หญิงสาวผู้นี้นั่งสงบนิ่งไม่ไหวติงอยู่ภายในห้องขังหนึ่ง แสงจากคบเพลิงทำให้เห็นใบหน้าซีกขวาของเธออย่างชัดเจน มันเป็รอยแผลพุพองขนาดใหญ่ น่าเกลียด น่ากลัว แต่เฟยเจินกลับไม่สนใจ เธอเดินตรงไปหาหญิงสาวผู้นี้
“ทาสผู้นี้ไม่มีประวัติเสื่อมเสียเลยขอรับ นางเป็ลูกอนุ ถูกขายออกมาเป็ทาสเพราะครอบครัว้าเงินไปใช้หนี้พนันให้ลูกชายของฮูหยินเอก น่าเสียดายที่หน้าตาเสียโฉมยิ่งนัก จึงไม่ถูกใจนายท่านหลายๆ คน” ชายข้ารับใช้เปิดห้องขัง กระชากทาสสาวผู้นี้ออกมายืนข้างนอกห้องขัง ตรงหน้าเฟยเจิน
“พี่ชายโปรดถอยออกไปก่อน ข้าขอคุยกับหญิงสาวผู้นี้เพียงลำพังเ้าค่ะ” เฟยเจินสังเกตเห็นรอยแดงที่ชายข้ารับใช้ทิ้งรอยไว้ ในตอนที่กระชากข้อมือทาสหญิงผู้นี้ เธอจึงขอให้เขาออกไปก่อน
เฟยเจินใช้มือสองข้างจับหน้าหญิงสาวตรงหน้าให้สบตาเธอ นางมีดวงตากระจ่างใสและมุ่งมั่นเป็อย่างยิ่ง แม้หญิงสาวจะทำหน้าสงบนิ่ง จ้องตาเธอกลับ แต่เธอก็มิเห็นความร้ายกาจหรือสายตาคิดร้ายใดๆ ในสายตาของนางเลย
“หากเ้ายินดีจะถวายความภักดีให้ข้า ก็ตามข้ากลับไป ข้ามิบังคับเ้า ชีวิตเป็ของเ้า เ้าต้องเป็คนกำหนดเอง” เฟยเจินกระซิบเสียงเบาข้างหูนาง ก่อนจะผละตัวออกมา หันหลังให้นาง เตรียมเดินไปทางออก
“ข้ายินดีเ้าค่ะ!” ทาสหญิงตัดสินใจคุกเข่าลง มือสองข้างวางบนพื้น โขกหัวลงกระทบพื้นเสียงดัง พูดด้วยความมั่นใจ
“ตามข้ามา” เฟยเจินมิได้หันกลับไปมอง เธอยิ้มเล็กน้อยและเดินต่อไปจนถึงทางออก ขนาบข้างด้วยเย่วซิน และมีทาสสาวเดินตามหลังด้วยใบหน้าซาบซึ้งใจ
“ทาสผู้นี้ 8 ตำลึงเงินขอรับ” ชายข้ารับใช้เห็นเฟยเจินเดินมาหาตนพร้อมทาสสาว เขาจึงรีบพาเธอไปจ่ายเงินและส่งมอบใบสัญญาทาสด้วยความยินดี
ทาสหญิงคุกเข่าลงอีกครั้ง หลังจากเดินออกมาจากโรงค้าทาสไม่ไกลมากนัก
“คุณหนูได้โปรดตั้งชื่อใหม่ให้ข้าด้วยเ้าค่ะ” หญิงสาวพูดพร้อมสบตาเ้านายคนใหม่
“… ซูฮุ่ยอิง” เฟยเจินนิ่งไปครู่หนึ่ง ก่อนจะบอกชื่อที่เธอคิดออกไป ฮุ่ยอิงที่แปลว่า ดอกไม้แห่งปัญญา เพราะเมื่อดูดีๆ จะเห็นว่าแต่เดิมหญิงสาวผู้นี้มีใบหน้าที่งดงาม แต่ตอนนี้กลับโดนรอยแผลปิดบังความงามจนหมด
“ฮุ่ยอิงขอสาบานว่าจะจงรักภักดีกับคุณหนูและครอบครัวคุณหนูตลอดไปเ้าค่ะ” หญิงสาวโขกหัวตนอีกครั้งเสียงดังจนเกิดรอยช้ำเด่นชัดบนหน้าผากนาง น้ำตาที่พยายามเก็บซ่อนไว้ทะลักออกมาเมื่อเฟยเจินยื่นมือมาช่วยพยุงตัวนางขึ้นจากพื้น
