ตอนที่ 28 หนี้ก้อนโต (1)
อันเสี่ยวเย่ว์เพิ่งไปถึงในตัวตำบลก็เห็นอันลี่เปิ่นกำลังหิ้วกวางตัวหนึ่งจึงรีบวิ่งเข้าไป “ท่านพ่อ รอข้าด้วย!”
“เสี่ยวเย่ว์ เจ้า...” อันลี่เปิ่นรู้สึกแปลกใจ “เจ้าไม่ใช่ว่าไปรอข่าวที่บ้านเจ้าของที่ดินเกาแต่เช้าหรือ ทำไมถึงมาในตำบลได้”
“ท่านพ่อ พวกเราไปคุยกันด้านนั้น” อันเสี่ยวเย่ว์ดึงอันลี่เปิ่นไปบริเวณที่มีคนน้อย
อันเสี่ยวเย่ว์บอกข่าวที่รู้มาจากเจ้าของที่ดินเกากับอันลี่เปิ่นแบบสั้นๆ “ท่านพ่อ ในเมื่อเจอกันแล้ว เช่นนั้นท่านก็ไปที่บ้านของคหบดีซูเป็นเพื่อนข้าหน่อยเถอะ! ข้าอยากจะหยุดความคิดที่อันหยวนเฟิงจะแต่งงานกับคุณหนูซูก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
อันลี่เปิ่นรู้สึกมึนงงไปหมด “เสี่ยวเย่ว์ เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้าของที่ดินเกาสืบมาชัดเจนแล้ว อันหยวนเฟิงติดหนี้ดอกเบี้ยสูงอยู่แปดร้อยกว่าตำลึงหรือ นี่มันจะ...พวกเราใช้ทั้งชีวิตก็ยังคืนไม่ได้หมด”
“ดอกเบี้ยสูงคือดอกเบี้ยจะทบต้นทบดอก จำนวนที่จะต้องคืนยิ่งมากกว่านี้!” อันเสี่ยวเย่ว์เบ้ปาก “ดังนั้น ท่านพ่อ เพื่อไม่ให้ถูกเจ้าคนล้างผลาญอันหยวนเฟิงดึงเข้าไปพัวพันด้วย ต่อให้พวกเราผ่านด่านนี้ไปได้ ก็ยังต้องวางแผนอีก หากไม่แยกบ้านก็ต้องหนีออกจากบ้าน มิฉะนั้น ไม่ช้าก็เร็วพวกเราจะต้องถูกเจ้านั่นสร้างภาระให้แน่”
อันเสี่ยวเย่ว์ต้องการตัดสัมพันธ์กับบ้านตระกูลอัน ทุกเวลาทุกนาทีคิดจะกรอกความคิดแบบนี้ใส่อันลี่เปิ่น อย่างไรนางก็เพิ่งอายุสิบสองปี ถ้ามีอันลี่เปิ่นผู้เป็นพ่อแท้ๆ คอยสนับสนุน หลายๆ เรื่องจะง่ายขึ้น
“แปดร้อยตำลึง!” อันลี่เปิ่นยังจมอยู่กับจำนวนเงินมหาศาล เรียกได้ว่าแทบทำให้เขาตกใจตายแล้ว
“ท่านพ่อ ไปกัน! ท่านนำไป ข้าหาบ้านตระกูลซูไม่เจอ” อันเสี่ยวเย่ว์ได้แต่ต้องลากให้อันลี่เปิ่นเดิน นางไม่มั่นใจว่าสภาพนี้ของอันลี่เปิ่นจะมาช่วย หรือว่าทำลายกันแน่
พอไปถึงหน้าประตูบ้านตระกูลซู อันลี่เปิ่นก็เริ่มตื่นตระหนก “เสี่ยวเย่ว์เอ๋ย พวกเราจะเข้าไปจริงหรือ คนเขาไม่แน่ว่าจะยอมพบพวกเรา พวกเราเป็นแค่ชาวนา เราพูดเรื่องพวกนี้ไป หากบ้านตระกูลซูรู้เข้า แล้วปฏิเสธเรื่องของอันหยวนเฟิงกับคุณหนูซู ถ้าไม่มีตระกูลซูคอยหนุน ไม่แน่ว่าเจ้าหนี้อาจจะมาที่บ้านทันที แล้วพวกเราจะทำอย่างไร แปดร้อยตำลึงเลยนะ!”
