"ดูนั่นสิ นั่นมันภาคินไม่ใช่เหรอ...?"
เสียงซุบซิบนินทาดังขึ้นตลอดเส้นทาง เมื่อพวกเขามองเห็นร่างของเด็กหนุ่มคนหนึ่งที่กำลังเดินเก็บเศษขยะอยู่ริมทาง ซึ่งเด็กหนุ่มคนที่พวกเขากำลังนินทากันอย่างเมามันส์อยู่นี้มีชื่อว่า 'ภาคิน'
ภาคินในอดีตเคยมีฐานะที่ค่อนข้างดี เพราะครอบครัวทำธุระกิจที่เกี่ยวกับโรงแรม หรือพูดง่ายๆก็คือครอบครัวของเขาเปิด โรงแรม ดังนั้นมันจึงทำให้ภาคินที่ยังอยู่ใน่ของวัยหนุ่ม สนุกสนานไปกับการใช้เงินที่ได้มาอย่างง่ายๆ มีกินมีใช้ไม่เคยขาดมือ
แต่ในขณะที่ภาคินกำลังสนุกสนานอยู่กับการใช้ชีวิตในแบบเดิมๆอยู่นั้น เขากลับไม่มีโอกาสได้รู้ชะตากรรมของตัวเองเลยว่า ในอีกไม่กี่วันข้าง หน้าชีวิตที่เต็มไปด้วยทุกๆสิ่งของเขาจะถูกเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง
และแล้ววันที่เปลี่ยนชีวิตก็มาถึง เมื่อพ่อและแม่ของเขาประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ ในคืนวันนั้นภาคินยังจำมันได้อย่าแม่นยำเลยว่ามันไม่ใช่อุบัติเหตุอย่างแน่นอน แต่มันเป็การฆาตกรรมต่างหาก
เพราะเส้นทางที่พ่อและแม่ของเขาเลือกใช้ตอนกลับบ้าน มันเป็ถนนเส้นตรงที่ไม่มีโค้งใดๆเลย และในสถานที่เกิดเหตุ รอยล้อรถยนต์กลับดูแปลกออกไป เพราะหากดูจากร่องรอยของล้อรถแล้ว..
มันดูเหมือนว่าคนขับหรือผู้เป็พ่อตั้งใจจะหักหลบอะไรบางอย่าง ซึ่งมันดูผิดปกติเป็อย่างมาก และที่สำคัญสายเบรคก็ดูเหมือนจะถูกตัดอีกด้วย แต่ทว่าน่าแปลก..มันกลับไม่มีใครหยิบยกเอาเื่ๆนี้ขึ้นมาพูดเลย และที่สำคัญข่าวการตายของพ่อและแม่ของภาคิน ที่เป็ถึงนักธุระกิจชื่อดังกลับไม่ได้ถูกเปิดเผยออกไป เหมือนมีใครบางคน ตั้งใจจะปิดข่าวนี้เอาไว้ และนี้จึงทำให้ภาคินมั่นใจแล้วว่าเื่ๆนี้ จะต้องมีคนอยู่เื้ัอย่างแน่นอน
…
