“อยู่ใกล้ๆ นี่เอง” ภิกษุฆ์รูปนั้นพูดพลางชี้ไปที่โลหะประสาท
“เอ้า.....ไปพักก่อนเถอะ อาตมาจะเดินไปเอง” พูดจบเ้าั์ก็วางท่านลงแล้วมันก็ค่อยๆ จางหายไป
“ลูกศิษย์ลูกหาเรียกอาตมาว่า” หลวงปู่โต้ง” พวกโยมหล่ะเป็ใครมาจากไหนกัน?”
ท่านแนะนำตัวขณะเดินนำหน้าพวกเค้าไปยังโลหะปราสาท นินค่อยๆ ยันตัวลุกขึ้น
“ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยพวกเราไว้ ผมชื่อนินครับเอ่อ.... แล้วนี่....ริเวียครับ” ริเวียมองไปที่หลวงปู่โต้งด้วยท่าทีไม่ไว้ใจ
นินพูดกับเธอเบาๆ “นี่พระสงฆ์” ไม่เป็ไรไว้ใจได้ ริเวียถามเขาแบบไม่แน่ใจ “พระสงฆ์? ..................พวกนักบวชเหรอ?”
“ประมาณนั้นแหละ” เขาตอบ ทั้งหมดเดินผ่านวงเวียนอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย แล้วก็เข้าตรอกแคบๆ คดเคี้ยวไปมา
ครู่เดียวก็เห็นกำแพงแก้วและซุ้มประตูทางเข้าวัด “วัดราชนัดดา....” นินอ่านป้ายชื่อวัดที่อยู่ตรงซุ้มประตู
“เคยมาวัดนี้เหรอโยม?” หลวงปู่โต้งถามยิ้มๆ เขาตอบพลางทำหน้าเจื่อน “อ่า...ไม่เคยเลยครับ.....ผมมันพวกไกลวัดน่ะครับ”
ท่านเดินนำเข้าไปในวัด “ฮะๆๆ .....หนุ่มสาวก็แบบนี้แหละนะ”
เขาคิดในใจ “หนุ่ม? ........อีกไม่กี่ปีเราก็จะ 50 แล้วนะ?” “เฮ้อ.......สงสัยต้องเริ่มเข้าวัดจริงๆ แล้วแหละ”
ทั้งหมดมาหยุดอยู่ที่หน้าอุโบสถแล้วหลวงปู่โต้งก็พูดขึ้นมา “โยมพรเปิดประตูได้แล้ว”
สิ้นเสียงก็มีคนแง้มหน้าต่างออกมามอง หลวงปู่โต้งโบกมือให้ชายคนนั้น
“นี่คือโยมพรเป็มัคนายกที่วัด คนอื่นๆ ข้างในก็เป็ชาวบ้านแถวๆ นี้แหละ “
“แกร็ก” เสียงลั่นปลดกลอนดังขึ้นแล้วประตูอุโบสถก็เปิดออก
ภายในอุโบสถอบอวลไปด้วยกลิ่นธูปเทียน มีหลายคนนั่งสมาธิหรือสวดมนต์อยู่บนพื้น ในแววตามีความหวาดกลัว
นินก้าวเท้าเข้าไปในอุโบสถ ริเวียก็เดินตามเขาไปติดๆ
คนในโบสน์เห็นริเวียก็ใ ร้องโวยวายกันอื้ออึง “อะไรน่ะ!?.........กรี๊ด......เฮ้ยยๆๆ .....” ความวุ่นวายเมื่อคืนที่ผ่านมา
คงทำให้คนพวกนี้เสียขวัญกันไปหมด “เอ้าๆๆ โวยวายอะไรกัน..สีกาคนนี้ก็เหมือน “สหัสเดชะ” ั์ของอาตมานั่นแหละ”
หลวงปู่โต้งปรามพวกชาวบ้าน ริเวียหันไปมองที่หลวงปู่โต้งเขม็ง
ผู้คนเ่าั้ยังดูมีท่าทีหวาดกลัวริเวียในร่างหุ่นยนต์ เขาจึงถอยออกมาจากอุโบสถ
“ผมขอนั่งพักตรงนี้ละกันครับ” เขาเดินไปนั่งลงตรงบันไดตรงด้านนอก
ริเวียเดินตามมายืนข้างๆ เขา “นักบวชคนนั้นน่าจะรู้อะไรบางอย่างนะ”
อืม.....เขาพยักหน้าเห็นด้วย “ผมก็คิดอย่างนั้นเหมือนกัน บางทีท่านอาจจะรู้อะไรบางอย่าง”
เขาหยิบเอาโทรศัพท์ในกระเป๋ากางเกงของเขาขึ้นมาดู ที่หน้าจอแสดงตัวเลขเวลา 6.43 (หกโมงสี่สิบสามนาที)
“ผ่านมายังไม่ถึง 2 ชั่วโมง หลังจากะโลงน้ำ” เขาคิดกับตัวเอง “สัญญาณโทรศัพท์ไม่มี..Wi-Fi...อืม...ใช้ไม่ได้...เฮ้อ...”
