ฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】

    เล่มที่ 3 บทที่ 86 คนของข้า

            หวาชิงเสวี่ยหน้าแดงรีบลุกขึ้นยืนด้วยความกระอักกระอ่วน แล้วเดินไปหาฟู่ถิงเย่ พึมพำว่า “ท่าน...ทำไมท่านถึงพาคนมาที่นี่...”

            หากเป็นในยุคปัจจุบันขนาดนักวาดชื่อดังยังถูกลากตัวมาง่ายๆ แบบนี้...ก็ไม่มีสิทธิมนุษยชนเกินไปแล้ว

            “เจ้าจะได้ไม่ต้องคิดมากเรื่องนี้อยู่ทุกวัน”ฟู่ถิงเย่ก้าวเดินสองสามก้าวไปที่ข้างเตียงของนาง แล้วหยิบหนังสือภาพวาดที่ซ่อนอยู่ใต้หมอนออกมาโยนให้บัณฑิตหนุ่มตรงหน้า “เอาไปวาดใหม่ให้หมด วาดอยู่ที่นี่นี่แหละ วาดเสร็จเมื่อใดก็กลับไปได้เมื่อนั้น”

            บัณฑิตหนุ่มจะกล้าปฏิเสธได้อย่างไร?

            “ขอรับ ขอรับขอรับ!ข้าน้อยจะวาดเดี๋ยวนี้! วาดเดี๋ยวนี้ขอรับ!”

            ทางหนึ่งพูดทางหนึ่งพยักหน้าเหมือนไก่จิกข้าวหน้าผากเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อ!

            เขาเป็นแค่บัณฑิตยากจนสอบหลายครั้งก็ยังไม่ผ่านระดับซิ่วไฉ [1] แต่ก็ไม่ยินยอมพร้อมใจกลับบ้านไปทำไร่ทำนาจึงอาศัยอยู่ในเมืองเล็กๆ หาเลี้ยงชีพโดยการวาดหนังสือภาพวาด

            เนื้อหาในหนังสือภาพวาดส่วนใหญ่มาจากการฟังนักเล่านิทานส่วนที่เหลือก็มาจากการจินตนาการผสมผสานกับข่าวลือ ใครจะคิดว่าจู่ๆ วันหนึ่ง ตัวเอกในเรื่องที่ตนวาดกลับปรากฏตัวขึ้นจริงๆ!?

            มันช่างน่าสะพรึงกลัวเสียเหลือเกิน!

            บัณฑิตหนุ่มก้มหน้าก้มตารับหนังสือภาพวาดที่ตนเองเขียนไว้มาเมื่อเห็นว่ามีกระดาษพู่กันอยู่บนโต๊ะ ก็เตรียมจะลงมือวาดด้วยอาการใจสั่นไม่หาย

            หวาชิงเสวี่ยรู้สึกว่าเรื่องนี้เกิดขึ้นเพราะตนจึงรู้สึกอึดอัดใจและรู้สึกผิดเล็กน้อย

            นางดึงแขนเสื้อของฟู่ถิงเย่ด้วยความกระอักกระอ่วนพึมพำว่า “พอเถอะ...ปล่อยเขากลับไปเถอะ หนังสือภาพวาดเยอะขนาดนี้จะแก้เสร็จในคืนเดียวได้อย่างไร...จริงๆแล้วข้าก็ไม่ได้โกรธอะไรมาก...”

            “ไม่ต้องจริงๆ หรือ?”ฟู่ถิงเย่ก้มมองนาง “เจ้าไม่ต้องรู้สึกผิด เขาทำงานนี้ มักจะวาดภาพจนดึกดื่นอยู่แล้ว”

            “...ไม่ต้องจริงๆ เจ้าค่ะ”หวาชิงเสวี่ยก้มหน้าลงด้วยความประหม่า เสียงแผ่วเบาเหมือนเสียงยุง “แค่บอกเขาว่าอย่าเอาข้าไปวาดแบบนั้นอีกก็พอแล้ว”

