลงเหนือรอยแผลใต้กระดูกไหปลาร้าซ้าย จุดเดียวกับที่เขาเคยสะดุ้งเมื่อถูกถามถึงไฟไหม้ คราวนี้คิรินทร์ไม่ถอย เพียงจับมือเธอไว้ ปล่อยให้ความอุ่นจากฝ่ามือซึมผ่านแนวหมึกดำและผิวขรุขระ
“ถ้าไม่้า บอกฉัน”
“ณิชารู้ค่ะ”
“ตอบฉันตรง ๆ ว่า้าหรือไม่้า”
เธอสบตาเขา “ณิชา้าพี่คีย์ค่ะ”
เขาจึงก้มลงจูบเธออีกครั้ง คราวนี้ไม่มีความระวังเหลือ
ลิ้นดันเข้าไปลึก ดูดและกัดริมฝีปากเธอแรงพอให้รู้สึกเสียวไปถึงปลายนิ้ว ฝ่ามือของเขาเลื่อนจากท้ายทอยลงมาตามแนวสันหลัง หยุดตรงชายเสื้อไหมพรมเพื่อรออีกครั้ง ณิชารินทร์ยกแขนขึ้นเป็คำอนุญาต ผ้าสีครีมจึงถูกถอดออกและวางพาดบนพนักแทนการโยนทิ้ง
เขาปลดกระดุมเสื้อที่เหลือออกตาม สาบผ้าเปิดให้เห็นแนวหมึกัซึ่งซ่อนรอยแผลใต้กระดูกไหปลาร้า เธอแตะตรงนั้นเบา ๆ ก่อนลากนิ้วลงมาตามอกที่ขยับแรงขึ้นทุกครั้งที่หายใจ
“มองอะไร” เขาถามเสียงแหบ
“ณิชากำลังจำต่างหากค่ะ”
“จำอะไร”
“ตรงไหนที่พี่คีย์ไม่ชอบให้แตะ”
เขาจับมือเธอให้แนบกับรอยแผลชัดกว่าเดิม “ตรงนี้ ฉันให้เธอแตะ… แตะได้ทุกที่ที่เป็ของฉัน”
ความหมายของคำอนุญาตทำให้ลมหายใจเธอสะดุดยิ่งกว่าการถูกปลดเสื้อผ้าชิ้นสุดท้าย เมื่อผิวเปลือยััหนังเย็นของโซฟา ณิชารินทร์จึงรับรู้ทั้งอุณหภูมิของเบาะและความร้อนจากกายเขาที่ตามเข้ามาปิดช่องว่าง
คิรินทร์ไม่ได้เร่งในวินาทีแรก เขาใช้ริมฝีปากไล่จากข้างแก้มลงมาถึงลำคอ กัดและดูดจนทิ้งรอยแดงเข้ม รอให้มือของเธอซึ่งเกาะไหล่อยู่คลายจากความเกร็งก่อนเลื่อนต่ำลงไปกว่านั้น ลิ้นของเขาวนรอบหัวนมข้างหนึ่ง แล้วดูดแรงจนเธอแอ่นตัวขึ้น นิ้วอีกข้างบีบและหมุนหัวนมข้างที่เหลือไปพร้อมกัน
“อ๊ะ… พี่คีย์…”
เสียงครางหวานหลุดออกมาเมื่อเขาเลื่อนมือลงไประหว่างขา นิ้วหนาวนช้า ๆ ตรงจุดอ่อนไหวที่เปียกชุ่มอยู่แล้ว ก่อนดันนิ้วหนึ่งนิ้วเข้าไปช้า ๆ แล้วเพิ่มเป็สองนิ้ว ขยับในจังหวะที่ทำให้เธอต้องกำไหล่เขาแน่น
“เปียกขนาดนี้แล้ว… ยังจะบอกว่าไม่อยากให้ฉันคุมอยู่หรือ”
“ณิชา… ไม่ได้บอกแบบนั้นค่ะ…”
“งั้นเรียกชื่อฉัน”
“พี่คีย์…”
เพียงเท่านั้น ความอดกลั้นที่เหลืออยู่ก็ขาดลง