เขาถอนใจวางโทรศัพท์ลงแล้วเริ่มทบทวนเหตุการณ์ต่างๆ ที่เกิดขึ้น เสียงหลวงปู่โต้งก็ดังขึ้นมาจากในอุโบสถพอดี
“เอาน้ำไปให้พี่เค้าซิลูก......” เด็กหญิงตัวน้อยที่หลบอยู่หลังประตูอุโบสถโผล่หน้าออกมาครึ่งหนึ่งในมือถือขวดน้ำ
นินเห็นดังนั้นจึงค่อยๆ เดินไปหาเด็กคนนั้น เขายื่นมือไปรับขวดน้ำจากเด็กหญิงตัวน้อย “ขอบใจมากนะ”
เขาบิดฝาขวดน้ำ “กรึ๊ก.....เรียกพี่แล้วมันเขินๆ ....ฮะๆๆ ..... เรียกลุงดีกว่านะลูก “
เขาพูดกับเธอด้วยน้ำเสียงเอ็นดู เอื้อมมือไปลูบหัวเด็กน้อยเบาๆ
เด็กหญิงตัวน้อยทำหน้าสงสัย “จะเรียกลุงได้ยังไง? ......พี่ยังไม่เห็นแก่เลย”
เขาทำตาโตพูดยิ้มๆ อย่างอารมณ์ดี “ปากหวานนะเราเนี่ย ฮะๆๆ ........น่าเอ็นดูจริง” เขารู้สึกผ่อนคลายขึ้นทันที
เด็กหญิงวิ่งกลับเข้าไปในอุโบสถแล้วหยิบเอาอะไรบางอย่างออกมา “พี่คะ” เด็กหญิงตัวน้อยเรียกเขาด้วยเสียงสดใส
“แชะ........” เด็กหญิงตัวน้อยเอาโทรศัพท์มาถ่ายรูปเขานี่เอง เธอยื่นจอโทรศัพท์ในมือมานินให้ดู
“!?.............................” ความรู้สึกผ่อนคลายเมื่อกี้ของเขาหายไปในพริบตา
ในจอโทรศัพท์ของเด็กน้อยคือรูปถ่ายของชายวัยรุ่นอายุไม่น่าเกินยี่สิบปี มีผมสีเงินสลับสีดำ ั์ตาของเขามีสีเงินยวง
“เขารีบกลับมาหยิบโทรศัพท์ของตัวเองขึ้นมาแล้วเปิดกล้องทันที “จริงๆ ด้วย โอ้โหนี่จะไม่ให้พักสมองกันบ้างเลยรึไงนี่ย?”
เขาเอามือจับหน้าตัวเอง บิดไปบิดมา ทึ้งผมตัวเอง “เฮ้อ” เขาถอนใจแล้วก็ทรุดตัวลงไปนั่ง “
ริเวียซึ่งไม่เข้าใจในพฤติกรรมแปลกๆ ที่เขาทำก็ถามขึ้น “นี่นาย...ทำอะไรน่ะ? เราไปคุยกับนักบวชคนนั้นกัน”
หลวงปู่โต้งก็เดินออกมาจากอุโบสถพอดี ท่านพูดด้วยเสียงมีเมตตาขึ้นว่า
“โยมทั้งสอง......เราไปคุยกันที่กุฏิอาตมาดีกว่า” นินกับริเวียมองหน้ากันแล้วก็เดินตามท่านไป
..........................................................................