            แต่ฟู่ถิงเย่กลับกล่าวด้วยสีหน้าจริงจังว่า“เจ้าได้รับการแต่งตั้งจากฮ่องเต้ให้เป็นซือปิงฟูเหริน มีบรรดาศักดิ์พระราชทานติดตัวจะยอมให้ใครมาหยอกล้อเล่นได้อย่างไร? เขาวาดสิ่งเหล่านั้นจะว่าไปแล้วก็ถือเป็นการสร้างข่าวเท็จ ใส่ร้ายป้ายสี ต้องลงโทษอย่างหนักเพื่อเป็นเยี่ยงอย่าง”

            พอบัณฑิตหนุ่มได้ยินเช่นนั้นก็หน้าซีดเผือด ขาสั่นระริก เกือบคุกเข่าลงไปอีกครั้ง!

            แม้แต่หวาชิงเสวี่ยยังรู้สึกงุนงง

            มันจะร้ายแรงขนาดนั้นเลยหรือ?

            “ถ้า...ถ้าอย่างนั้นเขาก็วาดเรื่องราววีรกรรมอันกล้าหาญของท่านตั้งมากมายไม่ถือว่าเป็นการเชิดชูคนดี กดขี่คนชั่ว เป็นการส่งเสริมความดีงามหรือ?”หวาชิงเสวี่ยใจอ่อน พยายามช่วยพูดให้บัณฑิตหนุ่ม “ความดีความชอบหักล้างกันไปเถอะอย่าลงโทษเลย...”

            ฟู่ถิงเย่ยืนกรานความคิดของตน“เรื่องหนึ่งก็คือเรื่องหนึ่ง ความชอบก็คือความชอบ ความผิดก็คือความผิด”

            เขาพูดพลางเอามือลูบเคราที่คางตัวเองและครุ่นคิด“แต่หนังสือภาพวาดที่เขาวาด หากไม่นับเรื่องของเซียนปิศาจหมาป่าสวรรค์ที่มาจุติแล้วเนื้อหาอื่นๆ ก็ตรงกับความจริง...การลงโทษอย่างหนักคงไม่เหมาะสม ลงโทษเล็กๆ น้อยๆ พอเป็นพิธีก็พอ”

            ลงโทษเล็กๆ น้อยๆ หรือวิธีการลงโทษเล็กๆ น้อยๆ นี่เป็นอย่างไร?

            หวาชิงเสวี่ยเห็นบัณฑิตหนุ่มท่าทางอ่อนแอหากลงโทษโบย เกรงว่าแค่ตีไม่กี่ทีก็คงจะตายคามือไปเสียก่อน ถ้าหากจะปรับเงิน แม้แต่เสื้อผ้าเขาก็ยังปะชุนอยู่เลยหากถูกปรับจนสิ้นเนื้อประดาตัวไม่มีเงินกินข้าวจะทำเช่นไร?

            หวาชิงเสวี่ยรู้สึกเห็นใจคนอื่นขึ้นมาทันทีไม่ว่าจะอย่างไร ก็คิดว่าแค่ตักเตือนเท่านั้นก็เกินพอ ไม่จำเป็นต้องเอาเรื่องเอาราวมากเกินไป

            แต่ฟู่ถิงเย่พาคนมาถึงที่นี่แล้วหากทำแค่พูดตักเตือนปากเปล่า คงจะไม่ยอมจบไปง่ายๆ ...

            หวาชิงเสวี่ยรู้ดีว่าฟู่ถิงเย่ผู้นี้หากเอาจริงขึ้นมา ก็จะหัวแข็งสุดๆ!

            เหมือนอย่างเช่นเขาไม่อนุญาตให้นางใส่เสื้อแขนสั้นแม้แต่จะพับแขนเสื้อขึ้นไปหน่อยก็ไม่ได้ ไม่มีทางที่จะประนีประนอมได้เลย

            “เอาอย่างนี้ดีหรือไม่...”หวาชิงเสวี่ยคิดวิธีขึ้นมาได้ “ให้เขาอยู่ที่นี่แล้วช่วยข้าเขียนรูปนิดหน่อย ถือเป็นการลงโทษได้หรือไม่?”

            ฟู่ถิงเย่มองนางด้วยความสงสัย

            ...

