39 | เราตกที่นั่งเดียวกันแล้วละ
กลับมาจากกาญจนบุรีได้หลายวันแล้ว ปลาคาร์พก็ยังไม่หายเซ็ง คิดว่าจะได้ใช้เวลาใกล้ชิดกับชัชแสนย์ กลับกลายเป็นว่าเขาดันขาเจ็บซะได้ นังแม่บ้านคนนั้นก็ตามประกบแจ ไม่ว่าจะตอนไปเที่ยวน้ำตกหรือทำกิจกรรมมอบทุนการศึกษากับหนังสือเรียนและอุปกรณ์กีฬาที่โรงเรียนเก่าทรุดโทรมนั่น ยายแม่บ้านที่ชื่อพี่เพลงก็รีบไปจัดข้าวของ ติดต่อครูอาจารย์ แล้วก็รีบกลับมานั่งเฝ้าพี่แสนย์ยังกับหมาเฝ้าชามข้าวยังไงยังงั้น ไม่รู้ว่าเป็นห่วงหรือหวงไม่อยากให้เธอเข้าใกล้กันแน่
อันที่จริงพี่เพลงท่าทางนิสัยดีอยู่หรอก อย่างน้อยยังดีกว่านังฮิปโปนั่นเป็นไหน ๆ ไม่น่าเชื่อว่าจะเป็นเพื่อนกันได้ แต่ถึงอย่างนั้นปลาคาร์พก็ไม่อยากสุงสิงด้วย เพราะยังไงพี่เพลงก็อยู่ในฐานะเสี้ยนหนามที่คอยสะกิดใจให้เจ็บ ๆ คัน ๆ อยู่ดี ดูเอาเถอะ ตัวเป็นแค่แม่บ้าน แต่อยากเผยอมาชอบพี่แสนย์ วิศวกรหนุ่มไฮโซผู้เป็นเจ้าของสถาบันและชายในฝันของสาว ๆ แค่คิดก็ตลกสิ้นดี
เสี้ยนหนามก็เป็นแค่เสี้ยนหนาม เรียว ๆ เล็ก ๆ ดีดทีเดียวก็ปลิวแล้ว ปลาคาร์พเหยียดยิ้ม เพราะอีกไม่นานเธอนี่แหละจะดีดยายข้าวเปล่านั่นให้กระเด็นพ้นทาง
หญิงสาวรับถุงเสื้อผ้าแบรนด์ดังจากพนักงานแคชเชียร์แล้วออกจากร้านมา ได้ชอปปิงอย่างจุใจค่อยหายเซ็งขึ้นบ้าง แต่ขณะที่หิ้วถุงกระดาษสารพัดแบรนด์ทอดน่องสบายอารมณ์นั้นเอง ก็บังเอิญเห็นใครคนหนึ่งในร้านกาแฟเล็ก ๆ บรรยากาศอบอุ่น หญิงสาวหลบฉากเข้าหลังมุมผนังอย่างรวดเร็ว
ไม่น่าเชื่อว่าคนที่เพิ่งนึกถึงจะมาปรากฏกายอยู่ตรงนี้ พี่เพลง...แม่บ้านปอน ๆ กำลังนั่งดื่มกาแฟกับชายหนุ่มตัวโต เสียดายที่เขานั่งหันหลังจึงมองไม่ถนัดว่าเป็นใคร แต่รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาเหลือเกิน
ปลาคาร์พอ้อมไปอีกด้านเพื่อมองให้ถนัด เมื่อได้เห็นหน้าชายคนนั้นชัดเจน ก็ถึงกับเบิกตากว้าง เขาคือโชติ เจ้าของสถาบันเดอะไฟเตอร์ คู่กรณีของยูโดซัน
น่าแปลกที่แม่บ้านอย่างพี่เพลงรู้จักเจ้าของสถาบันสอนต่อสู้คู่ปรับของพี่แสนย์เป็นการส่วนตัวด้วย จะว่าเป็นแฟนกันก็คงไม่ใช่ นายโชติมีแฟนอยู่แล้ว ถ้ามองให้เป็นกิ๊กก็ยิ่งไม่ใช่ใหญ่ มีแฟนสวยระดับนั้นแล้วยังมากิ๊กกับยายเปิ่นนี่อีกก็คงบ้าแล้ว ดังนั้น...คงมีสถานะเดียวที่ทั้งสองจะเป็นได้