ฝ่ามือหนารองใต้ข้อพับเข่าทีละข้าง จัดให้เธอเอนพิงมุมโซฟาอย่างมั่นคงก่อนยกร่างเข้าใกล้ ณิชารินทร์ขยับสะโพกรับด้วยความเต็มใจ ความร้อนจากแก่นกายทาบผ่านกลีบเนื้อชุ่มชื้น แล้วค่อย ๆ แทรกผ่านปากทางรักซึ่งตึงแน่นจากแรงเกร็งในจังหวะแรก
“อ๊ะ… พี่คีย์…” ณิชารินทร์ครางหวานกระเส่า สองมือจิกเกร็งไหล่หนาแกร่งเพื่อพยุงตัวยามท่อนลำใหญ่ทะลวงผ่านเข้าสู่หลุมเสียวอุ่นจัดตอดรัดแ่า
“มองฉัน”
เธอลืมตาขึ้นสบเขา คิรินทร์ค้างนิ่งอยู่เช่นนั้น ปล่อยให้ร่างกายของเธอปรับรับความแแ่และให้โอกาสถอนตัวเป็ครั้งสุดท้าย มือซึ่งเคยกำไหล่เขาจึงเลื่อนไปประสานหลังลำคอ เป็ฝ่ายดึงให้เขาขยับเข้าหา
จังหวะแรกเชื่องช้า หนักแน่นพอให้ความรู้สึกจากทุกระยะผ่านชัดเจน ก่อนเพิ่มความเร็วตามเสียงหายใจของเธอ โซฟาแคบทำให้ร่างกายต้องแนบกันตลอดเวลา ไหล่ของคิรินทร์รับน้ำหนักขาเธอไว้ ขณะที่มืออีกข้างประคองเอวไม่ให้กระแทกพนักแข็ง ทุกครั้งที่เขาถอนออกและกลับเข้ามา ความเย็นจากกระจกด้านหลังก็ยิ่งตัดกับความร้อนซึ่งสะสมอยู่กลางร่าง
เธอพยายามเก็บเสียง แต่คิรินทร์จับจังหวะที่เธอเผลอเกร็งได้ทุกครั้ง เขาชะลอเมื่อเธอหายใจไม่ทัน แล้วเร่งขึ้นเมื่อปลายนิ้วกดลงบนบ่า สายตาคมไม่ละจากใบหน้า ราวกับกำลังเรียนรู้ภาษาซึ่งไม่มีอยู่ในข้อตกลงข้อใด
“อื้อ… พี่คีย์… ณิชาเสียว… ไม่ไหวแล้วค่ะ”
“ไม่ไหวก็จับฉันไว้”
เธอทำตามโดยไม่ปฏิเสธ คิรินทร์รั้งเอวให้แนบชิดกว่าเดิม จังหวะหนักขึ้นจนแสงด้านนอกแตกพร่าในสายตา เขาเปลี่ยนมุมเล็กน้อย แล้วกระแทกลึกซ้ำ ๆ จนเธอต้องครางชื่อเขาดังขึ้น
“พี่คีย์… พี่คีย์… แรงเกิน…”
“ยังไหว” เขาครางต่ำ ๆ ใกล้หู “ณิชา… ของฉัน…”
ชื่อของเธอหลุดจากลำคอเขาด้วยเสียงแหบและสุขสม ทุกครั้งที่เขาเรียก แรงกระแทกก็หนักขึ้นอีกนิด ริมฝีปากของเขากัดและดูดที่คอกับบ่า ทิ้งรอยแดงเข้มเป็ชุด ราวกับกำลังประทับตราความเป็เ้าของลงบนผิวเธอ
ความรู้สึกซึ่งสะสมอยู่ปะทุขึ้นพร้อมกัน ร่างของณิชารินทร์สั่นเกร็งอยู่ในอ้อมแขนเขา ขณะที่ความอุ่นลึกซึ้งแผ่ซ่านอยู่ภายใน เธอครางชื่อเขาดังที่สุดในคืนนั้น
“พี่คีย์—!”
