ผมได้เงินสิบล้านบาทจากคุณวรเดช เด็กอายุเพียงยี่สิบปีอย่างผมได้เงินถึงสิบล้านบาท!
ตอนแรกคุณวรเดชบอกว่าถ้าปั่นหุ้น IE สำเร็จ จะให้ผม 20% แต่ตอนหลังคุณวรเดชถูกหักหลัง ต้องเอาบริษัทไปค้ำประกันเพื่อกู้เงินกับต่างชาติ แถมต้องยืมหุ้นมาขายเพื่อทุบหุ้นลงไปหนักๆ อีก ซึ่งทำให้ขาดทุนเละมาก
แม้จะขายหุ้นได้กำไรมาก แต่ความเสี่ยงก็มหาศาล หากแผนผิดพลาดอาจทำให้คุณวรเดชพังทั้งชีวิตได้ ดังนั้นเงินสิบล้านบาทสำหรับผมถือว่าพอใจมากแล้ว
ผมได้เป็นรองหัวหน้าฝ่ายการตลาด สามารถดูแลแนะนำลูกค้าให้ซื้อหุ้นได้ แต่การที่จะสามารถหาลูกค้าแนะนำลูกค้าให้ซื้อหุ้นได้นั้นต้องสอบซิงเกิลไลเซ่นก่อน (Single License-ผู้แนะนำการลงทุนด้านหลักทรัพย์)
พี่หลินแนะนำผมให้ไปเรียนเพื่อสอบซิงเกิลไลเซ่น ซึ่งจริงๆ การจะเป็นมาร์เก็ตติ้งเต็มตัวต้องสอบอย่างอื่นอีก ซึ่งผมกำลังหัดบินต้องค่อยๆ เรียนรู้ไป
ผมเดินเข้าบริษัทมาด้วยตำแหน่งรองหัวหน้าฝ่ายการตลาดเป็นที่จับตามองของคนทั้งบริษัท ส่วนหัวหน้าฝ่ายการตลาดชื่อเมฆ เป็นผู้ชายอายุสี่สิบกว่าปีปลายๆ แต่มีบุคลิกดีดูภูมิฐาน
ไม่เพียงแค่นั้น คุณวรเดชซื้อโฆษณาผ่านทางโซเชียลมีเดียโปรโมทผม บอกว่าผมได้เป็นรองหัวหน้าฝ่ายการตลาดตั้งแต่อายุยังน้อย แต่ช่วยทำกำไรให้บริษัทวิทยทรัพย์นับพันล้าน
เริ่มมีนักข่าวโทรมาขอสัมภาษณ์ผม อัดคลิปเล่าประวัติตนผ่านสื่อโซเชียล มีคนจำนวนมากเริ่มติดต่อมาอยากเป็นลูกค้าผม ซึ่งผมยังคงรับลูกค้าเองโดยตรงไม่ได้ ต้องให้พี่เมฆช่วยเซ็นรับแทนไปก่อน
คุณหญิงวิมลรัตน์คือผู้ที่ไว้ใจผมคนแรก แกโอนเงินมาเปิดพอร์ทหุ้นกับผมยี่สิบล้านบาท การปั่นหุ้นครั้งที่แล้วแกเอาเงินมาลงทุนด้วยยี่สิบล้าน ได้ส่วนแบ่งไปหลายล้านเหมือนกัน เธอยังชวนเพื่อนคุณหญิง คุณนายทั้งหลายมาเปิดพอร์ทหุ้นกับผมด้วย
วันนี้คุณวรเดชเรียกผมเข้าพบ เขาถามผมว่า
“รู้ไหมเธอต้องทำอะไรเป็นอันดับแรก?”
“หาลูกค้าเหรอครับ?”
“ไม่ใช่”
“แล้วทำอะไรครับ?”
“สร้างผลงาน เมื่อเธอมีผลงาน ลูกค้าจะแห่มาสมัครกับเธอเอง” คุณวรเดชตอบ
คุยกันอีกสักพัก ผมก็ออกจากห้องคุณวรเดชมา ผมเก็บเอาคำพูดคุณวรเดชไปคิด ผมจะสร้างผลงานได้ยังไง?