วินาทีเดียวกับที่ความคิดวาบเข้าสู่สมอง นายโชติก็หยิบซองเอกสารสีน้ำตาลยื่นให้พี่เพลง พร้อมอธิบายเคร่งเครียดราวกับสั่งงานบางอย่าง ดวงตากลมโตของผู้สังเกตการณ์วาววับขึ้นทันใด เธอไม่จำเป็นต้องคิดหาทางเขี่ยยายเสี้ยนหนามให้เปลืองสมองอีกแล้ว แค่หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาถ่ายรูปเก็บเป็นหลักฐานไปให้พี่แสนย์ดูเท่านั้น ทุกอย่างก็เป็นอันจบเกม
และพี่แสนย์จะต้องภูมิใจที่เธอจับสปายให้เขาได้
ทอรุ้งเพิ่งมาถึงยูโดซัน ยังไม่ทันเอาของเข้าไปเก็บในล็อกเกอร์ก็รีบเปิดประตูเข้ามาในยิมก่อน เพราะมองเห็นพี่แสนย์ยืนเครียดเผชิญหน้ากับลูกไม้ มียายปลาคาร์พเกาะแขนโหวกเหวกโวยวายอยู่ข้าง ๆ
“หลักฐานคาตาขนาดนี้ ยังมีอะไรจะแก้ตัวอะไรอีก หา!”
“อะไรของแกยะ นังปลาคาร์พ อยู่ดี ๆ ก็มาว่าเพื่อนฉันฉอด ๆ เนี่ย” ทอรุ้งก้าวไปยืนตรงหน้าลูกไม้ซึ่งบัดนี้เอาแต่ก้มหน้าสลด
ปลาคาร์พทำปากเบ้ใส่เธอ แล้วหันไปทำเสียงอ่อนกับชัชแสนย์ “พี่แสนย์ดูสิคะ สองคนนี้ปกป้องกันใหญ่เลย พี่รุ้งต้องเป็นผู้สมรู้ร่วมคิดแน่ ๆ ดีไม่ดีเป็นคนพาพี่เพลงเข้ามาที่นี่ด้วย พี่แสนย์ไล่ออกไปทั้งคู่เลยค่ะ ปล่อยไว้ไม่ได้ ต้องถอนรากถอนโคนให้สิ้นซาก”
“พูดอะไรหมา ๆ วะ เดี๋ยวก็ฟันหมดปากไม่รู้ตัวหรอก” ทอรุ้งชักฉุน แต่เพลงพนัสดึงแขนไว้เป็นเชิงห้ามไม่ให้ใจร้อน
ชัชแสนย์มีเพียงความเงียบที่ไม่มีใครคาดเดาความนัยได้ เขาแค่ส่งโทรศัพท์ให้ทอรุ้งดู รูปโชติกับเพลงพนัสนั่งด้วยกันที่โต๊ะในร้านกาแฟ พูดคุยกันถึงซองสีน้ำตาลในมือนั้น ทำให้เธอตกใจไม่น้อย
“ฉันรู้จักกับพี่โชติตั้งแต่สมัยเรียนค่ะ วันนั้นนัดเจอกันเพราะพี่โชติเอาเอกสารงานวิจัยมาให้ แค่นั้นจริง ๆ ค่ะ”
“โกหก! งานวิจัยบ้าบออะไรกัน นัดรับเงินหรือรับงานก็พูดมาเถอะ” ปลาคาร์พหันไปโจมตีใส่ไฟใหญ่
ทอรุ้งจะลุยกลับแทนเพื่อนผู้แสนดี ไม่เคยเถียงใครทัน ก็พอดีชัชแสนย์เอ่ยขึ้นก่อน
“คุณเพลง ผมขอเชิญที่ห้องเก็บอุปกรณ์ เรามีเรื่องต้องคุยกัน”
ปลาคาร์พยิ้มเยาะ หัวเราะหยาม “ปลาขอเข้าไปด้วยคนนะคะ ในฐานะผู้เห็นเหตุการณ์ จะได้ไม่มีใครแก้ตัวหน้าด้าน ๆ หนีรอดไปได้”
ทอรุ้งโมโหวิบทันใด “งั้นรุ้งไปด้วยค่ะ เผื่อมีใครคิดตอแหลใส่สีตีไข่ จะได้ดักตบได้ทันก่อนที่มันจะมั่ว”
“แกว่าใคร อีทอรุ้ง!”