คิรินทร์ยังไม่หยุด เขาชะลอเพียงชั่วครู่ให้เธอผ่านจุดสุดยอด แล้วเร่งจังหวะของตัวเองต่ออีกไม่นาน ก่อนซบหน้าลงตรงซอกคอ ครางชื่อเธออีกครั้งขณะปล่อยตัวเอง
“ณิชา… ณิชา…”
เขายังทาบน้ำหนักอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนถอนตัวออกอย่างระมัดระวัง จากนั้นจึงพยุงเธอลุกขึ้นพร้อมกับเปลี่ยนเป็ฝ่ายนั่งพิงโซฟา แล้วดึงร่างอ่อนแรงมานั่งคร่อมบนตัก
“รอบเดียวไม่พอ” เขาพูด เสียงยังแหบ “คืนนี้ฉันยังไม่ให้นอนง่าย ๆ”
เธอหอบหายใจ “พี่คีย์… รอก่อน…”
“บอกให้หยุดเมื่อไหร่ก็ได้” เขายกสะโพกเธอขึ้น แล้วดันเข้าไปใหม่ในจังหวะเดียว “แต่ถ้ายังไม่บอก… ฉันจะทำต่อ”
รอบที่สองรุนแรงกว่า เขาใช้มือทั้งสองข้างยกและกดสะโพกเธอลงตามจังหวะที่้า ทุกครั้งที่เธอคราง “พี่คีย์” เขาก็ตอบด้วยแรงที่หนักขึ้น และครางชื่อเธอกลับไปอย่างไม่ปิดบัง
“ณิชา… อีก… เรียกอีก…”
เมื่อเธอถึงจุดสุดยอดครั้งที่สอง ร่างสั่นจนเกือบหมดแรง เขาก็ยังไม่ยอมปล่อย จนกระทั่งตัวเองปล่อยตามอีกครั้ง แล้วซบหน้าลงที่ไหล่เธอ หายใจหนัก
คราวนี้เขาค้างอยู่ชั่วครู่ รอให้ลมหายใจของเธอกลับมาเป็จังหวะ ก่อนประคองร่างที่นั่งคร่อมอยู่ให้เอนซบอก แล้วดึงผ้าคลุมจากพนักมาห่มให้
เธอซบอยู่ตรงรอยต่อระหว่างบ่าและลำคอ กลิ่นวิสกี้จางลงจนเหลือกลิ่นซีดาร์กับเหงื่ออุ่น ๆ มือของคิรินทร์ลูบแผ่นหลังช้า ๆ ไม่เร่งให้ลุก ไม่พูดประโยคแสดงสิทธิ์อย่างที่เธอคาด เขาเพียงอยู่ตรงนั้นและปล่อยให้ความเงียบทำหน้าที่ของมัน
“พรุ่งนี้พี่คีย์จะให้ณิชาดูข้อมูลจริงทั้งหมดหรือคะ” เธอถามเมื่อหายใจเป็ปกติ
“เท่าที่เกี่ยวกับแผนของเรา”
“ยังไม่ทั้งหมดสินะคะ”
“ความไว้ใจไม่ได้เกิดในคืนเดียว” เขาหยุดมือบนเอวเธอ “แต่ฉันจะไม่ให้เธอเดินเข้าอันตรายโดยไม่รู้ว่ากำลังเจออะไร”
คำตอบไม่ได้หวานและไม่ใช่คำสารภาพ แต่จริงใจพอให้เธอนิ่งฟัง การอยู่ข้างคิรินทร์เคยหมายถึงต้องหาทางผ่านกำแพงของเขาด้วยตนเอง ทว่าคืนนี้เ้าของกำแพงกลับเป็ฝ่ายเปิดทางทีละชั้น ทั้งเื่รอยแผล ข้อมูลคดี และพื้นที่บนโซฟาซึ่งไม่เคยยอมแบ่งให้ใครง่าย ๆ
เขาก้มเก็บเสื้อไหมพรมขึ้นจากพนัก วางรวมกับเสื้อของตนบนเก้าอี้ข้างเตียง จากนั้นช้อนร่างเธอขึ้นโดยไม่ถามว่าจะกลับห้องเดิมหรือไม่
“พี่คีย์คะ”
“ถ้าจะให้พาไปส่ง บอกมา”
ณิชารินทร์มองประตูห้องนอนซึ่งอยู่ห่างออกไป แล้วส่ายหน้าเบา ๆ “ณิชาไม่ได้จะพูดเื่นั้นค่ะ”
เขาไม่ถามต่อ เพียงวางเธอลงบนเตียง ดึงผ้านวมคลุมให้ แล้วเดินไปเก็บแท็บเล็ตจากโต๊ะโซฟามาวางบนแท่นชาร์จ ทุกการกระทำเป็ระเบียบเหมือนเ้าของห้องกำลังเก็บหลักฐานของคืนที่ไม่ควรทำให้ตนเสียการควบคุม แต่เมื่อกลับมานอน แขนของเขากลับรั้งเธอเข้าไปชิดอกทันที
ณิชารินทร์หลับลงพร้อมเสียงฝนและมือซึ่งยังวางอยู่เหนือเอว รู้เป็ครั้งแรกว่าการได้รับความไว้ใจอาจทำให้ภารกิจของเธอง่ายขึ้น แต่ทำให้หัวใจซับซ้อนกว่าเดิมหลายเท่า