พอได้เป็นรองหัวหน้าฝ่ายการตลาดสักหนึ่งอาทิตย์ ผมก็รู้ว่ามันไม่ได้สวยหรูเหมือนที่คิด ผมนั่งมองดูตลาดหุ้นที่ตกลงแทบทุกวันๆ ปีก่อนดัชนีอยู่ที่ 3000 จุด ตอนนี้เหลือเพียง 1700 จุด ตกลงมาเกือบจะครึ่งอยู่แล้ว คนเจ๊งหุ้นเลิกเล่นไปก็เยอะ ตลาดหุ้นทั่วโลกก็ลงตลอด แบบนี้ใครจะอยากเล่นหุ้นกับผมล่ะ ขืนผมไปซี้ซั้วแนะนำหุ้นก็ขาดทุนเจ๊ง โดนด่ายับพอดี
ผมนั่งไล่หาหุ้นไปเรื่อยๆ ว่าจะเชียร์ลูกค้าซื้อหุ้นอะไรดี ตอนนี้เศรษฐกิจโลกตกต่ำ คนงานโดนปลด โรงงานก็ปิด ราคาน้ำมันก็ตก ดังนั้นกลุ่มพลังงานไม่น่าจะเป็นตัวเลือกที่ดี
กลุ่มแบงก์ล่ะ ตอนนี้หนี้เสียมากมาย ธนาคารแห่งประเทศไทยก็ประกาศลดดอกเบี้ย ทำให้รายได้จากดอกเบี้ยของแบงก์ตกลง ก็ไม่ดีอีก
กลุ่มค้าปลีกล่ะ คนตกงานเยอะแยะ ประท้วงไปทั่ว กำลังซื้อก็ลดน้อยลง คนเข้าห้าง เข้าร้านสะดวกซื้อน้อยลง กำไรลดน้อยลง กลุ่มสื่อสารล่ะ เบอร์มือถือในประเทศไทยมีเกิน 120 ล้านเลขหมาย แต่จำนวนคนไทยมีราว 70 กว่าล้านคน แสดงว่าคนไทยหนึ่งคนใช้เกือบสองเบอร์ มันเต็มอิ่มแล้วสำหรับกิจการมือถือ แม้รายได้จะยังพอใช้ได้ในช่วงเศรษฐกิจแบบนี้ แต่จะให้เติบโตอาจต้องรอเทคโนโลยีใหม่ๆ ตอนนี้ยังไม่เห็นหนทาง
ยังมีกลุ่มก่อสร้าง กลุ่มท่องเที่ยว กลุ่มโรงพยาบาล อะไรอีกมากมาย แต่ผมมองไม่ออกว่าในเศรษฐกิจแบบนี้ กลุ่มไหนน่าลงทุน
ขณะกลุ้มใจ ผมเปิดทีวีเห็นข่าวประท้วงไล่รัฐบาลไปทั่ว โอ๊ย บ้านเมืองเราจะวุ่นวายอะไรนักหนาเนี่ย
ถัดมาเป็นข่าวธนาคารแห่งประเทศไทยประกาศลดอกเบี้ยอีกแล้ว ตอนนี้เหลือแค่ 1.5% ซึ่งการลดดอกเบี้ยมีประโยชน์คือบีบให้คนเลิกฝากเงินเพราะดอกเบี้ยเงินฝากต่ำมาก เอาเงินไปลงทุนด้านอื่นกระตุ้นเศรษฐกิจทางอ้อม ส่วนดอกเบี้ยเงินกู้ก็จะต่ำลงเช่นกันเป็นแรงจูงใจให้คนกล้าลงทุนสร้างบ้าน สร้างโรงงาน เพราะกู้เงินได้ในต้นทุนต่ำ และแบ่งเบาภาระพวกผ่อนบ้าน ผ่อนรถไปในตัวด้วย
ผมนั่งวิเคราะห์ข่าวนี้ก็นึกได้ว่าเข้าที โทรศัพท์ไปหาคุณหญิงวิมลรัตน์ ลูกค้ารายใหญ่ของผม
“ผมมีหุ้นจะเสนอให้ซื้อครับ”
“หุ้นอะไรเหรอจ๊ะ?” คุณหญิงถาม
“ผมอยากให้คุณหญิงนัดเพื่อนๆ มาหน่อยครับ คงต้องอธิบายกันยาวนิดหนึ่ง”
“ได้จ๊ะ วันไหนดี?”
“วันเสาร์เป็นไงครับ? ผมหยุดงานพอดี”
“โอเค ว่าแต่พล็อตทานอะไรหรือยัง?”