            สุดท้ายแล้ว บัณฑิตหนุ่มก็ต้องมาวาดไพ่ตามคำขอของหวาชิงเสวี่ย...

            เดิมทีหวาชิงเสวี่ยตั้งใจจะวาดเองแต่ในเมื่อมีช่างวาดภาพมาส่งถึงที่แล้ว ก็ต้องใช้ประโยชน์เสียหน่อย

            วันต่อมา หวาชิงเสวี่ยก็รีบเร่งให้ฟู่ถิงเย่รีบออกเดินทาง

            ได้ยินมาว่านักเล่านิทานในเมืองเล็กๆแห่งนี้ บรรยายภาพของนางได้น่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก แถมยังมีคนเอาเรื่องของนางไปใช้ขู่เด็กๆว่าถ้าไม่เชื่อฟังจะถูกซือปิงฟูเหรินจับตัวไป!

            หวาชิงเสวี่ยคิดว่ารีบไปจากที่นี่คงจะดีกว่านักเล่านิทานคนนั้นอายุห้าสิบหกสิบแล้ว แถมยังตาบอดข้างหนึ่ง นางไม่อยากให้ผู้เฒ่าคนนั้นถูกทหารของฟู่ถิงเย่จับตัวไป

            มันบาปกรรมเปล่าๆ...

            ตอนที่ออกเดินทาง หวาชิงเสวี่ยก็เอาหนังสือภาพวาดไปด้วย

            ที่จริงถ้าไม่สนใจว่าคนในหนังสือภาพวาดนั้นคือตัวนางเองเรื่องราวที่บัณฑิตหนุ่มวาดก็สนุกดี...

            นางอาศัยการอ่านหนังสือภาพวาดเพื่อคลายเบื่อแล้วก็ใช้ชีวิตอยู่ในรถม้าอีกสองวัน

            ฟู่ถิงเย่สนใจไพ่สำรับที่หวาชิงเสวี่ยทำขึ้นมาใหม่มากตอนที่หวาชิงเสวี่ยอ่านหนังสือภาพวาด ฟู่ถิงเย่ก็จะถือไพ่สำรับพลิกไปพลิกมาเพื่อศึกษาดูอยู่ข้างๆ

            “เหมือนการเล่นไพ่ใบไม้[2] ” ฟู่ถิงเย่กล่าว

            กล่าวกันว่าในช่วงสมัยราชวงศ์ถังและซ่งคนโบราณคิดค้นไพ่ชนิดหนึ่งขึ้นมา โดยบนไพ่จะวาดรูปคน สัตว์ปีก สัตว์สี่เท้า นก ปลาแมลงและดอกไม้ต่างๆ เพราะว่ามีขนาดเล็กเท่าใบไม้ จึงเรียกว่าการเล่นไพ่ใบไม้ ตั้งแต่พวกปัญญาชนไปจนถึงชาวบ้านทั่วไปต่างก็สนุกกับการเล่นกันทั้งนั้น

            เมื่อเทียบกันแล้ว ไพ่โป๊กเกอร์กลับมีหน้าตาเรียบง่ายกว่ามีเพียง JQKและตัวโจ๊กเท่านั้นที่มีลวดลาย ส่วนไพ่ใบอื่นๆ ก็มีแค่ตัวเลข

            ฟู่ถิงเย่ถามนางว่า“สำรับไพ่ที่เจ้าทำนี้เรียกว่าอะไร?”

            หวาชิงเสวี่ยเอียงคอครุ่นคิดแล้วตอบว่า“ในเมื่อทำจากกระดาษ ก็เรียกว่าไพ่กระดาษก็แล้วกัน”

            “วิธีการเล่นเป็นอย่างไร?”เขาถามต่อ

            หวาชิงเสวี่ยยิ้มอย่างสดใส“วิธีการเล่นนั้นมีมากมาย...”

            ผ่าวเต๋อไคว่ [3] เจิงซั่งโหยว[4] ทัวลาจี [5] เซิ่งจี๋ [6] จ๋าจินฮัว [7] ซันต่าอี [8] โต้วตี้จู่ [9] ซัวฮา[10] ...แค่คิดก็ยกตัวอย่างได้เกินสิบแบบแล้ว!