“จะทำไม อีปลาเน่า!”
“หยุด! พอได้แล้วทั้งสองคน” ชายหนุ่มผู้เดียวในที่นี้ห้ามทัพ “พี่ขอคุยกับเขาแค่สองคน ไม่ต้องมีใครเข้าไปด้วยทั้งนั้นละ”
เพลงพนัสซึ่งยืนน้ำตารื้นอยู่เอ่ยขึ้นบ้าง “ถึงคุณจะสอบสวนในห้องเย็น ฉันก็ไม่มีอะไรจะพูดมากกว่านี้หรอกค่ะ คุณแสนย์จะเชื่อหรือไม่ก็ตาม แต่ฉันพูดความจริงไปหมดแล้ว”
“ปากแข็ง!” เสียงเล็กตวาดแหลม ดูท่าว่าแม่นี่จะมีปัญหายิ่งกว่าเจ้าของโรงเรียนเสียอีก
ทอรุ้งสะบัดหน้าไปทางชัชแสนย์ “รุ้งขอยืนยันอีกคน ถึงเพลงกับนายโชตินั่นจะรู้จักกัน แต่เพลงไม่ใช่สปายจริง ๆ นะคะ”
ปลาคาร์พยังราวีไม่เลิก “รู้ได้ไง แกสองคนเป็นเพื่อนกันก็ต้องช่วยปกป้องกันสิ จริงไหมคะพี่แสนย์”
ทอรุ้งมองหน้าชายหนุ่มผู้นิ่งขรึม เพลงพนัสก็เช่นกัน จากนั้นเขาสบตากับทอรุ้งแล้วเอ่ยเพียงสั้น ๆ
“พี่ก็คิดอย่างนั้น”
ทอรุ้งถึงกับเบิกตากว้างอย่างตกตะลึง ไม่สนใจปลาคาร์พที่แอบเบือนหน้าไปเหยียดยิ้มสะใจ
“พี่แสนย์! ทำไมคะ...วันนี้พี่กลับกลายเป็นไม่เชื่อรุ้งเพียงเพราะรุ้งเป็นเพื่อนกับเพลงเหรอ ที่รุ้งออกหน้าปกป้องไม่ใช่เพราะมันเป็นเพื่อน แต่เพราะรุ้งรู้จักมันดีที่สุดต่างหาก พี่แสนย์ ถ้าพี่จะสงสัยเพื่อนรุ้ง ทำไมพี่ไม่สงสัยเพื่อนพี่บ้าง โคชโอห์มไม่ใช่เหรอที่มีประเด็นกับนายโชตินั่นมาตั้งแต่ปีที่แล้ว เขาอาจกำลังวางแผนอะไรบางอย่างอยู่ก็ได้”
“น้องรุ้ง หยุดก้าวร้าวพี่โอห์มเดี๋ยวนี้” ชัชแสนย์ขัดเสียงเข้ม
“รุ้งไม่หยุด! พี่แสนย์ก็รู้ว่าโคชยังรัก ยังรอแฟนเก่าที่ชื่อนาเดียอยู่ ใครจะรู้ โคชอาจไปทำข้อตกลงอะไรบางอย่างกับนายโชติก็ได้ หรือไม่ก็เป็นยายนาเดียนั่นแหละที่มาขอให้โคชทำอะไร ๆ ให้ แล้วโคชยังรักยังรอขนาดนั้นมีหรือจะไม่ทำ”
ชัชแสนย์หน้าตึงทันใด “หยุดได้แล้วน้องรุ้ง เราไม่มีหลักฐาน จะมากล่าวหามั่ว ๆ แบบนี้ไม่ได้นะ”