“ทานแล้วครับ”
“เสียดายจัง พี่ว่าจะชวนพล็อตไปทานข้าวด้วย”
“ขอโทษจริงๆ ครับ ช่วงนี้ผมยุ่งมาก แต่วันเสาร์เราก็จะได้ทานข้าวกันแล้วนะครับ”
“แต่มันไม่ใช่แบบส่วนตัวนี่”
ผมรีบบอกว่า
“ไว้มีโอกาสนะครับ ผมเพิ่งได้เป็นรองหัวหน้าฝ่ายการตลาด ต้องเรียนรู้งานอีกเยอะเลยครับ”
“จ๊ะ พ่อคนเก่ง”
ผมแอบถอนใจเล็กๆ ผมนึกถึงยัยอิ๊งลูกคุณหญิงที่บอกให้ผมเลิกยุ่งกับแม่ของเธอ ผมเองก็ใช่ว่าจะอยากยุ่งกับคุณหญิงสักเท่าไร ผมมีหลินเป็นแฟนอยู่แล้วทั้งคน
เช้าวันเสาร์ ผมกับคุณหญิงวิมลรัตน์และเพื่อนอีกสามคนซึ่งเป็นลูกค้าผมไปนั่งทานอาหารกันในโรงแรมแห่งหนึ่ง เป็นร้านอาหารฝรั่ง ผมสั่งพวกสปาเกตตีมาทาน คุณหญิงวิมลรัตน์เอ่ยขึ้น
“พล็อตทานเยอะแบบนี้ ยิ่งอ้วนเป็นหมูยิ่งน่ากอด”
พวกคุณหญิงก็หัวเราะกัน ผมรีบเข้าเรื่องก่อนโดนมองเป็นตัวตลก
“ผมอยากแนะนำให้พวกคุณหญิงซื้อหุ้นครับ”
“หุ้นอะไรจ๊ะ?” คุณหญิงวิมลรัตน์ถาม
“หุ้นธนาคารรักเมืองไทยครับ”
พวกคุณหญิงต่างส่ายหน้า
คุณหญิงวิมลรัตน์ถาม “หุ้นตัวนี้หนี้เสียเป็นแสนล้าน หุ้นลงทุกวัน คนก็แห่ถอนเงินซื้อไปเราจะไม่ขาดทุนแย่เหรอพล็อต”
ผมยิ้มบอกว่า “หุ้นตัวนี้ตกลงจาก 120 บาท ปัจจุบันเหลือแค่ 50 บาทเท่านั้น ผมว่ามันเริ่มเข้าลงทุนได้แล้วครับ”
พวกคุณหญิงฟ้าซึ่งมีรูปร่างอ้วนบอกว่า “แต่มันเสี่ยงเกินไป สองวันก่อนธนาคารแห่งประเทศไทยเพิ่งประกาศลดดอกเบี้ย กำไรกลุ่มธนาคารมีแต่ลดลงเรื่อยๆ”
คุณหญิงฟ้าพูดแบบนี้แสดงว่ามีความรู้ด้านเศรษฐศาสตร์ไม่น้อย
ผมถามว่า “ธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ย ถ้าสมมตลดดอกเบี้ยจนเหลือ 0% จะเป็นยังไงต่อครับ?”
พวกคุณหญิงเงียบเพราะไม่รู้เรื่องการเงินมากนัก ผมเลยพูดต่อ
“เมื่อลดดอกเบี้ยจนต่ำติดดิน ดอกเบี้ยก็ไม่มีให้ลดแล้วไงครับ”
“เธออธิบายให้ชัดกว่านี้” คุณหญิงวิมลรัตน์บอก
ผมพยักหน้า “ครับ เมื่อธนาคารแห่งประเทศไทยลดดอกเบี้ยลงเรื่อยๆ จนเหลือ 0% หรือใกล้เคียง สุดท้ายมันก็จะไม่มีให้ลดแล้ว วัฏจักรของดอกเบี้ยขาลงก็จะจบ รอกลับเป็นขาขึ้นเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้น ถึงตอนนั้นหุ้นธนาคารก็จะฟื้นขึ้นมาดั่งเดิม เราจะไปรอซื้อตอนหุ้นมันจะขึ้นทำไมครับ ทำไมเราไม่ซื้อตอนมันต่ำๆล่ะ”
พวกคุณหญิงยังทำหน้าสงสัย ผมเลยรีบอธิบายต่อ “เศรษฐกิจตอนนี้ไม่ค่อยดีใช่ไหมครับ”
