เฉิงอ๋องก็เริ่มกินแล้วเช่นกันจากนั้นก็แทบไม่มีเสียงสนทนาใด ๆ อีก เมื่อกินอาหารคาวไปแล้ว อู๋เสี่ยวหรันเรียกให้สาวใช้นำรังนกต้มน้ำตาลที่ใส่พุทราเชื่อมและเม็ดบัวลงไปด้วยเพราะนางรู้ว่าเฉิงอ๋องชอบกินของหวานชนิดนี้จากความทรงจำของอู๋เสี่ยวหรัน
“อืมวันนี้รังนกอร่อยมาก”
“ท่านชอบก็ดีแล้วเ้าค่ะข้าตุ๋นเองเลยนะถึงจะเสียไปบ้างก็เถอะ...คิก คิก”
อู๋เสี่ยวหรันนางทำเตรียมไว้ั้แ่กลางวันเพื่อเอาใจเขาโดยเฉพาะแม้ว่าคืนนี้เขาไม่มานางก็จะนำไปส่งให้ด้วยตนเอง
“ทำดีกับข้าเช่นนี้หรันเอ๋อร์้าสิ่งใดหรือ” เขาถามอย่างรู้ใจนาง
“ไม่มีทางปิดท่านได้เลยนะเ้าคะข้ามีเื่ที่้าจริง ๆ เ้าค่ะ คือข้าอยากจะขอฝึกร่างกายให้แข็งแรงจึงอยากให้ท่านอนุญาตเ้าค่ะ”
“ได้สิแต่อย่าฝืนร่างกายเด็ดขาด ให้พวกเหมยฮวากับคนอื่น ๆ ช่วยเ้าก็ได้พวกนางถนัดเื่การฝึกฝนร่างกายอยู่แล้ว”
“ขอบคุณพี่เสวี่ยเยวียนมากเ้าค่ะ” อู๋เสี่ยวหรันยิ้มให้เขาอีกครั้ง
สาวใช้เดินเข้ามาแล้วกล่าวรายงานเบาๆ สีหน้าของนางดูไม่พอใจและยุ่งยากใจเป็อย่างยิ่ง
“ทูลท่านอ๋องทูลพระชายา อนุซ่งนำของหวานมาเพคะ”
หลังจากได้ยินสาวใช้รายงานจบสีหน้าของเฉิงอ๋องดูดำทะมึนขึ้นเล็กน้อยแต่เขาก็ก้มลงตักรังนกในถ้วยขึ้นมากินต่อโดยไม่สนใจ
อู๋เสี่ยวหรันเห็นดังนั้นจึงเป็ผู้ออกปากแทน
“ตอนนี้นางอยู่ที่ไหน”
“อนุซ่งทราบว่าท่านอ๋องอยู่ด้วยจึงได้ฝากตะกร้าไว้และกลับไปที่เรือนแล้วเพคะ”
“เช่นนั้นก็ยกตะกร้าเข้ามาดูว่านางทำสิ่งใดมา”
สาวใช้ยกตะกร้าส่งให้กับเหมยฮวาจากนั้นเหมยฮวาหยิบออกมาวางที่โต๊ะใช้เข็มเงินทดสอบพิษซึ่งสีของเข็มไม่ได้เปลี่ยนแปลง ก่อนจะส่งให้เ้านาย
“เป็ขนมทังหยวนในน้ำขิงยังอุ่นร้อนอยู่น่าจะเพิ่งทำเสร็จใหม่ ๆ เพคะ”
“นางช่างรู้ใจท่านเหลือเกินเ้าค่ะพี่เสวี่ยเยวียนข้าจำได้ว่าขนมชนิดนี้ท่านเองก็ชอบกินเช่นกัน”
อู๋เสี่ยวหรันยังคงอมยิ้มเช่นเดิมแต่เฉิงอ๋องก็เพียงเหลือบมองเล็กน้อยแต่ไม่ได้กล่าวอะไร นางจึงหันไปหาเหมยฮวา
“ตักมาเถิดข้าอยากลองชิมสักหน่อยตักให้ท่านอ๋องชิมด้วย”