“เอาหล่ะที่นี่แหละ” หลวงปู่โต้งเดินมาหยุดที่กองซากปรักหักพังที่ดูเหมือนเป็อาคารมาก่อน
ท่านเดินเข้าไปในซากอาคารนั้น แล้วมาหยุดอยู่ที่ห้อๆหนึ่ง “เมื่อเช้ามืดอาตมาก็จำวัดอยู่ตรงนี้แหละ”
ในห้องนั้นมีอุปกรณ์ทางการแพทย์หลายอย่าง.........ดูเหมือนเป็ห้องนอนของผู้ป่วยติดเตียง
“อาตมาอาภาสด้วยโรคชรา เดินไปไหนมาไหนไม่ได้มาหลายปีแล้ว”
หลวงปู่เดินไปหยิบเอกสารบางอย่างมาแล้วยื่นให้นิน สิ่งนั้นคือใบประจำตัวพระสงฆ์
เขารับมาดูเขาสะดุดใจกับข้อความบางอย่างจึงอ่านออกเสียงออกมา
“ท่านเกิด วันที่ 18 เดือน มกราคม ปี....ปี 2475...อายุเก้าสิบปี?” จะดูยังไงหลวงปู่โต้งก็น่าจะมีอายุเพียงห้าสิบกว่าเท่านั้น
เขายื่นเอกสารคืนให้หลวงปู่โต้ง “อย่างนี้นี่เอง” ผมเองก็ยังแปลกใจตอนที่ท่านบอกว่าลูกศิษย์เรียกท่านว่าหลวงปู่โต้ง
หลวงปู่ยิ้มนิดๆ “โยมก็เหมือนกันซินะ” เขาไม่ตอบอะไร
............................................................
ริเวียพูดขัดจังหวะการสนทนาของทั้งสองคน “แล้วั์นั้นมาได้ยังไง? เขาคือใคร?” จ้องเขม็งไปที่หลวงปู่โต้งด้วยสายตาสงสัย
หลวงปู่นั่งลงที่เตียงแล้วเริ่มเล่าเหตการณ์ด้วยเสียงที่สงบนิ่ง “อาตมาขอเล่าในส่วนที่ได้ประสบมาก็แล้วกัน
จะมีคำตอบที่พวกโยม้ารึเปล่าอาตมาไม่อาจรู้ได้ เมื่อคืนนี้อาการอาภาสของอาตมากำเริบ หายใจเข้าได้ไม่เต็มที่
ลมหายใจของอาตมาค่อยๆ โรยริน ระหว่างนั้นอาตมาก็ได้ยินเสียงกลองทำวัตรเช้าดังมาจากที่ไกลๆ
“อาตมาเห็นภาพในอดีตของตัวเองค่อยๆ ผุดขึ้นมา อาตมารู้แล้ว ลมหายใจของอาตมาค่อย ๆ จางหายไป
ขณะอาตมาทำใจสงบและรอให้สิ้นลมหายใจ แต่เหมือนมีอะไรบางอย่างพุ่งเข้ามาใส่ร่างอาตมา
อาตมาเห็นภาพนิมิตเป็คนที่ไม่เคยรู้จัก ไม่เคยเห็นมาก่อน บ้านเมืองก็ช่างแปลกประหลาด ไม่เหมือนโลกของเรา”
ท่านลุกขึ้นมาแล้วเดินไปตรงผนังห้องที่พังทลายลงมา “อาตมาฟื้นเพราะได้ยินเสียงะโโหวกเหวกโวยวาย
พอลืมตาขึ้นมาร่างกายก็เป็แบบนี้แล้ว ตอนนั้นมีมันเหมือนฝันร้าย อาตมาเห็นพระหลายรูปร่างกายค่อยๆ เปลี่ยนสภาพไป
สุนัข,แมว,นก, แม้แต่ต้นไม้บางต้นในวัดยังค่อยๆ บิดเบี้ยว เปลี่ยนเป็รูปร่างที่ไม่เคยเห็นมาก่อน
จากนั้นก็มีชาวบ้านกลุ่มแรกวิ่งหนีเข้ามาในวัดอาตมาจึงนำพวกเข้าไปที่อุโบสถ แล้วก็ฝากให้นายพรดูแลให้”
...............................