“ขอบพระคุณเ้าค่ะคุณหนู” แม้นางจะตัวสูงกว่าเ้านายคนใหม่ แต่ตอนนี้นางกลับร้องไห้เหมือนเด็กน้อย สู้คุณหนูที่เป็เด็กผู้หญิงตัวเล็กๆ มิได้เลย นางยื่นมือออกไปรับผ้าเช็ดหน้าจากคุณหนูด้วยความซาบซึ้ง เช็ดน้ำตาที่ไหลรินออกมาอย่างลุกลน
เด็กหญิงมองท้องฟ้า ตอนนี้ยังมีเวลาเหลืออยู่ เธอจึงเดินไปร้านผ้าที่เคยไปเลือกซื้ออีกครั้ง เด็กสองคนตามหลังด้วยหญิงข้ารับใช้คนใหม่เดินเข้าไปในร้านเฟินเฟินชื่อดังในเมืองไฉเฟิงแห่งนี้ด้วยกัน
“ข้าขอจองห้องพิเศษ 1 ห้องเ้าค่ะ” ร่างเล็กหันไปบอกเสี่ยวเอ้อร์ด้วยเสียงสดใส
“ตามข้าน้อยมาขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์รีบผงกหัว เดินนำพวกเธอไปยังห้องพิเศษ ห้องสามบนชั้นสอง
เข้ามานั่งในห้องได้ไม่นาน มือกำลังยกชาขึ้นจิบแก้กระหาย เสี่ยวเอ้อร์อีกคนก็ผลักประตูเข้ามาด้วยความรีบร้อน เฟยเจินนึกแปลกใจ ทำไมเสี่ยวเอ้อร์จึงเสียมารยาทเพียงนี้
“ข้าจะขอจองห้องนี้ต่อจากเ้าในราคาอีกเท่าหนึ่ง!” สาวน้อยอายุราว 14 ปีพูดขึ้นเสียงดัง หลังจากตามเสี่ยวเอ้อร์เปิดประตูเข้ามาอย่างไร้มารยาท
“คุณหนูท่านนี้ขอรับ พอดีห้องนี้ถูกจองแล้วขอรับ ร้านเรามีนโยบายผู้ใดมาก่อนได้ก่อนขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ที่พาพวกเฟยเจินเข้ามารีบพูดขึ้นด้วยความอ่อนน้อม
“เป็แค่เสี่ยวเอ้อร์บังอาจตัดสินใจได้หรือ คุณหนูข้าบอกว่าจะจองห้องนี้ต่อในราคาอีกเท่าหนึ่งเชียว รีบไปตามผู้จัดการร้านมา!” สาวน้อยข้ารับใช้อายุอานามดูอ่อนกว่าเ้านายเพียงปีสองปีพูดขึ้นมาด้วยความโมโห หลังจากเห็นสีหน้าอันบูดเบี้ยวบนใบหน้าคุณหนูของตน
ยามนี้เฟยเจินเพียงมองเหตุการณ์อย่างนิ่งสงบเท่านั้น เธออยากจะเห็นการตัดสินใจของผู้ดูแลจึงมิได้กล่าวสิ่งใดออกไปและยกมือห้ามเย่วซินกับฮุ่ยอิงเอาไว้ เพราะดูเหมือนสองคนนี้จะพุ่งไปจัดการกับคุณหนูและข้ารับใช้ผู้นั้นอยู่รอมร่อ
“ไม่ทราบว่าเกิดเื่อันใดขึ้นงั้นหรือเ้าคะ” หญิงวัยกลางคนท่าทางสุขุมเข้ามาเพื่อพบแขกห้องพิเศษ แต่กลับได้ยินเสียงเอะอะโวยวายเสียงดัง ผู้ใดกันช่างไร้มารยาทเสียจริง นางคิด
“คุณหนูของข้า้าจองห้องนี้ต่อในราคาอีกเท่าหนึ่งเ้าค่ะ แต่เสี่ยวเอ้อร์ผู้นี้กลับไม่ยอมรับข้อเสนอของคุณหนูข้า ท่านเจียวหรงช่วยสั่งสอนเขาทีเ้าค่ะ” หลังเห็นใบหน้าหญิงวัยกลางคนและนึกออกว่าเป็ผู้จัดการร้าน สาวน้อยข้ารับใช้จึงรีบยืดอกพูดขึ้นเอาใจคุณหนูตน
“ผู้ใดมาก่อนงั้นหรืออาโจว” ลี่เจียวหรงหันไปถามเสี่ยวเอ้อร์ที่ยืนข้างเฟยเจินด้วยน้ำเสียงสุขุม