            หวาชิงเสวี่ยรู้สึกสนุกขึ้นมาจึงลากฟู่ถิงเย่มาเล่นไพ่ด้วยกัน

            มีอะไรให้ทำระหว่างเดินทางก็จะไม่น่าเบื่ออีกต่อไป พอเล่นกันจนสนุกสนาน หวาชิงเสวี่ยก็เกิดความคิดแปลกๆ ขึ้นมา“พอถึงเซิ่งจิงแล้ว เรามาทำไพ่ชุดใหม่ ถวายฮ่องเต้กันเถอะ!”

            “ห้า หก เจ็ด แปด เก้าสิบ เรียงแต้มต่อ” ฟู่ถิงเย่กล่าวด้วยสีหน้าเรียบนิ่ง “ฮ่องเต้คือผู้ปกครองแผ่นดินจะปล่อยให้หมกมุ่นอยู่กับการเล่นไม่ได้”

            หวาชิงเสวี่ยขมวดคิ้วมองไพ่ในมือ ไม่สนใจคำพูดของเขา “ท่านเป็นแม่ทัพใหญ่ ตอนนี้ก็เล่นไพ่เหมือนกันไม่ใช่หรือ?”

            “ไพ่มหาด (แจ็ค) สามใบกับไพ่คู่เลขสาม”ฟู่ถิงเย่ยังคงลงไพ่ต่อ “นั่นก็เพราะว่าข้อหนึ่งคือข้าไม่ต้องออกรบ ข้อสองคือไม่ต้องจัดการงานราชการทหารแต่ฮ่องเต้ต้องตรวจฎีกาทุกวัน บริหารปกครองบ้านเมือง จะขาดตกบกพร่องไม่ได้”

            “แต่เขาก็ยังเป็นเด็กอยู่นี่นา...”หวาชิงเสวี่ยถอนหายใจ รู้สึกสงสารหลี่จิ่งหนาน

            ฟู่ถิงเย่หัวเราะ ทิ้งไพ่คู่เลขสองออกมา“เขาไม่ใช่เด็ก เขาคือฮ่องเต้ สถานะของเขาแต่กำเนิดกำหนดให้เขาไม่สามารถเป็นแค่เด็กได้”

            หวาชิงเสวี่ยจ้องไปที่ไพ่คู่เลขสองที่เขาโยนออกมาแล้วก็มองไพ่ของตัวเองอีกครั้ง รู้สึกว่าตนเองดวงไม่ดีเลย เหตุใดไพ่ดีๆ ถึงไปอยู่ในมือเขาหมดกันนะ?

            นางยอมแพ้ โยนไพ่ในมือทิ้งทั้งหมด“เล่นใหม่ๆ”

            หลังจากสับไพ่ ก็เริ่มเกมใหม่

            หวาชิงเสวี่ยกลับมาพูดเรื่องเดิมอีก“เขาเพิ่งจะอายุครบเก้าขวบไม่ใช่หรือ? น่าจะพักผ่อนบ้างความเครียดมากเกินไป จะทำให้ไม่สูงได้นะ”

            ฟู่ถิงเย่ “...”

            หวาชิงเสวี่ยจัดไพ่เสร็จก็พบว่าคราวนี้นางดวงดีมาก ได้ไพ่ราชา (คิงส์) ตั้งสองใบแน่ะ!

            นางยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า“ถ้าไม่ส่งไพ่ให้ ข้าส่งอย่างอื่นให้แทนก็ได้...อืม เป็นเกมกระดานที่ช่วยผ่อนคลายจิตใจและฝึกสมองท่านแม่ทัพว่าดีไหม?”

            ฟู่ถิงเย่ได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้วเขาไม่เข้าใจจริงๆ ว่าเหตุใดหวาชิงเสวี่ยถึงสนิทสนมกับหลี่จิ่งหนานขนาดนี้?นึกว่าถ้าทั้งสองคนไม่ได้เจอกันสักพัก ความสัมพันธ์ก็จะค่อยๆ ห่างกันไปเองแต่คนทั้งสองคนกลับไม่เป็นเช่นนั้น!