เมื่อได้รับถ้วยทังหยวนอุ่น ๆมาแล้ว อู๋เสี่ยวหรันดมเล็กน้อยก่อนจะจิบน้ำขิงคำเล็ก ๆตามความเคยชินและสัญชาตญาณที่อยู่ในสนามรบมานานนางต้องทำเช่นนี้ทุกครั้งก่อนกินสิ่งใดก็ตามเมื่อแน่ใจแล้วว่าไม่มีสิ่งแปลกปลอมจึงกินคำใหญ่ตาม
“อืม...รสชาติดีใช้ได้เลยพี่เสวี่ยเยวียนท่านลองชิมสักคำสิเ้าคะ”
“เ้าชอบก็ดีแล้วเก็บไว้กินเถิดข้ายังมีงานค้างอยู่” พูดจบเขาก็หันไปสั่งเหมยฮวา “ตกรางวัลให้อนุซ่งด้วย”
“เพคะท่านอ๋อง”
อู๋เสี่ยวหรันเห็นว่าเขากำลังจะลุกขึ้นแล้วนางจึงวางช้อนในมือเดินตามไปส่งเขาที่หน้าประตูดังเช่นทุกครั้ง
เมื่อกลับเข้ามายังห้องโถงที่นั่งกินมื้อค่ำเมื่อสักครู่อู๋เสี่ยวหรันยังคงตักขนมทังหยวนขึ้นมากินต่ออีกสองสามคำ
“พระชายาท่านไม่กลัวว่าอนุซ่งจะเล่นลูกไม้กับขนมนี่หรือเ้าคะ” เหลียนฮวาถาม
“นางไม่กล้าหรอกนางแค่อยากจะมีตัวตนในสายตาของท่านอ๋องบ้างก็เท่านั้น”
“เมื่อครู่ตอนที่ท่านออกไปส่งท่านอ๋องข้าเห็นคนจากตำหนักเยว่กวางและคนของเรือนอนุซ่งแอบมองอยู่ที่หน้าตำหนักด้วยเ้าค่ะ”
หวงหลานรายงาน ซึ่งจริง ๆแล้วอู๋เสี่ยวหรันเองก็เห็นแล้วเช่นกัน แต่นางไม่รู้จักว่าทั้งสองเป็คนของใคร
“มีคนของโจวเพ่ยเพ่ยด้วยหรือโอ้ เื่นี้น่าสนุกแล้วสิ”
แล้วอู๋เสี่ยวหรันก็คิดบางอย่างออก
“ให้ใครสักคนไปทำให้คนของตำหนักเยว่กวางให้รู้โดยบังเอิญว่าท่านอ๋องตกรางวัลให้กับอนุซ่งอย่างงาม”
อู๋เสี่ยวหรันอมยิ้มและตักกินของหวานตรงหน้าต่อจนหมด และก็เป็อย่างที่อู๋เสี่ยวหรันคาดเอาไว้จริงๆ
“พระชายารองเ้าคะบ่าวเห็นอนุซ่งไปที่ตำหนักเจินจูด้วยเ้าค่ะ นางร้ายกาจนักนางรอเวลาที่ท่านอ๋องเข้าไปด้านในแล้วจึงตามไปเ้าค่ะ”
สาวใช้ที่มีนามว่าจูจิ่นที่เป็คนคอยสืบเื่ราวต่างๆ มารายงานอย่างรวดเร็ว
“แล้วนางได้พบท่านอ๋องหรือไม่”
โจวเพ่ยเพ่ยถามออกไปถึงแม้ว่าแผนการนี้นางจะเป็คนยุยงอนุซ่งด้วยตนเองแต่เมื่อเห็นว่าอนุซ่งพยายามเข้าหาท่านอ๋องมากเพียงไหนตัวนางก็ยิ่งไม่พอใจเท่านั้น มือที่วางอยู่บนตักก็เผลอกำผ้าเช็ดหน้าไว้แน่น