หลังจากที่พ่อและแม่ของภาคินเสียชีวิตได้เพียงไม่กี่วัน ทนายประจำตระกูลที่ผู้เป็พ่อและแม่ได้ว่าจ้างวานเอาไว้ ก็ได้เดินทางมาที่บ้านเพื่อส่งมอบพินัยกรรม โดยในพินัยกรรมได้ถูกระบุเอาไว้อย่างชัดเจนแล้วว่า หากพวกเขาเสียชีวิตไปทรัพย์สมบัติทั้งหมด รวมไปถึงกิจการที่เกี่ยวข้องกับโรงแรมจะตกเป็ของลูกชายเพียงคนเดียวของพวกเขาเท่านั้น
พินัยกรรมที่ปรากฏดูเหมือนรวบรัด ชัดเจนง่ายต่อการจัดการ แต่ท้ายที่สุดแล้ว..มันกลับไม่ง่ายเหมือนที่คิดเอาไว้เลยแม้แต่น้อย เพราะภาคินในตอนนี้มีอายุเพียงแค่13ปีเท่านั้น ซึ่งมันยังไม่ถึงเกณฑ์ที่กฏหมายกำหนดเอาไว้ ดังนั้นสมบัติทุกอย่างที่อยู่ใน พินัยกรรมจึงตกไปอยู่ในการดูแลของญาติแทน
และญาติที่เหลืออยู่ตอนนี้ก็มีเพียงคนเดียวนั่นก็คือ อาของเขาที่มีชื่อว่าพล ดังนั้นสมบัติทุกสิ่งที่อยู่ในพินัยกรรมจึงตกไปอยู่ในความดูแลของพลชั่วคราว จนกว่าภาคินจะมีอายุครับ18ปีบริบูรณ์ หรือมีวุฒิภาวะที่เพียงพอแล้ว
และในตอนนี้มันก็ผ่านมาถึง3ปีเต็มๆแล้ว นับจากวันที่พ่อและแม่ของเขาเสียชีวิต ดังนั้นในตอนนี้ภาคินจึงมีอายุ 16 ปีแล้ว แต่ทว่าใน่ระยะเวลา3ปีที่เลยผ่าน ภาคินกลับไม่เคยได้รับความสนใจใดๆจากอาแท้ๆของเขาเลย แม้แต่บ้านที่เขาเคยอยู่อาศัย ยังถูกคนในครอบครัวของอาหรือญาติแท้ๆของตัวเอง ไล่ออกมาเหมือนหมู เหมือนหมา แม้ภาคินจะไปฟ้องร้อง แจ้งความ หรือแม้แต่จ้างทนายทุกอย่างมันก็ไร้ผล เพราะเื่ที่ส่งไปล้วนเงียบหายเหมือนก้อนหินก้อนน้อยๆ ที่ถูกโยนลงสู่ทะเลลึก เพราะมันไม่มีใครเลยที่ยากจะช่วยเหลือเขาที่เป็เพียงแค่เด็กตัวเล็กๆคนหนึ่งเท่านั้น
แล้วที่สำคัญเด็กอายุ13ปีที่เอาแต่ใจมาตลอดอย่างเขา จะเอาอะไรไปสู้กับเลห์เหลี่ยมอันแพรวพร่สของอาตัวเองได้ อาของเขารู้จักคนใหญ่คนโตในพื้นที่มากมาย มีทั้งเส้นสาย มีทั้งเงินทอง ดังนั้นภาคินในตอนนี้จึงถูกต้อนให้กลายมาเป็เพียงเด็กเก็บขยะจนๆคนหนึ่ง ที่อาศัยเก็บเศษขยะขายไปวันๆ เพื่อประทังชีวิตตัวเองเท่านั้น
"เราน่าจะเชื่อฟังคำสอนของพ่อกับแม่ ที่ผ่านมาเรามัวทำอะไรอยู่.. เรามัวทำอะไรอยู่ฮื้อๆ"