            ไม่อย่างนั้น คราวก่อนที่หลี่จิ่งหนานออกจากเมืองหลวงก็คงจะไม่ตรงมาหาหวาชิงเสวี่ย แถมยังพักอยู่ด้วยกัน...

            และครั้งนี้ที่หวาชิงเสวี่ยไปยังเมืองหลวงก็เตรียมของขวัญไว้ตั้งแต่ก่อนออกเดินทางแล้ว

            พอคิดถึงเรื่องนี้ ฟู่ถิงเย่ก็รู้สึกไม่พอใจขึ้นมา

            เขายังคงยืนยันว่า การเข้าใกล้เชื้อพระวงศ์นั้นเหมือนการเดินเข้าปากเสือไม่ควรเข้าไปใกล้ชิดมากเกินไป

            “ระวังจะโดนขุนนางฟ้องร้องกล่าวหาว่าเจ้าทำให้ฮ่องเต้หมกมุ่นกับการเล่น” ฟู่ถิงเย่เตือนนาง

            หวาชิงเสวี่ยตกใจกับคำพูดของเขาเหตุใดการให้ของขวัญถึงเสี่ยงขนาดนี้?

            “พวกเขาจะฟ้องร้องข้าจริงๆหรือ?”นางมองฟู่ถิงเย่ด้วยความงุนงง

            ฟู่ถิงเย่เห็นนางทำหน้าตาเลิ่กลั่กเหมือนลูกแมวไร้เดียงสาที่หลงทาง ก็พลันจินตนาการภาพหวาชิงเสวี่ยยืนอยู่อย่างไร้ที่พึ่งท่ามกลางเหล่าขุนนางกำลังถูกต่อว่าอย่างน่าสงสาร!

            เขารู้สึกโกรธขึ้นมาทันที“พวกมันกล้าเรอะ?!”

            คนของข้า ใครกล้าฟ้องร้อง?!

            หวาชิงเสวี่ยจิตใจสงบลงพลางเอามือลูบหน้าอกเบาๆ “ดีจัง...โชคดีที่มีท่านแม่ทัพอยู่”

            ฟู่ถิงเย่ “...”

            เอ๊ะ?...เหตุใดรู้สึกว่ามันมีบางอย่างแปลกๆ?

            ...

            ฟู่ถิงเย่เดินทางมาเกือบครึ่งเดือนก็มาหยุดอยู่ที่ริมแม่น้ำเซียงสุ่ย

            จากตรงนี้ไป พวกเขาต้องเปลี่ยนไปเดินทางทางน้ำล่องตามแม่น้ำลงไป

            เรือถูกเตรียมพร้อมไว้แล้วหีบสัมภาระถูกทยอยขนขึ้นเรือ หวาชิงเสวี่ยเริ่มการเดินทางทางน้ำครั้งแรกในยุคโบราณ

            ตลอดเส้นทางที่ล่องลงไปตามแม่น้ำสองข้างทางก็มีทิวทัศน์เปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆ บ้านเมืองที่ตั้งอยู่ริมฝั่งก็สวยงามและเจริญรุ่งเรืองแบบทางใต้มากขึ้น

            บางครั้งพวกเขาจะเทียบท่าเพื่อซื้อของใช้จำเป็นในชีวิตประจำวันเรื่องนี้หวาชิงเสวี่ยไม่ต้องออกแรง นางจึงอยู่บนเรือ คอยสังเกตวัฒนธรรมประเพณีของคนท้องถิ่นอย่างใจจดใจจ่อ

            ต้องบอกว่าการเดินทางไกลครั้งนี้เปิดหูเปิดตามากจริงๆ

            ตัวอย่างเช่น ครั้งหนึ่งพวกเขาเหมือนจะมาเจอช่วงเทศกาลของที่ไหนสักแห่งบนผิวน้ำมีเรือจอดอยู่มากมายนับไม่ถ้วน แสงไฟส่องสะท้อนกันไปมา บนเรือเต็มไปด้วยแสงสีเสียงการร้องรำทำเพลงครึกครื้น