“บ่าวคิดว่านางไม่ได้พบท่านอ๋องเ้าค่ะเพราะว่านางเข้าไปเพียงชั่วครู่ก็กลับออกมาแล้ว สีหน้าดูไม่ค่อยพอใจนักแต่ข้าบังเอิญได้ยินสาวใช้ที่มีหน้าที่เก็บกวาดพูดว่าท่านอ๋องทรงประทานรางวัลให้กับอนุซ่งอย่างงามด้วยเ้าค่ะเหตุผลเพราะว่านางทำขนมถังหยวนได้อร่อยถูกใจ”
จูจิ่นยังคงรายงานต่อไปโดยไม่ได้มองสีหน้าของเ้านาย ว่าตอนนี้มันเริ่มบิดเบี้ยวมากขึ้นเรื่อย ๆ
เมื่อได้รับอนุญาตจากเฉิงอ๋องแล้วอู๋เสี่ยวหรันก็ไม่รอช้า นางให้คนมาปรับพื้นที่ข้าง ๆ เรือนนอนของนางเองเพื่อทำเป็ลานสำหรับฝึกฝน วางหุ่นไม้ ขนย้ายอาวุธชนิดต่าง ๆ เข้ามาและยังทำเป้ายิงธนูที่เป็อาวุธที่นางถนัดที่สุด นอกจากทวนยาวอีกอย่างด้วย
“เหลียนฮวาให้คนไปตามช่างตัดเย็บมาหาข้าก่อนมื้อเย็นด้วย”
หลังจากสั่งเสร็จอู๋เสี่ยวหรันก็หันไปหยิบกระดาษพู่กันร่างแบบเสื้อผ้าสำหรับใช้ฝึกยุทธ์แบบคร่าวๆ ตามความชอบแต่เดิมของนาง เน้นไปทางความคล่องตัว และยืดหยุ่นและต้องเป็ผ้าที่แข็งแรงไม่ขาดง่าย
ทุกอย่างใช้เวลาเตรียมการเพียงสองวันก็เสร็จเรียบร้อยมีอำนาจในมือมีกำลังคนในมือ อะไร ๆ มันช่างง่ายดายเสียจริง
ไม่ว่ามีเื่ใดเกิดขึ้นในตำหนักแห่งนี้ย่อมไม่รอดพ้นสายตาของผู้สอดรู้สอดเห็นทั้งหลาย และเื่ที่อู๋เสี่ยวหรันนางทำลานฝึกฝนขึ้นมาภายในตำหนักของตัวเองได้แพร่สะพัดออกไปทั่วทั้งตำหนักอย่างรวดเร็ว
ไม่นานนักก็เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์แตกออกเป็สองเสียงเสียงแรกบอกว่าเป็เื่ที่ดีพระชายาอยากออกกำลังกายเพื่อให้ร่างกายแข็งแรงหลังจากเฉียดความตายมาแล้ว
อีกเสียงก็บอกว่าเป็เื่ที่กุลสตรีในเรือนที่ไหนจะกระทำกันเที่ยวจับดาบจับอาวุธร่ายรำหมัดมวย แทนที่จะทำสิ่งที่ชายาเอกควรทำทำให้ตำหนักอ๋องแห่งนี้เสื่อมเสียเกียรติ นางควรไปอยู่จวนแม่ทัพมากกว่า
แต่ก็ยังมีอีกกลุ่มหนึ่งที่วางตัวเป็กลางเพียงบอกว่าเป็เื่ของเ้านาย ท่านอ๋องไม่ได้ว่าอะไรผู้อื่นก็อย่าได้สอดจะดีกว่า
แต่ถึงแม้จะลือกันแค่ไหนในเมื่อท่านอ๋องที่เป็เ้านายสูงสุดเห็นชอบแล้วคนที่เหลือก็ทำได้เพียงซุบซิบในที่ลับเท่านั้น