ภาคินในตอนนี้นึกสมเพชตัวเองอย่างมาก เพราะในอดีตพ่อกับแม่ล้วนพร่ำสอนอยู่เสมอมาว่าให้เก็บออม อย่าทำตัวเหลวไหล เพราะในวันข้างหน้าหากพวกท่านจากไปแล้วจะลำบากเอาได้ แต่เขาก็ไม่เคยใส่ใจกับคำพูดเ่าั้เลย แถมยังตะคอกด่า กลับไปอีกด้วย พอคิดถึงฉากนั้นขึ้นมาทีไรก็อดไม่ได้ที่จะร้องไห้ออกมาอย่างอ่อนแรง
ภาพของเด็กวัย16ปีกับถุงผ้าเก่าๆ กำลังนั่งพิงถังขยะและร้องไห้ออกมาอย่างเ็ป มันช่างเป็ภาพที่น่าสงสาร และสร้างความเห็นอกเห็นใจให้แก่ผู้คนที่เดินผ่านไปมาเป็อย่างมาก ภาคินในตอนนี้รู้สึกอ้างว้างและโดดเดี่ยว จากที่เคยมีพ่อแม่ให้การอบรมสั่งสอน มีพ่อแม่ที่คอยห่วงใย แต่ตอนนี้กลับไม่มีพวกท่านอีกแล้ว
ภาพของคุณแม่ที่กำลังเข้าครัวเพื่อทำอาหารให้ทาน ในครั้นที่เพิ่งกลับมาจากโรงเรียน ภาพของคุณแม่ที่ร้องไห้ออกมา เพียงเพราะรอยถลอกเล็กๆที่หัวเข่าเมื่อยามที่เขาหกล้ม ภาพต่างๆเ่าั้ยังปรากฏขึ้นซ้ำๆ ในขณะที่ภาคินในตอนนี้ทำได้ เพียงก้มมองดูแขน และขาของตัวเองซึ่งเต็มไปด้วยาแมากมาย
แต่ทว่าคนที่จะร้องไห้และรีบวิ่งเข้ามาสวมกอด ในทุกๆครั้งที่เขามีแผล พร้อมกับใบหน้าที่เต็มไปด้วยความเป็ห่วงเป็ใย บัดนี้มันคงไม่มีอีกแล้ว
"ผมเหงาเหลือเกินพ่อครับ.. แม่ครับ.. ผมรักพ่อกับแม่เหลือเกินฮื้อๆ"
คำพูดที่ไม่มีวันส่งไปถึงบุคคลอันเป็ที่รัก ดังออกมาอย่างแ่เบา ในขณะที่ภาคินทำได้เพียงนั่งพิงถังขยะอยู่ทั้งวัน จนแสงแดดเริ่มจางหายไป และความมืดก็เริ่มเข้ามาแทนที่อีกครั้ง
ที่จริงก่อนหน้านี้ภาคินก็หางานทำเหมือนเด็กทั่วๆไป เขาทำงานรับจ้างทุกอย่างที่พอจะทำไหว แต่เขาก็ต้องถูกไล่ออกอยู่บ่อยครั้ง เพราะอาของเขาได้ส่งคนมากดดันเ้าของกิจการอยู่เสมอๆ มันจึงทำให้เขาในตอนนี้ไม่ทางเลือกใดเลย นอกจากต้องมาหาเศษขยะขาย เพื่อประทังชีวิตน้อยๆต่อไป ถึงแม้ว่าเขาจะน่าอับอายแค่ไหนก็ตาม
และแล้วเวลาก็ผ่านเลยไป เวลา22.42 น.
วี๊ดดดด..