            ถึงแม้หวาชิงเสวี่ยจะไม่เข้าใจว่าพวกเขากำลังร้องเพลงอะไรแต่ก็เกาะขอบหน้าต่างดูอยู่เกือบครึ่งคืน

            แล้วก็มีอีกครั้งที่ริมฝั่งมีเรือดอกไม้นับไม่ถ้วนจอดอยู่เรือประดับประดาด้วยแพรพรรณและโคมไฟสีแดงสด เสามีลวดลายแกะสลักและหลังคาก็มีภาพวาดวิจิตรตระการตาเหลือเกิน

            แม้แต่น้ำในแม่น้ำแถบนั้นก็ยังดูเหมือนจะกลายเป็นสีชมพูอ่อนๆ จากการล้างน้ำมันเครื่องสำอางมากเกินไป

            เรือที่หวาชิงเสวี่ยนั่งนั้นใหญ่โตและหรูหราทำให้เรือดอกไม้ทั้งหลายพุ่งเป้ามาที่เรือของนาง ท่ามกลางเสียงหัวเราะคิกคักที่ดังมาเป็นระยะๆพร้อมกับมีหญิงสาวที่กำลังโบกผ้าแพรในมือมาทางนี้ บางคนถึงกับกล้าที่จะพยายามตามเรือของพวกเขามาด้วย!

            หวาชิงเสวี่ยรู้สึกอยากรู้อยากเห็นทั้งต่อเรือดอกไม้เอง และต่อนักร้องที่อยู่บนเรือ นางอยากเห็นให้ชัดเจนกว่านี้

            ฟู่ถิงเย่เดินเข้ามาจากข้างนอกด้วยสีหน้าถมึงทึงปิดหน้าต่างของนางดังปัง!

            “เร่งความเร็ว! ออกจากที่นี่เดี๋ยวนี้!”เขาสั่งทหารด้วยน้ำเสียงที่ข่มความโกรธเอาไว้

            ไม่ไกลนักมีหญิงสาวคนหนึ่งเริ่มร้องเพลงน้ำเสียงไพเราะเสนาะหู เหมือนเสียงร้องขับขานของนกน้อย เสียงที่นุ่มนวลนั้นช่างไพเราะจับใจ

            หวาชิงเสวี่ยตั้งใจฟังเนื้อเพลงดูเหมือนว่าจะเป็นเรื่องของบุรุษสักคนหนึ่ง...เกี่ยวกับความยากลำบากในการต้องแยกจากกัน...

            นางมองไปที่ฟู่ถิงเย่อย่างงุนงงคิดในใจว่า นี่เขาคงโดนจีบแล้วกระมัง?

            ...

            เดินทางทางน้ำมาสิบวันก็ถึงเมืองหานเฉิง

            ที่นี่เป็นเมืองที่ใกล้กับเซิ่งจิงมากที่สุดหมายความว่า อีกไม่เกินวันเดียว พวกเขาก็จะถึงเมืองหลวงแล้ว

            หวาชิงเสวี่ยเดินตามฟู่ถิงเย่ลงจากเรือเห็นรถม้าสี่ล้อหรูหราจอดอยู่สองคัน ชายชราผมสีดอกเลาในชุดยาวสีฟ้าอ่อนยืนรออยู่ข้างรถม้า

            เขาค้อมกายให้ฟู่ถิงเย่“คุณชาย ท่านกลับมาแล้ว”

            ——————————————————————

            [1]ซิ่วไฉ(秀才)บัณฑิตที่สอบผ่านการคัดเลือกระดับท้องถิ่นรอบที่หนึ่ง(หมู่บ้าน ตำบล อำเภอ จังหวัด) ในการสอบทั้งหมดสามรอบในระบบการสอบเข้ารับราชการของจีนที่เรียกว่าเคอจวี่

            [2]เล่นไพ่ใบไม้(叶子戏)ไพ่ที่ใช้เล่นจะไม่ได้มีหน้าตาเหมือนไพ่ในปัจจุบันแต่จะเป็นกระดาษรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า ลักษณะคล้ายใบไม้ วิธีการเล่นคลายไพ่โป๊กเกอร์อีกทั้งยังเป็นต้นแบบของไพ่นกกระจอกและไพ่โป๊กเกอร์ในปัจจุบัน