“ท่านผู้นี้มาก่อนขอรับ ข้าน้อยเป็คนเปิดห้องเองขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์นาม มู่โจว พูดขึ้นอย่างรวดเร็วและผายมือไปทางเฟยเจินด้วยความเคารพ
“คงต้องขอเชิญคุณหนูท่านนี้ด้วยเ้าค่ะ ทางร้านเราให้สิทธิ์ผู้มาก่อนได้ใช้ห้องก่อนเ้าค่ะ” ลี่เจียวหรงหันไปผายมือเชิญคุณหนูผู้นั้นออกไปด้วยความเคารพ
“ท่านเจียวหรง คุณหนูผู้นี้ คือ ‘เจียลี่มี่’ ลูกสาวคนเล็กของเ้าเมืองไฉเฟิงแห่งนี้นะเ้าคะ!” สาวน้อยข้ารับใช้รีบยื่นแขนข้างหนึ่งไปขวางหน้าคุณหนูตน ราวกับกำลังปกป้อง
หญิงวัยกลางคนมองหน้าสาวน้อยผู้ถูกเรียกว่า คุณหนู อีกครั้ง นางมองราวกับจำมิได้ว่าคุณหนูผู้นี้เป็ใคร ก่อนจะพูดออกมาอีกครั้ง “เชิญเ้าค่ะ”
สาวน้อยข้ารับใช้อ้าปากค้างด้วยความประหลาดใจ เป็ไปไม่ได้ที่ผู้จัดการร้านจะลืมคุณหนูตน เพราะพวกนางเป็ลูกค้าประจำ
ในความเป็จริง คือ ลี่เจียวหรง มิเคยจดจำคุณหนูตระกูลเจียผู้นี้เลย นางเพียงจดจำคนที่นางอยากจะจดจำเท่านั้น
เฟยเจินรับรู้ถึงร่างกายอันสั่นเทาของหญิงสาวข้างกายเล็กน้อย จึงหันไปมอง เห็นฮุ่ยอิงกำลังพยายามกลั้นขำอย่างสุดชีวิต ทำให้เธอเผลอยิ้มออกมาอย่างช่วยมิได้
“ข้าไม่ยอม!” ใบหน้าสาวน้อยผู้ถูกลืมเปลี่ยนเป็สีแดงก่ำด้วยความอับอาย นางะโขึ้นอย่างไม่ยินยอม
“ข้ายินยอมแบ่งห้องครึ่งหนึ่งให้แขกผู้นี้เ้าค่ะ” ยังไม่ทันที่หญิงวัยกลางคนจะพูดอันใดขึ้น เฟยเจินก็ยืนขึ้นมาช้าๆ พร้อมพูดขึ้นเสียงใส
ลี่เจียวหรง หันไปมองทางเฟยเจิน ถอนหายใจภายในใจเบาๆ บางทีนี่อาจจะเป็การแก้ปัญหาที่ดีที่สุด ณ เวลานี้
“ถ้าอย่างนั้น ข้าจะให้คนนำเอาฉากกั้นมาให้นะเ้าคะ แบ่งเป็สองฝั่งด้วยฉากกั้นคงจะเป็ส่วนตัวมากยิ่งขึ้นเ้าค่ะ” นางโบกมือให้เสี่ยวเอ้อร์ทั้งสองไปนำฉากกั้นมากั้นบริเวณครึ่งหนึ่งของห้องและจัดระเบียบ ย้ายโต๊ะกับเก้าอี้บางส่วน
“หึ!” เจียลี่มี่แค่นเสียงใส่พวกเฟยเจิน ก่อนจะเดินไปอีกฝั่งหนึ่งที่ถูกกั้นด้วยฉากกั้นเรียบร้อยแล้ว
เฟยเจินนั่งเปิดหนังสือที่ผู้จัดการร้านนำมาให้พร้อมจิบชาแก้กระหาย หนังสือนี้รวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับผ้าในร้านไว้ทั้งหมด มีทั้งรูปภาพและข้อมูล เช่น สี เนื้อผ้า ราคา อย่างครบถ้วน ซึ่งมีไว้สำหรับใช้ในการตัดชุดโดยเฉพาะ
“เย่วซิน ฮุ่ยอิง พวกเ้าว่าสีนี้เหมาะกับข้าหรือไม่” เฟยเจินชี้รูปผ้าฝ้ายสีม่วงพับหนึ่ง ผ้าฝ้ายมีคุณสมบัติดูดความชื้น ระบายความร้อนและทนทานต่อการขัดถู หากนำไปตัดเย็บทำเสื้อผ้าสวมใส่ในคิมหันตฤดูเช่นตอนนี้ หรือนำไปทำเป็ผ้าเช็ดตัว ผ้าปูที่นอน คงจะดีอย่างแน่นอน
