ตอนที่ 11 แผนของนักวางแผน (2)
ถ้าหากจวินเยี่ยเหยี่ยนเป็พวกไม่เอาไหนจริงๆ บางทีป๋ายเอ้าเสวี่ยอาจจะแต่งเข้าวังอ๋องอย่างพึงพอใจ
แต่ว่าจวินเยี่ยเหยี่ยนผู้นี้มองดูแล้วเป็นักวางแผนเ้าเล่ห์ผู้หนึ่ง แม้ว่าเขาจะปกปิดมันได้อย่างมิดชิดเหมาะสม ทว่าฮ่องเต้ขี้ระแวงก็ยังสงสัยในตัวเขาอยู่ดี
ตนแต่งให้คนแบบนี้ บางทีวันไหนก็อาจจะต้องแลกชีวิตเข้าไปด้วย การค้าขายที่ได้ไม่คุ้มเสียแบบนี้ป๋ายเอ้าเสวี่ยไม่คิดทำอยู่แล้ว
นางมองดูท่าทางจวินเยี่ยเหยี่ยนที่เหมือนกุมทุกอย่างอยู่ในกำมือ
ป๋ายเอ้าเสวี่ยหัวเราะเอ่ยขึ้น “ท่านมีความมั่นใจเก้าสิบเก้าส่วนเต็มร้อย เช่นนั้นหม่อมฉันก็จะกลายเป็ตัวแปรหนึ่งส่วนในร้อยนั่น การแลกเปลี่ยนที่ต้องใช้ชีวิตเดิมพันนี้ ต้องขออภัยที่หม่อมฉันมิอาจเข้าร่วม”
ได้ยินคำกล่าวของป๋ายเอ้าเสวี่ยแล้วจวินเยี่ยเหยี่ยนก็เลิกคิ้วยิ้มเอ่ย “ดูแล้ว บุตรสาวสายตรงจวนเสนาบดีจะตบตาผู้คนได้ดีจริง หรือจะพูดว่าเป็ตัวปลอมมาจากที่ไหนดีนะ จากที่ข้ารู้มา ป๋ายเอ้าเสวี่ยเป็เด็กสาวในห้องหออ่อนแอไม่สู้คน ส่วนเ้า แม้ว่าจะซุ่มซ่อนได้มิดชิด แต่กลิ่นอายที่ใช้ชีวิตเหยียบเดินอยู่บนซากศพนับหมื่นพันนั่น ข้าก็ไม่มีทางดูผิด”
ป๋ายเอ้าเสวี่ยพอได้ยินวาจาของจวินเยี่ยเหยี่ยนใจพลันตระหนก สำหรับกลิ่นอายเช่นนั้นของตน นอกจากคนแบบเดียวกันแล้วคนอื่นๆ ก็ไม่มีทางััได้ถึง
แต่จวินเยี่ยเหยี่ยนััได้ เช่นนั้นก็คงพูดได้เพียงว่าเขาเคยเป็เหมือนกันกับตน เพื่อมีชีวิตต่อไป เพื่อการเอาชีวิตรอดจึงใช้ชีวิตแลกชีวิต ฆ่าฟันมานับไม่ถ้วน
“หึ ป๋ายเอ้าเสวี่ยคือหม่อมฉัน หม่อมฉันก็คือป๋ายเอ้าเสวี่ย” ป๋ายเอ้าเสวี่ยไม่ได้มีท่าทางเหมือนถูกพูดจี้จุดแต่อย่างใด นางหัวเราะเสียงเหี้ยมเอ่ยท่าทางขึงขัง
ตามจริงแล้วจวินเยี่ยเหยี่ยนเพียงแค่คาดเดาเท่านั้น ต่อให้เขาจะฉลาดอัจฉริยะขนาดไหน ทำให้ผู้คนได้แต่วิ่งวนอยู่ในฝ่ามือ แต่ก็ไม่มีทางเดาได้ว่าป๋ายเอ้าเสวี่ยในตอนนี้จะเป็ยมทูตล่มเมืองที่มาจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ด
“ดูท่าลูกแมวพยศจะไม่อยากร่วมมือกับข้าแล้ว เช่นนั้นหากไม่แต่งกับข้า เ้ารู้หรือไม่ว่าจะต้องถูกกำหนดโทษเช่นไร” จวินเยี่ยเหยี่ยนเอ่ยหยอกเย้า
สำหรับนิสัยนิ่งสุขุมของป๋ายเอ้าเสวี่ย เขารู้สึกสนใจมากยิ่งขึ้น อยากจะเห็นสีหน้าร้อนรนของป๋ายเอ้าเสวี่ย
แต่ว่าครั้งนี้ก็ยังทำให้เขาผิดหวัง ป๋ายเอ้าเสวี่ยยกยิ้มเอ่ย “ขัดราชโองการก็แค่ถูกปะา หม่อมฉันไหนเลยจะเป็คนที่ยอมให้ใครสังหารง่ายๆ”
“มีประโยคหนึ่งเอ่ยไว้เช่นนี้ พระหนีได้แต่วัดหนีไม่ได้[1]” จวินเยี่ยเหยี่ยนเอ่ยเตือนขึ้นอย่าง ‘หวังดี’
ได้ยินคำกล่าวของจวินเยี่ยเหยี่ยนป๋ายเอ้าเสวี่ยไหนเลยจะไม่รู้ว่าที่เขาเอ่ยถึงก็คือคนของจวนเสนาบดี นางนิ่งงันไปเล็กน้อย ในตอนที่จวินเยี่ยเหยี่ยนคิดว่านางจะเปลี่ยนความคิด
ป๋ายเอ้าเสวี่ยก็เอ่ยขึ้นอย่างไม่ใส่ใจนัก “ครอบครัวรึ ฮา ฮา หม่อมฉันไม่ได้มีของที่สูงค่าขนาดนั้น ถ้าหากที่ท่านเอ่ยถึงคือนายบ่าวจวนเสนาบดี เช่นนั้นท่านวางใจได้ จะเป็จะตายก็ไม่มีอันใดเกี่ยวข้องกับหม่อมฉันสักนิด” พูดจบแล้วก็หันหลังด้วยท่าทางสบายๆ เดินกลับไปยังเส้นทางที่มา
จวินเยี่ยเหยี่ยนมองแผ่นหลังที่จากไปของป๋ายเอ้าเสวี่ย ไม่ได้ขัดขวางอันใด
ที่มีมากกว่าก็คือความประหลาดใจที่ป๋ายเอ้าเสวี่ยวางตัวเ็ากับเขา
“ไม่ว่ายังไงเ้าก็ต้องกลับมาหาข้า ลูกแมวพยศ” กลิ่นอายที่ควบคุมทุกสิ่งอย่างไม่แปรเปลี่ยน ทว่ากลับมีความเฝ้ารอเพิ่มมาส่วนหนึ่ง
เชิงอรรถ
^ สำนวนจีน หมายถึงคนหนีปัญหาที่สร้างความเดือดร้อนให้คนรอบข้าง