แสงแดดอ่อน ๆ ยามเช้าช่วยให้อากาศหนาวเย็นอบอุ่นขึ้นบ้าง ขบวนของชายหญิงทั้งสี่เตรียมออกเดินทางสู่เมืองซันซี จ้าวหลินตัดสินใจไปกับหลินจิง แม้จะเป็เช้าที่สดใส หากแต่การลาจากก็ทำให้บรรยากาศเศร้าหมองลง...
“ท่านลุง ท่านป้า ข้าไม่อยู่ พวกท่านต้องรักษาสุขภาพนะคะ ท่านป้าท่านก็อย่าเอาแต่ทอผ้านะ อาการปวดหลังจะได้ไม่กำเริบ” จ้าวหลินพูดไปน้ำตาไหลไป จนหลินจิงต้องเข้ามาโอบไหล่พร้อมให้กำลังใจ..
“อย่าร้องไห้เลยเสี่ยวหลิน ท่านลุงท่านป้าจะเป็ห่วงเ้าเสียเปล่า ๆ ...เมื่อข้าจัดการธุระต่าง ๆ เรียบร้อย ข้าจะให้คนพาเ้ากลับมาเยี่ยมท่านลุงกับท่านป้านะ เ้าไม่ต้องกังวลไป... ส่วนท่านลุงท่านป้า พวกท่านไม่ต้องเป็ห่วงเสี่ยวหลินนะคะ ข้าสัญญาว่าจะดูแลนางอย่างดี”
“ขอบคุณคุณหนูมาก... เสี่ยวหลินไปอยู่กับคนน่ารักอย่างคุณหนู ลุงก็เบาใจ...นี่เริ่มสายแล้ว พวกท่านรีบออกเดินทางเถอะ จากนี่ไปถึงเมืองหลวงก็น่าจะต้องใช้เวลาเดินทางอีกเกือบสามวัน รีบออกเดินทางจะได้ไม่เสียเวลา...ขอให้พวกท่านโชคดี”
ดวงอาทิตย์ยามบ่ายทอแสงเจิดจ้ากลางท้องฟ้า ขบวนของทั้งสี่คนเดินทางมาได้หลายชั่วยามจนถึงจุดที่สูงที่สุดของูเา ซึ่งเป็ลานดินกว้าง ด้านหนึ่งเป็ป่าโปร่ง ที่แสงแดดยังพอส่องผ่านยอดไม้ลงมาได้ อีกด้านแม้เป็หน้าผาสูง แต่ลานดินตรงนี้ก็กว้างขวางมากพอ จึงไม่ค่อยน่ากลัวสักเท่าไหร่ หลังจากพินิจสภาพพื้นที่แล้ว หากจะหยุดพัก ตรงนี้น่าจะเหมาะสมที่สุด เพราะจากจุดนี้ไปเส้นทางจะค่อยลาดลงเขาน่าจะไม่สะดวกสักเท่าไหร่ ไท่หยางจึงพูดกับหญิงสาวทั้งสองที่กำลังเพลิดเพลินกับทิวทัศน์ผ่านหน้าต่างบานเล็กของรถม้า
“จิงจิง เสี่ยวหลิน เ้าหิวหรือยัง ข้าว่าเราแวะกันตรงนี้สักหน่อยเถิด เรามีอาหารที่ท่านป้ากับเสี่ยวหลินเตรียมมาให้แล้ว ตรงนี้เป็ลานดินกว้าง และจากจุดนี้ไปเส้นทางจะลาดลงเขา เราจะหยุดพักลำบากกว่านี้ พักทานอาหารสักครู่ ให้ม้ามันได้พักดื่มน้ำสักหน่อยด้วย แล้วค่อยเดินทางต่อ เราน่าจะเข้าเขตเมืองต้าชาน่เย็น ๆ แล้วค่อยหาโรงเตี๊ยมในเมืองพักก็แล้วกัน”
ทั้งสี่คน และคนขับรถม้าหยุดพักริมชายป่า มีโขดหินใหญ่ใต้ร่มไม้ร่มรื่นพอให้นั่งพักได้ ในขณะที่พวกเขากำลังทานอาหารกันอยู่ ก็มีเสียงม้าวิ่งดังมาแต่ไกล เสียงเกือกม้าวิ่งกระทบพื้นดินดังกึกก้อง ซึ่งหมายถึงฝูงม้าหลายตัว และเสียงเกือกม้าแบบนี้ เป็ม้าศึกแน่นอน...ทหาร หรือกองโจร?