เสียงเล่าลือเหล่านี้อู๋เสี่ยวหรันหาได้สนใจไม่ นางขอเพียงให้ร่างกายนี้แข็งแรงได้สักหกในสิบส่วนของร่างเดิมของนางก็พอใจมากแล้ว
หากยังปล่อยให้ร่างกายอ่อนแอเช่นนี้นางจะเอาแรงที่ไหนไปแก้แค้นเล่า นางในตอนนี้ยังห่างไกลจุดนั้นอยู่มากโขเพียงแค่เดินรอบตำหนักของตัวเองนางก็หายใจหอบเสียแล้ว
และอีกอย่างวิชาแพทย์ของนางนั้นเรียกได้ว่าอ่อนด้อยยิ่งกว่าสหายร่วมสำนักของนางมากหากรู้ว่าอนาคตจะเป็เช่นนี้นางจะต้องเรียนวิชาการปรุงยาให้แตกฉานมากกว่านี้จะไม่เรียนเพียงการจับชีพจรวิเคราะห์โรคและการรักษาพิษเท่านั้น
หลังจากที่ลานฝึกยุทธ์และเสื้อผ้าทุกอย่างพรั่งพร้อมหมดแล้วอู๋เสี่ยวหรันก็เริ่มตื่นแต่เช้าออกมาขยับร่างกาย โดยมีสาวใช้คนสนิททั้งห้าออกมาฝึกพร้อมกับนางด้วยหญิงสาวทั้งหกแลกเปลี่ยนวิธีการฝึกที่ถนัดของแต่ละคนให้กันและกันฟัง
แรกเริ่มเดิมทีอู๋เสี่ยวหรันไม่อยากให้ใครรู้ว่านางเป็ผู้มีวรยุทธ์คนหนึ่งนางจึงให้สาวใช้ทั้งห้าผลัดเปลี่ยนกันมาสอนวิธีการฝึกฝนร่างกายของแต่ละคนให้นางในทุก ๆ เช้าและเลียนแบบพวกนาง
เฉิงอ๋องเคยมาดูพวกนางฝึกฝนบ้างเป็บางครั้งเมื่อเห็นว่าอู๋เสี่ยวหรันสามารถทำได้เป็อย่างดี และคล่องแคล่วทะมัดทะแมงเขาจึงวางใจปล่อยให้นางฝึกฝนโดยมีสาวใช้คอยดูแล
“วันนี้พอเท่านี้ก่อนเถอะข้าหิวแล้วไปอาบน้ำแล้วมากินข้าวกันดีกว่า” อู๋เสี่ยวหรันเหวี่ยงทวนไม้ในมือลงบนรางไม้สำหรับเก็บทวนอย่างแม่นยำก่อนจะออกเดินกลับไปยังห้องเพื่อชำระล้างร่างกาย
“ฝีมือของพระชายานับวันยิ่งดีขึ้นเรื่อยๆ แล้วเ้าค่ะ” เหลียนฮวากล่าวอย่างชื่นชม
“จริงด้วยการออกท่าทางและฝีมือทวนของท่านก็ยอดเยี่ยมหากเป็กลุ่มเด็กที่ฝึกฝนอยู่ต้องได้ขึ้นเป็ชั้นหัวกะทิอย่างรวดเร็วแน่นอนเ้าค่ะ” เหมยฮวาก็กล่าวชื่นชมและยังยกนิ้วให้นางอีกด้วย
“มันเป็เพราะข้ามีอาจารย์มีอย่างพวกเ้าอย่างไรเล่า”
อู๋เสี่ยวหรันบอกพวกนาง
“มิบังอาจรับคำว่าอาจารย์จริง ๆ เ้าค่ะพระชายาเดี๋ยวพวกบ่าวจะอายุสั้นเอา”