สายลมหนาวยามคำคืนพัดผ่านทำให้เด็กน้อยวัย16ปี ที่นอนอยู่บนม้านั่งในสวนสาธารณะ ตัวสั่นเทาด้วยความหนาวเหน็บ ร่างของภาคินใน ตอนนี้ถูกห่มด้วยหนังสือพิมพ์กับเศษผ้าเก่าๆ ซึ่พวกมันไม่ได้ช่วยให้รู้สึกอบอุ่นขึ้นเลย
ส่วนชุดที่ใส่ก็ล้วนเก่าและขาดจนไม่สามารถต้านลมหนาวได้ แต่ด้วยกำลังใจอันแรงกล้า เขาจึงไม่คิดที่จะยอมแพ้ต่อสิ่งใดๆ เพราะมีเป้าหมายเป็แรงพลักดัน และเผ้าหมายที่ว่าก็คือ 'การแก้แค้น' เพราะเขามั่นใจว่าอาของเขานี้แหละ ที่เป็คนคิดแผนฆาตกรรมพ่อและแม่ของเขาขึ้นมา
ดังนั้นชีวิตของเขาจะอยู่ต่อเพื่อสิ่งนี้เท่านั้น ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปกี่วันกี่เดือนหรือกี่ปี เขาก็จะไม่มีวันลืมความแค้นในครั้งนี้เด็ดขาด เขาจะต้องแก้แค้นให้พ่อและแม่ให้จงได้
แต่ในขณะที่ภาคินกำลังนอนอยู่ในสวนสาธารณะอย่างหนาวเหน็บอยู่นั้น ห่างไปไม่ไกลนัก ณ. บ้านหลังใหญ่ที่ตั้งอยู่ในหมู่บ้าน คนรวย บ้านหลังนี้ก็คล้ายๆ กับบ้านหลายๆหลังที่อยู่ในหมู่บ้านนี้ เพราะมันทั้งใหญ่และดูหรูหราเป็อย่างมากและบ้านหลัง ใหญ่โตที่ดูหรูหราและสวยงามหลังนี้ ก็คือบ้านที่แท้จริงของภาคิน บ้านที่เขากำเนิดและเติบโตขึ้นมานั่นเอง
ภายในชั้นสองของบ้าน..
มีชายคนหนึ่งกำลังนอนเอนกายอยู่บนเตียงที่แสนจะนุ่มและอบอุ่น ชายคนนี้คือพลหรืออาแท้ๆของภาคินนั่นเอง พลกำลัง นั่งอยู่บนเตียงพร้อมกับจิบไวน์ราคาแพงอยู่ ด้านข้างของพลยังมีคนในชุดสูทสีดำอีก2คน ซึ่งหากดูจากท่าทางของพวกมันทั้ง2แล้ว พวกมันก็ดูไม่ต่างไปจากบอดี้การ์ดชั้นเลิศ ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีเลย
"นี้ก็ผ่านมา3ปีแล้วสิน่ะ..เหลืออีกเพียงแค่2ปี เ้าเด็กนั่นก็จะมีอายุครบ18ปีแล้ว เราจะไม่ยอมยกสมบัติพวกนี้ให้มันเด็ดขาด"
พลบ่นพึมพัมออกมาเบาๆ พร้อมกับจิบไวน์ราคาแพงต่ออย่างอารมณ์ดี...
"พวกแกมีเวลา2ปีในการฆ่าเ้าเด็กนั่น ทำทุกอย่างให้เรียบร้อยที่สุดอย่าให้พวกตำรวจมันโยงมาถึงตัวของผมได้ และหากงานนี้สำเร็จผมยินดีจ่ายให้ไม่อั้น..."
เมื่อชายทั้งสองได้รับคำสั่ง พวกมันก็รีบเดินออกไปจากห้องทันที...