“ใช่ หลักฐานน่ะไม่มีหรอก ก็เพราะพี่แสนย์เอาแต่เพ่งเล็งยายเพลงแบบนี้ไง ถึงมองไม่เห็นความเป็นไปได้ทางอื่น รุ้งก็อยากรู้เหมือนกันว่าถ้ามีหลักฐานว่าโคชไปคุยกับนายโชติบ้าง พี่แสนย์จะออกโรงปกป้องโคชเหมือนที่รุ้งทำไหม”
เพลงพนัสที่อยู่ข้างกายกระตุกแขนเธอแรง ๆ ราวจะบอกให้หยุดพูด ทอรุ้งหันไปจับมือเพื่อนแทนคำว่าไม่เป็นไร ตอนนี้ความอดทนของเธอขาดผึงเสียแล้ว ความน้อยใจและเสียใจประเดประดังเมื่อพี่ชายแสนดีผู้เมตตาและเข้าใจเธอมาตลอดกลับกลายเป็นอื่นเสียได้
เพื่อนสาวที่ยืนอยู่ข้างกายกระตุกแขนเธอแรงอีก พยักพเยิดไปข้าง ๆ ทอรุ้งหันไปมองตามจึงพบว่า คนที่เธอกล่าวพาดพิงถึงอย่างเผ็ดร้อนนั้น บัดนี้กำลังยืนคว้างมองเธอเหมือนไม่รู้จัก
“รุ้งคิดว่าพี่ทำแบบนั้นจริง ๆ เหรอ” น้ำเสียงชายหนุ่มเรียบเย็น
“โคช...”
สิ้นคำนั้นร่างสูงใหญ่ก็เดินจากไป ก้าวเร็ว ๆ ลึกเข้าไปข้างในยิม ทอรุ้งเดินแทบกลายเป็นวิ่งตามเพื่อให้ทันฝีเท้าก้าวยาว ๆ นั้น
“โคช ฟังรุ้งก่อน”
ชายหนุ่มไม่หยุด จนกระทั่งผลักประตูเข้าไปในห้องฟิตเนสซึ่งปิดไฟเงียบ หญิงสาวก็รีบผลักประตูตามเข้าไปอย่างร้อนรน จนเอื้อมคว้าแขนแข็งแรงของเขาไว้ได้
“โคช รุ้งไม่ได้ตั้งใจ รุ้งขอโทษ”
ไร้เสียงตอบรับใดจากร่างสูงนั้นราวกับเขาเป็นเพียงหุ่นปูนปั้นไร้หัวใจ อึดใจใหญ่ที่ทั้งห้องตกอยู่ในความเงียบ ในที่สุดเขาก็เอ่ยโดยไม่มองหน้า
“ถ้ารุ้งคิดว่าพี่ทำอย่างนั้นได้จริง ๆ เราก็คงไม่มีอะไรต้องคุยกันอีก”
“ไม่นะ โคช รุ้งแค่...แค่โมโหไปหน่อย เลยพูดจาแย่ ๆ แบบนั้นออกไป ความจริงรุ้งไม่เคยคิดอะไรแบบนั้นเลยนะ โคช อย่าโกรธรุ้งเลยนะคะ หันมามองกันหน่อยนะ”
ผู้เป็นศิษย์อ้อมมาข้างหน้า ดวงตาเว้าวอนพยายามสบตาเขาเผื่อว่าความจริงจากใจจะเผยให้เขาเข้าใจบ้าง แต่ชายหนุ่มเมินหนีไปทางอื่นเสีย
“รุ้งออกไปก่อนเถอะ พี่อยากอยู่คนเดียว”
หญิงสาวส่ายหน้าเร็ว ๆ สองมือที่เกาะกุมลำแขนของเขายิ่งกำแน่น