“ฮ่า ๆ พวกเ้าทุกคนเก่งมากจริง ๆรับคำชมจากข้าไปเถอะ”
อู๋เสี่ยวหรันหัวเราะเบา ๆ
หลังจากการชำระร่างกายและเปลี่ยนมาอยู่ในภาพลักษณ์ของพระชายาเอกแล้วอู๋เสี่ยวหรันก็ได้รับข่าวจากสามสิบว่าหมอพเนจรกำลังจะออกไปจากเมืองหลวงแล้วนาง้าให้รั้งไว้หรือไม่
“ตอนนี้เขาอยู่ที่ไหนกัน”
“พักอยู่ที่โรงเตี๊ยมเล็ก ๆนอกประตูเมืองทางทิศเหมันต์ขอรับ”
“ไปหาเขากัน”
อู๋เสี่ยวหรันลุกขึ้น
“ไม่ได้นะเ้าคะ ท่านจะออกไปไม่ได้หากมีใครเห็นเข้าต้องเป็เื่ใหญ่แน่นอนเ้าค่ะ”
เหมยฮวารีบห้ามนางเอาไว้
“เหมยฮวาเ้าคิดว่าในเมืองหลวงมีใครเคยเห็นหน้าของข้าบ้างนอกจากคนจากร้านค้าที่เข้ามาในตำหนักวันก่อน”
“คือ….ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้เ้าค่ะ ท่านเป็ถึงพระชายาเอกแห่งตำหนักเฉิงอ๋องไม่ต้องพูดถึงคนนอกหากมีคนในตำหนักทราบว่าท่านแอบออกไปด้านนอกเพื่อพบหมอพเนจรคนหนึ่งนั่นจะยิ่งแย่นะเ้าคะ”
“ถ้าไม่มีใครรู้ก็ไม่เป็ไร”
“เหลียนฮวาไปเปลี่ยนเป็ชุดของบุรุษเสียวันนี้ออกไปกับข้า”
“เ้าค่ะ”
เหลียนฮวาไม่ปฏิเสธแม้แต่น้อยนางรับคำเสร็จก็กลับไปยังห้องพักของตนเอง เพื่อผลัดเปลี่ยนเป็ชุดบุรุษซึ่งนางมีเตรียมพร้อมไว้อยู่แล้ว เวลาที่ออกไปหาสมุนไพรด้านนอก
“พระชายาแล้วถ้าท่านอ๋องกลับมาล่ะเ้าคะ” หลังจากได้ฟังคำพูดของเหมยฮวาอู๋เสี่ยวหรันจึงหันไปหาสามสิบและถาม
“วันนี้ท่านอ๋องไปที่ไหนและจะกลับเมื่อไร”
“วันนี้ท่านอ๋องเข้าวังไปแต่เช้า่บ่ายคาดว่าน่าจะอยู่ที่ค่ายทหารทางประตูตะวันออกหากไม่ผิดจากปกติท่านอ๋องจะกลับมาหลังมื้อค่ำขอรับ”
“ดี”
พูดจบอู๋เสี่ยวหรันก็หันหลังเข้าไปยังห้องของตนเองหยิบชุดสำหรับฝึกยุทธ์ของนางออกมาเปลี่ยนรวมถึงเปลี่ยนวิธีการเกล้าผมเป็แบบของบุรุษอีกด้วยนางทำทั้งหมดนี้โดยไม่ต้องให้สาวใช้ช่วยเหลือเลย
เมื่อเปิดประตูห้องออกมาอีกครั้งพบว่าตอนนี้สาวใช้ทั้งห้าคนของนางมายืนรออยู่แล้ว
“เป็ยังไงบ้าง เอ๋...” อู๋เสี่ยวหรันแปลกใจในสีหน้าท่าทางของสาวใช้ที่มองนางเป็ตาเดียวและยังมองหัวจรดเท้า เท้าจรดหัวบางคนถึงกับอ้าปากค้าง