"อย่าโทษผมเลยนะพี่ชาย ในเมื่อพี่ชายร่ำรวยขนาดนี้แท้ๆแต่กลับไม่แบ่งให้ผมใช้บ้างเลย ในเมื่อมีเงินแล้วไม่ใช้ก็สมควรตายไปได้แล้วละหึๆ"
ที่จริงพ่อของภาคินนั้นรักและเป็ห่วงน้องชายของตัวเองคนนี้มาก เขาผลักดันน้องชายของตัวเองอยู่นาน จนในที่สุดก็ สามารถผลักดันให้พลขึ้นมา อยู่ในระดับผู้บริหารระดับสูงของโรงแรมได้
่แรกๆพลก็เป็เหมือนน้องชายที่แสนดีทั่วไป แต่พอมีเงินมีอำนาจมีคนนับหน้าถือตานิสัยของเขาก็เริ่มเปลี่ยนไปยิ่ง่ หลังๆพลเข้า-ออก คาสิโนเป็ว่าเล่น และนั้นก็ทำให้เงินของพลหมดไปอย่างรวดเร็ว แต่พลก็ชอบอ้างอยู่เสมอว่าเอาเงินไปลงทุน และกลับมาขอยืมเงินพ่อของภาคินอยู่บ่อยครั้ง
และมันก็ดำเนินไปอย่างนี้ซ้ำๆ จนสุดท้ายพ่อของ นาคินก็ไม่มีเงินที่จะให้น้องชายของเขายืมอีกแล้ว เพราะพลนั้นเอาแต่ยืม แต่ไม่เคยกลับมาใช้หนี้ของตัวเองเลยซักครั้ง และอีกอย่างค่าใช้จ่ายของโรงแรมก็สูงมากพออยู่แล้ว แล้วนี้ยังต้องแอบเอาเงิน เก็บของตัวเองออกมาให้น้องชายยืมอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเื่นี้แม้แต่แม่ของภาคินก็ไม่รู้
และเมื่อพ่อของภาคินไม่มีเงินเหลือให้ยืมอีกแล้ว พลจึงได้คิดแผนการฆาตกรรมในครั้งนี้ขึ้นมา และมันก็สำเร็จไปด้วยดี เพราะพลในตอนนี้กำลังมีความสุขอยู่กับมรดกก้อนใหญ่ ที่พี่ชายของตัวเองได้ทิ้งเอาไว้ให้หลานชายแท้ๆของเขา และมรดกที่สมควรจะเป็ของภาคินทั้งหมดนี้ กลับถูกใช้ออกไปอย่างรวดเร็วโดยที่ภาคินไม่ได้รับรู้เลย
กลับมาที่ปัจจุบัน...
"โอ้ยอย่าทำผมเลย ผมกลัวแล้ว!!!!......"
ภาคินที่กำลังนอนหลับอยู่บนม้านั่งในสวนสาธารณะ อยู่ดีๆก็มีผู้ชาย2คนเอาผ้าเช็ดหน้ามาปิดไว้ที่จมูกของเขา และใช้เวลาเพียงไม่นานร่างทีกำลังดิ้นไปมาก็สลบลง และหลังจากผ่านไปไม่รู้ว่าเนิ่นนานแค่ไหน ตาของภาคินที่ถูกปิดมานานก็พลันค่อยๆลืมขึ้นมาอย่างช้าๆอีกครั้ง
พร้อมๆกับภาพที่ปรากฏออกมา้ป็นอย่างแรกเมื่อได้สติก็คือ รงเหล็กสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ ซึ่งภายในกรงเหล็กนี้มีเด็กอายุ7-18อยู่เป็จำนวนมากและเด็กมากมายที่ถูกขัง อยู่ในกรงนี้ก็ล้วนแต่มีอาการที่ไม่ต่างกันเลย ก็คือทั้งหวาดกลัว สับสนและไร้เรี่ยวแรง
"หวังว่าคราวนี้คงจะสำเร็จน่ะดอกเตอร์ เพราะ่นี้หาตัวเด็กยากเหลือเกิน และอีกอย่างหากเราจับมาเยอะเกินไปมันก็อาจจะกลายเป็ที่สงสัยเอาได้"
ตอนนี้ด้านหน้าของภาคินมีชายในชุดกาวน์สีขาวอยู่หลายคน พวกเขาค่อยๆพาเด็กๆออกไปจากกรงทีละคนๆ แล้วปล่อยเข้าไปในเครื่องสีขาวขนาดใหญ่ หรืออุปกรณ์ที่มีรูปทรงแปลกๆคนแล้วคนเล่า และหลังจากผ่านไปไม่นานนัก ก็มีคนในชุดกาวน์สีขาว2คน เดินเข้ามาในกรงและจับตัวของภาคินออกไปซึ่งเขาก็พยายาม จะขัดขืนและ ดิ้นรนอยู่นานแต่มันก็ไร้ผล เพราะเด็กอายุ16ปี ไหนเลยจะสู้แรงของผู้ใหญ่2คนได้
"อย่าดื้อเลยเ้าหนู มาเป็หนูทดลองอันมีค่าให้พวกเราดีกว่า.." ว่าแล้วชายที่ดูเหมือนจะเป็หัวหน้าของที่นี้ ก็ใช้มีดกรีดไปที่หลังของภาคินอย่างโเี้..