“ไม่เอา รุ้งไม่อยากให้โคชเข้าใจผิดอยู่แบบนี้ โคชพูดอะไรหน่อยเถอะ ด่ารุ้งก็ได้”
เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ แล้วแกะมือเธอออกจากแขนจนพ้น
“ถ้ารุ้งไม่ไป พี่จะไปเอง”
จบคำพูดนั้น เขาก็ก้าวยาวไปทางประตูใหญ่ของห้องฟิตเนส ทอรุ้งจะวิ่งตามแต่กลับชะงัก ร้องเสียงสั่นเครือ
“โคช อย่าไปเลยนะ รุ้งยอมแล้วค่ะ ยอมแล้ว”
ร่างสูงใหญ่ชะงักฝีเท้า หญิงสาวเก็บกลั้นน้ำตาไว้ไม่ให้เอ่อล้น ด้วยกลัวว่าม่านน้ำตาจะทำให้ภาพแผ่นหลังกว้างที่เคยปลอบประโลมให้อุ่นใจอยู่เสมอนี้พร่าเลือนไป
“รุ้งไปก็ได้ แต่โคชอย่าเดินหนีรุ้งแบบนี้อีกเลย”
จากวันนั้นชัชแสนย์ก็เข้าโรงเรียนบ้าง ไม่เข้าบ้าง เมื่อได้พบกันทอรุ้งเข้าไปขอโทษด้วยความสำนึกผิดจากใจจริงที่พูดจาไม่ดีด้วย ชายหนุ่มผู้เป็นครูของเธอก็ให้อภัย ไม่ได้ถือเป็นเรื่องผิดใจกัน บอกเพียงว่าเข้าใจทุกอย่างและขอให้เธอไปขอโทษโคชโอห์ม
แน่นอนว่าทอรุ้งต้องการทำสิ่งนั้นที่สุด แต่จากวันนั้นโคชโอห์มก็ลาพักร้อนยาว ไม่มาที่ยูโดซันอีกเลย ฝากโคชคนอื่น ๆ ให้ดูแลนักเรียนในคลาสของเขาแทนรวมทั้งเธอด้วย ทอรุ้งเพลียใจเกินกว่าจะซ้อมต่อ จึงชวนแม่บ้านเพื่อนรักซึ่งมีสภาพคล้ายคนมีหัวใจแค่ครึ่งดวงไม่ต่างกันไปคุยเล่นบนดาดฟ้าของอาคารซึ่งตกแต่งเป็นสวนหย่อมเล็ก ๆ วางกระถางต้นไม้ ม้าสนาม ปูหญ้าเทียมเกือบเต็มพื้นที่ ส่วนที่เหลือปูกระเบื้องลายหิน
“นี่ ลูกไม้ แกเป็นยังไงบ้าง ยังไม่เคลียร์กับพี่แสนย์อีกเหรอถึงได้ซึมแบบนี้”
เพลงพนัสส่ายหน้าเชื่องช้า “เขามึนตึงใส่ฉันอีกแล้ว คงโกรธจนแทบจะไล่ออกทีเดียว แต่ที่ไม่ไล่คงเพราะเห็นแก่ที่ฉันเคยช่วยเหลือตอนขาเจ็บละมั้ง”
“แกไม่ลองสืบทางนายโชตินั่นล่ะ รู้จักกันอยู่แท้ ๆ ลองถามว่ารู้จักใครที่ยูโดซันบ้าง อาจได้เบาะแสเพิ่มก็ได้นะ”