พวกคุณหญิงพยักหน้า
“แล้วถ้าจะให้เศรษฐกิจฟื้นรัฐบาลจะทำยังไงล่ะครับ หนึ่งรัฐบาลก็ต้องออกนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ สองรัฐบาลก็ต้องขอให้ธนาคารปล่อยกู้ดอกเบี้ยต่ำให้พวกเอกชนกู้เพื่อเอาเงินไปลงทุนไปสร้างบ้าน สร้างโรงงาน สร้างอะไรก็ว่าไปเพื่อให้เกิดการจ้างงาน พอคนมีงานก็มีเงิน เศรษฐกิจก็จะฟื้น”
“ดังนั้นเมื่อเศรษฐกิจจะเริ่มฟื้น กลุ่มธนาคารจะเป็นกลุ่มแรกที่ราคาหุ้นมักจะขึ้นก่อนเพื่อนเพราะปล่อยกู้มากขึ้น กำไรก็เริ่มกลับมาดีขึ้น อาจจะมีหนี้เสียอยู่บ้าง แต่โดยภาพรวมมันจะค่อยๆ ฟื้น”
พวกคุณหญิงร้องอ้อเป็นความหมายเข้าใจ คุณหญิงฟ้าถามอีก
“แต่ฉันกลัวว่าหุ้นจะตกไปมากกว่านี้”
“เราไม่รู้หรอกครับว่าหุ้นจะตกไปมากกว่านี้หรือเปล่า ไม่มีใครในโลกรู้ว่าจุดต่ำสุดของราคาหุ้นมันอยู่ตรงไหน เราไม่รู้ด้วยซ้ำว่าธนาคารแห่งประเทศไทยจะลดดอกเบี้ยเหลือ 0% หรือเปล่า เกิดเรามัวแต่รอ ๆ ๆ แต่เศรษฐกิจกลับมาฟื้นก่อนล่ะ เราต้องมาไล่ราคาหุ้นที่ขึ้นไปสูงแล้วนะ”
ผมบอกต่อ “ตรงกับหลักการเล่นหุ้นทั่วไปเลยครับ ข่าวดีให้ขายข่าวร้ายให้ซื้อ”
“ทำไมถึงเลือกหุ้นธนาคารรักเมืองไทย?” คุณหญิงฟ้าถาม
“ถ้าเป็นหุ้นธนาคารตัวอื่น หุ้นขึ้นเราได้กำไรก็ขายไปใช่ไหมครับ? แต่ถ้าเป็นหุ้นตัวนี้ เราจะได้เป็นเจ้าของธนาคารร่วมกันครับ”
พวกคุณหญิงตาโตตกใจ พวกเธอไม่คิดว่าจะได้เป็นเจ้าของธนาคารมาก่อน!
พวกคุณหญิงคุยกันด้วยความตื่นเต้นไม่หยุด ผมขอตัวไปห้องน้ำจากนั้นโทรหาคุณวรเดช
“แผนเริ่มต้นยึดธนาคารของเราสำเร็จไปอีกขั้นแล้วครับ”
จบตอนที่ 21 ตาพล็อตมาถึงก็จะเล่นหนักยึดธนาคารแล้ว ธนาคารถือเป็นเส้นเลือดขับเคลื่อนเศรษฐกิจประเทศ จะปล่อยให้ถูกยึดง่ายๆ ได้ไง?
*เกร็ดความรู้ สำหรับตลาดหุ้นแล้วเศรษฐกิจเมื่อตกต่ำ ดอกเบี้ยลงต่ำจนแทบจะลงไม่ได้อีกจะเป็นโอกาสในการเก็บหุ้นถูกๆ และเมื่อเศรษฐกิจเริ่มฟื้นหุ้นกลุ่มธนาคารคือหุ้นกลุ่มแรกๆ ที่จะขึ้น เพราะธนาคารมีหน้าที่ปล่อยกู้ ให้เกิดการลงทุนการจ้างงาน เมื่อปล่อยกู้ได้มากโอกาสจะได้กำไรก็เพิ่มมากขึ้น ช่วงแรกของการฟื้นอาจยังมีหนี้เสียอยู่ แต่สุดท้ายธนาคารที่แข็งแกร่งก็จะจัดการปัญหาหนี้เสียให้ลดลงไปได้และราคาหุ้นก็จะขึ้นอย่างสวยงาม ส่วนหุ้นกลุ่มไหนจะขึ้นอีกบ้าง จะค่อยๆ เล่าในตอนต่อๆ ไปคร้าบ