“สีนี้งดงามมากเ้าค่ะ ฮุ่ยอิงคิดว่าคุณหนูเหมาะกับทุกสีเลยเ้าค่ะ” หญิงสาวพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม นางมิได้พูดเกินจริงเลย เพราะคุณหนูเฟยเจินมีผิวขาวใสเนียนนุ่มดั่งเด็กทารก หากใส่สีอันใดก็คงเหมาะทุกสีเป็แน่
เจียลี่มี่แอบฟังบทสนทนาของพวกเฟยเจินอีกฟากหนึ่งของฉากกั้น นางหัวเราะในใจ ก่อนจะใช้เท้าข้างหนึ่งเตะเข้าที่ขาของสาวน้อยที่คอยรับใช้อยู่ด้านข้าง สื่อว่าให้พูดอะไรบางอย่าง
“ไอหยา หมูหมากาไก่ที่ไหน ช่างพูดได้ไม่อายปากเสียจริง” สาวน้อยข้ารับใช้รีบทำหน้าที่ตน นางพูดเสียงดังราวกับอยากให้ทุกคนได้ยิน
“อืม แล้วเ้าคิดเห็นอย่างไร เย่วซิน” เฟยเจินไม่คิดสนใจคำพูดของอีกฟากหนึ่ง เธอหันไปถามเย่วซินด้วยน้ำเสียงใสกระจ่าง
“…” เย่วซินมิได้พูดอันใด เขาทำเพียงพยักหน้าสื่อว่า ‘ดี’ เท่านั้น
แม้ฮุ่ยอิงจะรู้สึกโกรธ แต่นางก็ไม่ได้ชักสีหน้า หรือพูดอันใดตอบกลับไป นางทำตามเฟยเจิน โดยการไม่สนใจเสียงของอีกฟากหนึ่ง และพูดคุยเื่ผ้าต่ออย่างเบิกบาน
เฟยเจินคิดถึงเสื้อผ้าในภพก่อนของเธอที่มีความเบาสบาย คล่องตัว เธอจึงขอกระดาษกับพู่กันจากหญิงวัยกลางคน และลงมือร่างแบบชุดที่เธอ้า ซึ่งเธอประยุกต์จากเสื้อผ้าภพก่อนและเสื้อผ้าสมัยนี้เข้าด้วยกัน จนเกิดเป็แบบผ้าที่มิเคยมีมาก่อนในแผ่นดินนี้
ลี่เจียวหรง ขอดูแบบผ้าที่เฟยเจินวาดไว้ทั้งห้าชุดด้วยกัน นางรู้สึกประหลาดใจและตื่นเต้นในเวลาเดียวกัน นี่มันเป็พร์หรืออย่างไรกัน เด็กหญิงคนนี้วาดออกมาได้สวยงาม แปลกใหม่และสมบูรณ์แบบในชุดชุดเดียว
“แบบชุดแปลกใหม่ สวยงามยิ่งนักเ้าค่ะ ข้าจะรีบให้คนเริ่มตัดเย็บเย็นวันนี้เลยเ้าค่ะ” หญิงวัยกลางคนพูดด้วยดวงตาเปล่งประกาย
เจียลี่มี่ได้ยินผู้จัดการร้านชมเด็กผู้หญิงอีกฟากหนึ่งไม่หยุด ทำให้นางรู้สึกคันยุบยิบในใจเหมือนมีแมวมาข่วนเป็สิบๆ ตัว หญิงสาวหันไปกระซิบอะไรบางอย่างกับสาวน้อยข้ารับใช้เสียงเบา ก่อนจะเดินข้ามฉากกั้นมาหาพวกเฟยเจินด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม เป็มิตร
หญิงสาวเหลืองมองแก้วน้ำชาใบเล็กที่วางอยู่ไม่ไกลจากกระดาษนักพร้อมเดินตรงไปด้วยรอยยิ้ม แกล้งทำเป็พูดคุยกับหญิงวัยกลางคนสองสามคำ
“ไอหยา!” นางพูดด้วยน้ำเสียงใ หลังจากแกล้งทำเป็ล้มและปัดแก้วน้ำชาให้หกไปทางกระดาษแบบชุดที่เฟยเจินวาด น้ำชาร้อนๆ กระเด็นไปโดนแบบชุด 2 แผ่นเต็มกระดาษ อีก 3 แผ่นเพียงเปอะเปื้อนเล็กน้อยเท่านั้น