“ฉันเคยถามแล้ว พี่โชติก็รู้จักโคชทุกคนนั่นแหละ ฉันไม่กล้าถามมากหรอก ไม่กล้าบอกด้วยซ้ำว่าเป็นแม่บ้านของยูโดซัน กลัวจะเป็นเรื่อง”
ทอรุ้งร้องเฮ้อยาว หนักใจแทนเพื่อนไปด้วย
“ยายปลาคาร์พเลยนำไปอีกแต้ม แล้วแกยิ่งถูกสงสัยหนักเข้าไปอีก ซวยชะมัดเลยเนอะ ทำไมคนดี ๆ อย่างแกต้องมาเจอเรื่องแบบนี้ด้วยนะ พี่แสนย์นะพี่แสนย์ ถ้าไม่อยากมีแฟนจริง ๆ ก็ไม่น่าไปลงเพจ ‘โสดเสงี่ยมเลี่ยมทอง’ แบบนั้นเลย” ท้ายประโยคนั้นเธอทำเสียงสูงอย่างอ่อนใจ “มาทำให้แกหลงรัก แล้วก็พูดง่าย ๆ แค่ว่า...ทำไปเพราะแพ้เกมในวงเหล้า แค่นี้เนี่ยนะ”
“แต่ฉันไม่คิดอย่างนั้นนะ อย่างที่ไอ้ธัชว่านั่นแหละ ฉันกับเขาเหมือนอยู่บนโลกคนละใบ” น้ำเสียงที่พูดนี้ราบเรียบจนน่าหวั่นใจ “ถ้าเขาไม่ไปลงเพจและฉันไม่บังเอิญเข้าไปในเพจวันนั้น ฉันคงไม่มีทางหาเขาเจอได้เลย”
“แกนี่มองโลกในแง่ดีจังเลยนะ แต่เอาเถอะ อย่างน้อยพี่แสนย์ก็ยังไม่มีแฟน ไม่สนใจเรื่องความรักเลยด้วยซ้ำ มุ่งแต่งานอย่างเดียวเพราะมีเดิมพันสำคัญกับคุณพ่อ เรื่องสปายถึงได้สำคัญกับเขามาก และคนมองโลกในแง่ดีอย่างแกก็ตกเป็นผู้ต้องสงสัยอันดับหนึ่ง”
ทอรุ้งแค่นหัวเราะ พูดไปพูดมาก็ชักไม่แน่ใจว่าสถานการณ์ที่เพื่อนกำลังเผชิญนี้เรียกว่าโชคดีได้หรือเปล่า หญิงสาวที่นั่งกอดเข่าบนพื้นหญ้าเทียมอยู่ข้าง ๆ ก็คงคิดไม่ต่างกัน จึงเพียงเงยหน้ามองฟ้ากว้าง เอ่ยออกมาแผ่วเบาคล้ายรำพันกับตนเอง
“ไม่เป็นไรหรอกแก เพราะอย่างน้อยฉันก็ได้รู้ใจตัวเองว่า ถึงเขาจะไม่ชอบฉัน มันก็ไม่ได้ทำให้ฉันรู้สึกดีกับเขาน้อยลงเลย”
ผืนฟ้ายามเย็นระบายด้วยสีแดงอมส้ม แต่ไกลสุดขอบฟ้ายังเป็นสีน้ำเงินเข้ม แสงแดดอ่อน ๆ อาบทั่วบริเวณกระทบเสี้ยวหน้าอันสงบนิ่งของเพลงพนัสให้เป็นสีเหลืองนวล ชวนให้รู้สึกว่าเพื่อนเธอช่างงดงามคล้ายภาพวาดของจิตรกรผู้เศร้าหมอง