            [3]ผ่าวเต๋อไคว่(跑得快)วิธีการเล่นไพ่แบบหนึ่งเล่นแบบสี่คน ใครออกไพ่ได้หมดก่อนเป็นฝ่ายชนะไป เป็นการละเล่นแข็งความเร็ว

            [4]เจิงซั่งโหยว(争上游)คล้ายกับเกมผ่าวเต๋อไคว่แต่อาจจะแบ่งเป็นการเล่นแบบสองคนหรือสามคนก็ได้

            [5]ทัวลาจี(拖拉机)เป็นการเล่นไพ่โป๊กเกอร์แบบหนึ่งมีต้นกำเนิดบริเวณมณฑลอันฮุย ปกติจะต้องมีคนเล่นตั้งแต่สามคนขึ้นไป

            [6]เซิ่งจี๋(升级)ชื่อเกมไพ่โป๊กเกอร์แบบหนึ่งเหมือนเกมทัวลาจี

            [7]จ๋าจินฮัว(炸金花)ชื่อเกมไพ่โป๊กเกอร์แบบหนึ่งเหมือนเกมทัวลาจี

            [8]ซันต่าอี(三打一)เป็นการละเล่นไพ่โป๊กเกอร์แบบหนึ่งมีคนเล่นสี่คน โดยมีสามคนสู้กับคนที่ทำหน้าที่เป็นเจ้ามือ

            [9]โต้วตี้จู่(斗地主)หรือเกมไพ่พิชิตแลนด์ลอร์ดตรงตัวคือเป็นแข่งกันเพื่อให้เป็นแลนด์ลอร์ดได้สำเร็จ โดยอย่างน้อยจะต้องมีผู้เล่นทั้งหมดสามคนในการเริ่มเกม

            [10]ซัวฮา(梭哈)หรือที่เรียกว่าไฟว์การ์ดสตั๊ด เกมไพ่สตั๊ดโป๊กเกอร์ซึ่งมีต้นกำเนิดในช่วงสงครามกลางเมืองอเมริกา

            [11]เรือดอกไม้(花船)เทศกาลพื้นบ้านที่จัดขึ้นในช่วงตรุษจีนหรือเทศกาลโคมไฟของจีนนอกจากจะประดับเรือด้วยดอกไม้หลากสีสันและตกแต่งอย่างสวยงามทำให้ดูเหมือนมีดอกไม้ลอยอยู่บนน้ำยังมีการแข่งพายเรืออีกด้วย

    คล้ายกับเรื่องฮูหยินข้าคือนักวิทยาศาสตร์ 【จบ】 ที่คุณอ่าน

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    ข้ามเวลานางพญาแพทย์พิษ 【จบ】

    นิยาย รัก
    570K 4473
    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    ย้อนเวลามาเป็นท่านอ๋องน้อย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    931K 592
    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    เกิดใหม่เป็นคุณหนูจิ้งจอกของท่านอ๋อง (แปลจบแล้ว)

    นิยาย รัก
    149K 452
    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    ฮูหยินของท่านจอมยุทธ์ในตำนาน [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    579K 730
    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    บันทึกราชันย์เทพอสูร

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    2.52M 508
    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    ชีวิตมหัศจรรย์สองชาติภพ [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    386K 808
    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    การเกิดใหม่ของบุตรีภรรยาเอกผู้งามล่มเมือง [แปลจบแล้ว]

    นิยาย รัก
    289K 908
    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    [อ่านฟรีทุกวัน]ทะลุมิติไปเป็นแพทย์หญิงชาวสวนผู้มั่งคั่ง

    นิยาย ย้อนยุค,อนาคต
    231K 405
    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    ข้ามมิติลิขิตรักนายตัวเบี้ย [แปลจบแล้ว]

    นิยาย Y (Yaoi)
    525K 663
    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    ข้ามมิติมาเป็นสะใภ้บ้านนา รวยล้นฟ้ามั่งมีศรีสุข [จบ]

    นิยาย รัก
    1.05M 604