ไท่หยางและฮุ่ยเฟินไหวตัวทันที ทั้งสองรีบจับกระบี่คู่ใจเตรียมระวังภัย
“จิงจิง เสี่ยวหลิน พวกเ้ารีบขึ้นรถเดี๋ยวนี้ เราต้องออกเดินทางก่อน ไม่รู้ว่าเสียงที่ได้ยินเป็ม้าของทหาร หรือกองโจร แต่เราไม่ควรเสี่ยง ดูท่าจะมากันหลายคน .. ท่านลุง ท่านเข้าไปนั่งในรถกับแม่นางทั้งสอง ฮุ่ยเฟิน เ้าไปคุมรถม้าแทน ข้าจะไปนั่งด้านในคุ้มครองพวกเขา”
“ขอรับคุณชาย..ไป..ท่านลุงท่านรีบขึ้นไป” ฮุ่ยเฟินพูดพลางช่วยดันร่างของลุงคนคุมรถม้าให้เข้าไปนั่งด้านใน แล้วโหนตัวเองขึ้นไปนั่งด้านหน้า พร้อมสะบัดบังเหียนเพื่อให้ม้าทั้งสองตัวที่เทียมกับรถเร่งออกตัววิ่งไปอย่างรวดเร็ว
รถเทียมม้าที่พวกเขาเช่ามาพร้อมลุงคนขับเป็เพียงรถม้าสำหรับใช้เดินทาง และขนส่งสิ่งของเท่านั้น ไฉนเลยจะสู้กับฝีเท้าของม้าศึกได้ เพียงครู่เดียวเหล่าม้าศึกที่พวกเขาเร่งหนีมาก็ตามมาประชิด พวกมันมีถึงสิบคน ส่วนหนึ่งควบม้าแซงหน้ารถม้าของหนุ่มสาวทั้งสี่ แล้วมาหยุดด้านหน้าเพื่อล้อมรถม้าเอาไว้
ฮุ่ยเฟินจำต้องดึงบังเหียนให้เ้าม้าทั้งสองตัวหยุดวิ่งอย่างกะทันหัน
ไท่หยาง ส่งสัญญาณบอกทุกคนให้เงียบ รอดูสถานการณ์
“พวกท่าน้าสิ่งใดกัน เหตุใดจึงมาปิดกั้นเส้นทางเช่นนี้” ฮุ่ยเฟินะโถามออกไป
“ส่งตัวหญิงสาวในรถมา แล้วพวกเราจะปล่อยพวกเ้าไป” หนึ่งในกลุ่มคนเ่าั้ะโตอบกลับมา
“เห็นทีจะไม่สามารถทำได้!” ไท่หยางะโตอบออกมา พร้อมะโออกจากรถ ในมือกระชับกระบี่เตรียมพร้อม ฮุ่ยเฟินก็เช่นกัน
“งั้นพวกเ้าก็ตายเป็ผีเฝ้าป่าแถวนี้ไปก็แล้วกัน”
จากนั้นคนทั้งสิบก็กระโจนลงจากหลังม้า แล้ววิ่งเข้าโจมตีไท่หยางและฮุ่ยเฟิน ที่ปักหลักป้องกันรถม้าเอาไว้ ฝีมือกระบี่ของชายหนุ่มทั้งสองถือว่าอยู่ในระดับที่ดีมาก แต่น้ำน้อยย่อมแพ้ไฟ เมื่อสบโอกาสที่การประมือของทั้งสองฝ่ายเคลื่อนย้ายออกห่างจากรถม้า หนึ่งในกลุ่มผู้โจมตีก็เข้าไปนำตัวหลินจิงออกมา โดยมีเสี่ยวหลินพยายามยื้อยุด ชายผู้นั้นผลักนางเสียหลักล้มลง แล้วลากตัวหลินจิงที่พยายามดิ้น ขัดขืน ออกมาจากเหตุการณ์ชุลมุนต่อสู้ ไท่หยางจึงรีบหันตัวกลับมา แล้ววิ่งไปในทิศที่หลินจิงกำลังถูกชายผู้นั้นถูลู่ถูกังลากตัวแยกออกไป เพื่อเร่งไปช่วยนาง แต่ก็ทำได้ไม่ถนัดนัก เพราะยังต้องคอยหลบคมดาบที่กลุ่มโจรหลายคนกำลังรุมฟาดฟันใส่เขา