แสงเช้าสอดผ่านร่องม่านมาพาดบนผ้านวมสีเข้มและไหล่เปลือย นาฬิกาข้างเตียงบอกเวลาตีห้าสี่สิบสอง เครื่องปรับอากาศยังทำงานเบา ๆ แต่ความเย็นไม่ถึงผิวส่วนที่ถูกวงแขนของเขากอดไว้จากด้านหลัง
ณิชารินทร์ลืมตาช้า ๆ ความเมื่อยล้าตรงเอวและสะโพกทำให้ความทรงจำเมื่อคืนกลับมาชัดกว่าภาพห้องยามเช้า อีกสิบแปดนาทีจะถึงเวลาฝึกที่เธอรับปากไว้ว่าจะไปก่อนเขาเสียด้วยซ้ำ เพียงขยับไหล่ วงแขนที่พาดอยู่ก็รั้งแน่นขึ้นราวกับเ้าของตื่นก่อนแล้ว
“ตื่นแล้วก็ฟังฉันให้ดี ณิชารินทร์”
น้ำเสียงทุ้มยังแหบเล็กน้อย ปลายนิ้วลากผ่านแนวสันหลังเหนือผ้านวม ก่อนหยุดตรงเอวเมื่อเธอขยับหนีััที่ทำให้จั๊กจี้
“ไปเปลี่ยนชุด อีกสิบห้านาทีเจอกันที่สนามฝึก” เขาเว้นจังหวะ ก่อนกล่าวต่อเหมือนเป็เื่ที่ตัดสินใจแล้ว “หลังมื้อเช้า ให้แม่บ้านย้ายเสื้อผ้าและของใช้ทั้งหมดของเธอมาไว้ห้องนี้”
เธอเกร็งตัวขึ้นเล็กน้อยแล้วหันกลับมามอง “คุณคิรินทร์คะ... ข้อตกลงระบุชัดว่าฉันมีสิทธิ์ใช้ห้องนอนแยกนะคะ”
“ตอนทำข้อตกลง เธอยังไม่ได้เลือกมานอนห้องนี้” เขารั้งเธอให้หันมาสบตา “และฉันยังไม่ได้ให้เธอร่วมดูข้อมูลด้วย”
“สองเื่นี้ไม่เกี่ยวกันนี่คะ” คิ้วเรียวขมวดเข้าหากัน “แล้วก่อนมีณิชา พี่คีย์ก็นอนคนเดียวมาตลอด ทำไมเมื่อคืนเดียวถึงกลายเป็ว่าตื่นมาเจอเตียงว่างไม่ได้แล้วล่ะคะ”
“สำหรับฉันเกี่ยว” เขาตอบทันที “ฉันไม่ชอบตื่นมาเจอเตียงว่าง และไม่ชอบต้องเดินไปอีกห้องทุกครั้งที่มีเื่ต้องคุยกับคนซึ่งกำลังทำงานข้างฉัน”
เขานิ่งไปครู่หนึ่งคล้ายไม่คิดว่าจะถูกย้อนด้วยคำถามนั้น “เพราะเมื่อก่อนฉันไม่เคยรู้สึกว่าอีกฝั่งของเตียงควรมีใครอยู่”
คำตอบตรงเกินคาดทำให้ณิชารินทร์เงียบไป ถ้อยคำของเขายังคงแข็งตามนิสัย แต่ไม่ใช่เพียงการประกาศสิทธิ์เหนือภรรยาตามข้อตกลง พื้นที่ส่วนตัว ที่ทำงาน และชีวิตประจำวันกำลังถูกขยับให้เธอเข้าไปอยู่ตรงกลางพร้อมกัน
เธอมองคนที่เมื่อคืนยอมเปิดหน้าจอข้อมูลให้ดู แล้วเหลือบไปยังเสื้อไหมพรมสีครีมซึ่งถูกพับวางคู่กับเสื้อเชิ้ตบนเก้าอี้
“ถ้าณิชาย้ายมา ณิชายังมีสิทธิ์กลับไปนอนห้องเดิมเมื่ออยากอยู่คนเดียวค่ะ”
เขานิ่งไปหนึ่งจังหวะ เห็นชัดว่าไม่ชอบเงื่อนไขนั้น แต่สุดท้ายกลับตอบเพียง “บอกฉันก่อน”
“ตกลงค่ะ”
คำตอบทำให้วงแขนรอบเอวคลายลงเล็กน้อย ไม่ใช่เพราะเขา้าปล่อย หากเพราะได้รับสิ่งที่้าแล้ว
“ไปเปลี่ยนชุดได้แล้ว” เขาเตือน “หลังฝึกเราจะกินมื้อเช้า แล้วเปิดข้อมูลธุรกรรมของธวัชชัยด้วยกัน”
เธอควรสนใจชื่อศัตรูมากกว่าคำสั่งย้ายของ แต่ในวินาทีนั้น สายตากลับหยุดอยู่บนเสื้อสองตัวซึ่งวางเคียงกันเป็ครั้งแรก
เมื่อคืนเขาเปิดข้อมูลให้เธอด้วยตัวเอง เช้านี้ยังเปิดพื้นที่ซึ่งไม่เคยคิดแบ่งให้ใคร และสิ่งที่น่ากลัวที่สุดไม่ใช่การถูกขังในห้องของั หากเป็การที่เธอเริ่มไม่แน่ใจว่าตนยังอยากหาทางออกอยู่หรือไม่