“ไปหาคหบดีซูตรงๆ พวกเราไม่มีหน้าขนาดนั้นจริงๆ แต่ว่าข้ามีวิธีเข้าไป” อันเสี่ยวเย่ว์มองไก่ป่าในมือของอันลี่เปิ่น “เอาไก่ป่าตัวนี้ไปขายให้กับบ้านตระกูลซู ไป พวกเราอ้อมไปประตูข้าง ปกติเวลาครอบครัวตระกูลใหญ่ไปซื้อของก็มักจะเข้าออกประตูข้าง”
“นี่...นี่หมายความว่าอย่างไรกัน” อันลี่เปิ่นไม่เข้าใจว่าเพราะอะไรต้องขายไก่ป่าให้ตระกูลซู ไก่ป่าตัวนี้ยังไม่ตาย ร้านอาหารต่างก็แย่งกันอยากได้ “เสี่ยวเย่ว์ พวกเราไปทำเรื่องหลักก่อนเถอะ! อันหยวนเฟิงติดหนี้อยู่แปดร้อยตำลึง ต่อให้ขายพวกเราทั้งบ้านก็ยังไม่พอ! ไก่ป่าตัวนี้จะอย่างไรก็ขายได้”
อันเสี่ยวเย่ว์ไม่อยากอธิบาย นางเองก็ใช่ว่าจะไม่รู้ อันหยวนเฟิงติดหนี้ก้อนโต สำหรับบ้านตระกูลอันแล้วถือว่ากระทบหนักถึงชีวิต ตอนนี้สถานการณ์ของพวกเขาถือว่าเป็นรองมาก ดังนั้นนางจึงไม่สามารถจัดการอะไรให้เฉียบขาดเกินไป แต่ก็ต้องเปลี่ยนจากสถานการณ์เป็นรองนี้ให้กลายเป็นฝ่ายบุกให้ได้
“ท่านพ่อ ถึงตอนนั้นท่านฟังข้าก็พอ” อันเสี่ยวเย่ว์ดึงอันลี่เปิ่นไปยังประตูข้างของบ้านตระกูลซู
เวลานี้เป็นเวลาที่คนขายผักและคนขายเนื้อไปส่งของที่บ้านตระกูลซู ผู้ดูแลบ้านตระกูลซูกำลังยุ่งอยู่ตรงหน้าประตู อันเสี่ยวเย่ว์ก้าวไปข้างหน้าก้าวหนึ่ง “คุณลุงท่านนี้ ท่านลองดู นี่เป็นไก่ป่าที่ท่านพ่อของข้าล่ามาจากบนเขาเมื่อครู่ ยังเป็นๆ อยู่เลย! มีร้านอาหารมากมายอยากได้ แต่พวกเราไม่ขายให้ ท่านลองดูว่าให้ราคาเท่าไร”
อันเสี่ยวเย่ว์คิดว่าครอบครัวใหญ่อย่างบ้านตระกูลซูไม่น่าจะหลอกเงินนาง ยิ่งไปกว่านั้น จุดประสงค์ที่นางมาที่บ้านตระกูลซูก็ไม่ใช่เพราะต้องการขายไก่ป่าให้ได้ราคาดี แต่ต้องการคุยกับคนของตระกูลซู
“อืม ไก่ป่าตัวนี้ใช้ได้เลย ให้สองตำลึงข้ารับเอาไว้แล้ว” ผู้ดูแลเองก็ใจกว้าง ราคาที่ให้ก็ไม่น้อย อย่างไรไก่ป่าที่อันลี่เปิ่นล่ามาก็ยังไม่ตาย ถือว่าเป็นของชั้นดีในบรรดาของชั้นดีแล้ว ต่อให้ไม่กิน เอามาเลี้ยงไว้ดูเล่นก็ถือว่าเป็นของดี
“ผู้ดูแลบ้าน ท่านเป็นคนตาถึงจริงๆ! พ่อข้าขึ้นเขาไปล่าสัตว์แทบทุกวัน พี่ชายข้าอันหยวนเฟิงสามารถสอบซิ่วไฉได้ก็เพราะว่าได้กินของป่าพวกนี้ตั้งแต่เล็ก เขาถึงฉลาดขนาดนั้น” อันเสี่ยวเย่ว์จงใจพูด
“โอ้ แม่นางน้อยเป็นน้องสาวของอันซิ่วไฉหรือ” ผู้ดูแลรีบวางผลไม้ที่เพิ่งรับมาตรวจสอบในมือลงด้วยท่าทีกระตือรือร้น
อย่างไรในใจผู้ดูแลก็รู้ดี แม้เรื่องที่ตระกูลซูอยากได้อันหยวนเฟิงมาเป็นลูกเขยจะยังไม่ได้ตัดสินใจ แต่ผู้ดูแลรู้ว่าคหบดีซูชอบใจอันหยวนเฟิงมาก เพราะเขามีบุตรสาวเพียงคนเดียว เขาไม่อยากให้บุตรสาวต้องแต่งเข้าไปอยู่ในตระกูลใหญ่ แม้จะได้เป็นนายหญิงของบ้าน แต่ก็ต้องเผชิญกับเรื่องที่สามีรับอนุภรรยาเข้ามา ถึงตอนนั้นการวิวาทของภรรยาและอนุจะต้องเกิดขึ้น เขาไม่อยากให้บุตรสาวต้องพบเจอ ดังนั้น คหบดีซูจึงเอนเอียงไปทางบุรุษหนุ่มมีอุดมการณ์จากบ้านธรรมดามากกว่า หากเขาช่วยสนับสนุนสักหน่อย ต่อไปฐานะบุตรสาวในบ้านก็จะสูงขึ้น เขาเองก็สามารถพูดอะไรต่อหน้าลูกเขยได้บ้าง
“ท่านลุง ข้าก็ว่าท่านต้องรู้จักพี่หยวนเฟิงของข้า พี่หยวนเฟิงข้ามักจะพูดถึงคุณหนูซูบ้านท่านบ่อยๆ ไม่อย่างนั้นท่านพ่อข้าล่าไก่ป่ามาได้ ข้าก็คงไม่จงใจเอามาส่งให้ท่านที่นี่หรอก ข้าบอกแล้วว่าร้านอาหารต่างพากันแย่งชิง!” อันเสี่ยวเย่ว์หัวเราะด้วยท่าทีผ่อนคลาย
“นางหนูน้อย เจ้ามีใจแล้ว” ผู้ดูแลไม่มีอำนาจเชิญให้อันเสี่ยวเย่ว์เข้าไปในบ้าน แต่ไม่ต้อนรับก็ไม่ได้ หากอันหยวนเฟิงได้เป็นเขยของตระกูลซู เขาก็ต้องเคารพอยู่บ้าง แต่จนกระทั่งตอนนี้บ้านตระกูลอันก็ยังหาเงินแค่หนึ่งร้อยตำลึงมาเป็นค่าสินสอดไม่ได้เลย ความคิดของคหบดีซูเริ่มสั่นคลอนแล้ว