“อาตมาพยามออกค้นหาผู้รอดชีวิตเพิ่ม แต่กลับต้องวิ่งหนีเอาตัวรอดแทน ทั้งคนทั้งสัตว์ที่กลายพันธุ์แล้ว
พวกนั้นกลายเป็อสุรกายไร้เหตุผล มันโจมตีทำร้ายทุกอย่างที่ขวางทาง”
หลวงปู่โต้งเดินนำทุกคนออกมาสถาณที่หนึ่งซึ่งน่าจะเรียกว่าลานซากรถมากกว่าลานจอดรถ
ท่านผายมือไปข้างหน้าเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น
“ชาวบ้านและพระสงฆ์ที่รอดชีวิตแต่หนีไม่ทันตกเป็เหยื่อของพวกกลายพันธุ์มากมาย” ท่านนิ่งไปครู่หนึ่งแล้วก็เล่าต่อ
“เวลานั้นอาตมาพนมมือขึ้นแล้วขอให้บุญกุศลที่ทำมาปกป้องคุ้มครอง
แล้วเ้าั์ก็โผล่ออกมา มันไล่ทุบพวกกลายพันธุ์ทุกตัวที่พยามทำร้ายอาตมา
แม้ว่าพวกกลายพันธุ์นั้นจะเคยเป็พระ,เณรในวัดที่อาตมาคุ้นเคย เป็หมา,แมวที่เคยเล่นเคยให้อาหาร
อาตมาก็ไม่คิดจะหยุดเ้าั์นั่นให้ฆ่าพวกมัน......บาปกรรมนี้.......อาตมามิอาจเลี่ยงได้” พูดจบหลวงปู่ก็พนมมือ
นินและริเวียฟังเื่ราวเงียบๆ โดยไม่มีคำพูดอะไร
“ส่วนั์นั่นเป็ใครอาตมาไม่รู้จริงๆ เพราะเขาไม่ได้พูดอะไรเลย จะลองถามเ้าตัวดูเองมั๊ยหล่ะ?”
พูดจบหลวงปู่ก็เดินไปยังลานโล่งๆ ด้านหน้า “สหัสเดชะ ออกมาอารักขาหลวงปู่ด้วย “
สิ้นเสียงร่างั์ตนนั้นก็ค่อยๆ ก่อตัวเป็รูปเป็ร่างขึ้น มันยืนอยู่ข้างๆ หลวงปู่หันหน้ามาจ้องที่นินและริเวีย
.....................................................................................................................................................
ริเวียยืนอยู่ต่อหน้าั์ คิ้วขมวดด้วยความสงสัย “ชั้นคิดว่าเค้ากับฉันน่าจะมีความเกี่ยวข้องกันไม่มากก็น้อย
ราวกับว่าทั้งพวกเราถูกพามายังสถานที่แห่งนี้ด้วยพลังที่มองไม่เห็น”
เธอก้าวเข้าไปใกล้พยายามสบตากับั์ “ฉันคือริเวีย แห่งพากานอส” เธอพูดอย่างหนักแน่น "คุณคือใคร?”
ั์ไม่ตอบสนอง สีหน้าว่างเปล่าและอ่านไม่ออก ริเวียพยายามอีกครั้งเธอยิงคำถามใหม่ “เป็ชาวพากานอสรึเปล่า?”
แต่อีกครั้งไม่มีการตอบสนอง ไม่มีสัญญาณใดๆ จากเ้าั์
หลวงปู่โต้งเอื้อมมือไปแตะที่ขามัน” สหัสเดชะ” หากเ้ารู้สิ่งใดก็บอกโยมทั้งสองนี้ไปเถอะ”
เ้าั์กลอกตาลงมามองที่ท่าน “อู....อึม....” มันส่งเสียงในคอราวกับว่ามันพยายามจะพูดแต่พูดไม่ออก
ริเวียลองพยายามอีกครั้ง “ฉันองค์หญิงริเวียนะ ริเวียแห่งพากานอสไง”
ั์หันมาที่ริเวียดวงตาของมันกลอกขึ้นเพื่อมองเธอ “อิ.......เอีย.......” ลำคอของมันส่งเสียงอื้ออึงอีกเสียงหนึ่ง
นินพูดขึ้นมาอย่างดีใจ “ตะกี้มันพูดว่าริเวียใช่มั๊ย....? “
“สีกา....เข้ามาใกล้ๆ อาตมาสิ” ท่านกวักมือเรียกริเวียเธอค่อยๆ เดินเข้าไปหาหลวงปู่โต้ง
“ลองเอามือมาวางตรงนี้ดู” หลวงปู่โต้งชี้ไปตรงที่มือของท่านเคยจับ
ริเวียยื่นมือออกไปช้าๆ เมื่อมือไปััโดนกับขาของเ้าั์ ก็มีเสียงดังขึ้น
“กริ๊กๆๆ .........แกร็กๆๆ” มีสายเคเบิ้ลเรืองแสงจำนวนมากโผล่ออกมาจากแขนจักรกลของริเวียและขาของเ้าั์
ตอนทั้งสองเชื่อมติดกันด้วยสายเคเบิ้ลไปแล้ว “คุณริเวีย” นินพุ่งเข้าไปจับแขนริเวียที่ติดอยู่กับขาของเ้าั์ไว้
“หลวงปู่ครับนี่มันเกิดอะไรขึ้น?” เขาพยายามดึงแขนริเวียออกมาดูเหมือนว่าริเวียกับั์ตัวนี้จะเชื่อมโยงกันซะแล้ว
เ้าั์ส่งเสียงคำรามออกมาไม่หยุด “....อิ....เอียยย....อิ....เอีย....อา..อาอสสส”
“.....อิ.......เอียยยยย......อิ......เอีย.....อา..อาออส” มันยังส่งเสียงแบบเดิมออกมา
ริเวียเหมือนนึกอะไรขึ้นได้ “ชื่อ? ...........ชื่อของเค้า.........” สหัสเดชะ” ไม่ใช่ชื่อของชาวพากานอส”
หลวงปู่ครุ่นคิดอะไรบางอย่าง “ถูกต้องแล้วนั่นเป็ชื่อที่อาตมาตั้งให้เขาเอง” ท่านค่อยๆ หลับตาลง “ชื่องั้นเหรอ?”