"อ๊ากกกกกกกก"
เสียงะโดังลั่นห้อง เพราะเขาไม่เคยรู้สึกเ็ปขนาดนี้มาก่อน แต่พวกมันกลับไม่สนใจเลย นอกจากจะค่อยๆฝังอุปกรณ์บางอย่างลงไปในเนื้อด้านหลังของเหยื่อผู้แสนเคราะห์ร้าย หลังจากนั้นก็ใช้เข็มเย็บปิดาแเอาไว้อย่างลวกๆ
ความเ็ปในครั้งนี้มันทำให้ภาคินแทบบ้า เหงื่อของเขาได้ไหลออกมาจนเต็มตัวไปหมด และความเ็ปที่เกินจะรับไหวก็ทำให้แขนและขาที่กำลังดิ้นไปมาถึงกับไร้เรี่ยวแรงทันที
"เอาละฝั่งเครื่องติดตามและตัวส่งสัญญาณเสร็จแล้ว เครื่องนี้จะส่งข้อมูลและที่อยู่ของเด็กพวกนี้กลับมา เอาไปเข้าเครื่องทามแมชชีนได้เลย.."
เมื่อคำพูดประโนคนี้ดังขึ้น จึงทำให้หลายๆคนพอจะรับรู้แล้วว่า คนพวกนี้แอบพัฒนาเครื่องทามแมชชีนนี้ขึ้นมาอย่างลับๆ ภายใต้การคุ้มครองจากกองทัพ และงบสนับสนุนจากบุคคลระดับสูงของประเทศ โดยเริ่มแรกพวกเขาส่งวิ่งมีชีวิตเช่นหนู หมาหรือแมว ผ่านเครื่องทามแมชชีนนี้ และหลังจากลองผิดลองถูกอยู่นานหลาย่อายุคน จนในที่สุดพวกเขา ก็ประสบความสำเร็จ เพราะแมวที่พวกเขาส่งออกไปที่อานาคต ได้ถูกส่งกลับมา
แล้วที่สำคัญแมวที่ถูกส่งกลับมานี้ มันแตกต่างไปจากเดิมอย่างเห็นได้ชัด เพราะบนตัวของมันมีอุปกรณ์ที่ในยุคนี้ไม่มีติดมาด้วย และเพราะเหตุการณ์ในครั้งนี้ๆเอง ที่ทำให้พวกเขาก็เริ่มส่งเ้าหน้าที่ออกไปจับตัวคนเร่ร่อน ขอทาน และเด็กจำนวนมากเพื่อมาทดลอง และภาคินเองก็เป็หนึ่งในหนู ทดลองจำนวนมากมายเ่าั้เช่นกัน
"ตรวจสอบและเก็บประวัติหนูทดลองหมายเลข 851 เรียบร้อยแล้ว ทำการส่งตัวไปยังอานาคตได้.."
เมื่อเสียงจักรกลจากระบบคอมพิวเตอร์ดังขึ้น เครื่องทามแมชชีนก็เริ่มงานของมันทันที สนามพลังงานแม่เหล็กระดับสูงถูกปล่อยออกมาอย่างแรงจนภาคินแทบจะสิ้นสติ
แสงสีฟ้าถูกปล่อยออกมาปกคลุมร่างเอาไว้อย่างหนาแน่น เพื่อปกป้องชีวิตของเขาเอาไว้ แต่ถึงจะมีแสงสีฟ้าคอยปกป้องแต่มันก็มากเกินไปสำหรับภาคินอยู่ดี หลังจากทนรับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นกับร่างกายอยู่นาน ในที่สุดภาคินก็สลบไป.....