อึดใจใหญ่ที่ต่างฝ่ายต่างนั่งมองท้องฟ้าราวพูดคุยปรึกษากับเมฆก้อนใหญ่บนนั้นอยู่ในใจ เพลงพนัสก็ถอนใจยาว ระบายเรื่องที่ครุ่นคิดออกมากับลมหายใจ แล้วถามยิ้ม ๆ
“แกล่ะรุ้ง เป็นไงบ้าง ง้อพี่โอห์มสำเร็จหรือยัง”
“ไม่เลยแก สถานการณ์ฝั่งฉันก็ไม่ดีเหมือนกัน โคชไม่รับสาย ไม่ตอบข้อความ ตัวโตซะเปล่า แต่ใจน้อยชะมัด ขี้งอนยังกับอะไร เอะอะเป็นเดินหนี ผู้ชายจริงอ๊ะเปล่าเนี่ย ฉันเป็นผู้หญิงแท้ ๆ ยังแมนกว่าเลย”
เพลงพนัสหัวเราะออกมาได้เป็นครั้งแรก หันไปตีแขนเพื่อนเผียะ “ยังอีก ยังจะพูดแบบนี้อีก ไม่เข็ดหรือไง”
คนถูกตีหน้าหมองลงทันใด เท้าคางลงกับหัวเข่าของตนเอง
“เข็ดสิ ที่แกเคยเตือนฉันว่าระวังความบุ่มบ่ามใจร้อนปากไวจะย้อนกลับมาทำร้ายตัวฉันเอง มันเป็นแบบนี้เองสินะ แต่ว่านะลูกไม้ สิ่งที่ร้ายยิ่งกว่าการย้อนมาทำร้ายตัวเองคืออะไรรู้ไหม”
“อะไรเหรอ”
“มันไปทำร้ายคนที่ฉันรักด้วยน่ะสิ”
เพลงพนัสโอบแขนรอบบ่าเพื่อน เอ่ยน้ำเสียงอบอุ่นว่า “ไม่เป็นไรนะ แกเคยบอกฉันนี่นาว่าทุกอย่างแก้ไขได้”
ทอรุ้งพยักหน้าเนือย ๆ “เท่ากับว่าตอนนี้เราสองคนตกที่นั่งเดียวกันแล้วสินะ ฉันเองก็คงต้องพิสูจน์ตัวเองให้โคชเห็นเหมือนกันว่าฉันไม่ได้ตั้งใจกล่าวหาว่าเขาเป็นคนร้าย และถ้าโคชยังโกรธ ไม่ยอมพูดกับฉันอยู่อีก ฉันก็จะไถ่โทษด้วยการจับตัวสปายมาให้ได้ เรามาร่วมมือกันนะ”
พูดจบก็ยื่นมือไป เพลงพนัสยื่นมือมาจะจับด้วย แต่ยังยึกยักลังเล
“แต่ฉันยังนึกไม่ออกเลยนะว่าจะจับสปายได้ยังไง ตอนนี้เราแทบไม่มีเบาะแสอะไรเลย”
ทอรุ้งคว้ามือเพื่อนมาจับเสียเอง “ไม่มีก็ช่างปะไร เดี๋ยวเรารอจนมันเคลื่อนไหวอีกครั้ง รับรองต้องเจอเบาะแสจนจับตัวมันได้แน่ ๆ”
***ลง 60% ของเรื่อง หลังจากนั้นจะเปิดพรีออเดอร์เล่ม+อีบุ๊กค่ะ ขอให้อ่านอย่างมีความสุขนะคะ***
รุ้งเอ๊ยยย ปากพาซวยแท้ ๆ ดูซิ โคชโอห์มโกรธใหญ่เลย
แบบนี้ก็ต้องมาไถ่โทษ เข้าขบวนการจับสปายอีกคนแล้วละ 55