เขาวิ่งไปจนเกือบจะถึงตัวหลินจิงอยู่แล้ว แต่ด้วยความห่วงและพะวักพะวง เขาจึงพลาดท่าโดนดาบของอีกฝ่ายฟันเข้าจากทางด้านหลัง ทำให้เขาเสียหลักเกือบจะล้มลง แต่ยังเอากระบี่ยันกับพื้นไว้ได้ และใช้แรงที่เหลือยันตัวเองขึ้นมาเพื่อจะวิ่งต่อไปให้ถึงตัวหลินจิง แต่ด้วยาแฉกรรจ์ ทำให้เขาเคลื่อนตัวได้ช้าลง ในที่สุดก็พลาดท่า โดนคมดาบของเหล่าโจรอีกถึงสามแผลจนร่างกายเขาฝืนไปต่อไม่ไหว ล้มลงจมกองเืตนเองกับพื้นดิน
"พี่หยาง!" หลินจิงะโเรียกด้วยความใเมื่อเห็นภาพที่ชายหนุ่มถูกฟันหลายครั้งจนล้มจมกองเืไปต่อหน้า นางยิ่งออกแรงดิ้น เพื่อจะวิ่งกลับไปหาไท่หยางที่กำลังจะล้มลง สีเืแดงฉานเปรอะเปื้อนชุด และไหลอาบร่างชายหนุ่มไปจนทั่วพื้นดินรอบกายอย่างน่าหวาดกลัว
ร่างกายเขาเต็มไปด้วยเืจากาแทั้งด้านหน้าและด้านหลัง แต่ยังพยายามเสือกกระสนร่างเพื่อไปช่วยหลินจิง แต่เรี่ยวแรงเขาไม่มีเหลือ ในยามที่สติเหลือเพียงน้อยนิด สายตาเริ่มพล่าเรือน เขาเห็นชายผู้นั้นกึ่งลากกึ่งจูงนางไปริมหน้าผา หลินจิงยังคงต่อสู้ทั้งน้ำตา และเสียงโหยไห้ ร้องเรียกชื่อชายหนุ่ม นางพยายามปัดป่าย ผลักใส จนฟาดฝ่ามือไปที่ใบหน้าของชายผู้นั้นเต็มแรง ด้วยโทสะ เขาจึงใช้ดาบแทงเข้าไปที่บริเวณท้องของนาง เืแดงฉาดไหลเปรอะเปื้อนชุดสีขาวเป็ทาง เสี่ยวหลินวิ่งเข้าไปเพื่อจะช่วย นางพยายามเอาก้อนหินทุบที่ด้านหลัง แต่ก็ไม่สามารถทำร้ายชายผู้นั้นได้ เขาหันกลับมาจับแขนและเหวี่ยงร่างนางไปทางหน้าผา แล้วถีบนางเข้าที่ท้อง จนล้มไปชนกับหลินจิงที่ทรุดร่างลงท่ามกลางกองเื ด้วยแรงกระแทกจึงทำให้หญิงสาวทั้งสองเสียหลัก ล้มหงายไปทางหน้าผาด้านหลังที่มีแต่เพียงอากาศว่างปล่าวรองรับ....