ท่านพยามนึกถึงภาพนิมิตของต่างโลกที่ท่านได้เห็น
นินจับแขนริเวียไว้แน่นเขาพูดกับริเวียด้วยความสงสัย “ชื่อมันเกี่ยวอะไรด้วยครับคุณริเวีย?”
ริเวียคคิดครู่หนึ่งก่อนจะตอบ "ฉันก็ไม่แน่ใจ.....บางทีตำนานส่วนนึงของพากานอสอาจเป็ความจริง
ตำนานเื่พลังของชื่อและความเชื่อมโยงกับตัวตน มีตำนานเล่าว่าเมื่อเด็กเกิดใหม่ถูกตั้งชื่อ
พวกเค้าจะเชื่อมต่อกับพลังได้ พลังนั้นทำให้เาาวพากานอสทุกคนเป็หนึ่งเดียวกันแต่.......มันก็เป็แค่ตำนานนะ”
นินคิดว่ามีความเป็ไปได้ “อาจจะจริงก็ได้ครับ ถ้าไม่อย่างงั้นอะไรที่ทำให้พวกนี้และคุณริเวียมาที่นี่พร้อมๆ กันได้หล่ะ?”
เธอหันไปมองหน้าเขา ตอนนี้หน้าของทั้งสองอยู่ใกล้กันมาก “สเวนด์....หลวงปู่โต้งลืมตาขึ้น อาตมาคิดว่าเขาชื่อ “สเวนด์”
ริเวียไม่รอช้า “สเวนด์” เธอพูดใส่เ้าั์ทันที “กริ๊กๆ .......แกร็กๆ” สวยเคเบิ้ลบางเส้นเปลี่ยนสี
“สเวนด์” เธอพูดอีกครั้ง “ท่านนักบวช สเวนด์” ไหน? “เธอถามหลวงปู่โต้ง หลวงปู่หลับตาลงอีกครั้ง “อืม....สเวนด์ไหน?”
“อืมม......” หลวงปู่พึมพำพลางหลับตานึกภาพอยู่ “เขาทำงาน.......ในชนบท........หมู่บ้านชื่อ......ทอว์ฟ”
“สเวนด์แห่งทอว์ฟ” ริเวียะโขึ้นทันที
“.....อิ.......เอียยยยยย......อิ...เอีย....อา..อาออสสสสส” เ้าั์ ส่งเสียงคำรามออกมาอีกครั้ง
“กริ๊ก........ฟู่.........” สายเคเบิ้ลทั้งหมดหลุดออก ตอนนี้เหลือเพียงกลุ่มควันจางๆ ที่เชื่อมทั้งสองคนไว้
“เฮ้ย คุณริเวีย” นินร้องเสียงหลงเขาพุ่งเข้าไปกอดริเวียจากด้านหลังทันที ควันเ่าั้แทรกเข้าร่างของริเวีย และเ้าั์
ตอนนี้ผิวนอกของทั้งสองเปลี่ยนเป็แผ่นสี่เหลี่ยมจัตุรัสเล็กๆ ที่เรืองแสงเปล่งประกายจำนวนนับไม่ถ้วน
มันค่อยๆ หลุดลอกออกทีละชั้นๆ เศษชิ้นส่วนเ่าั้ลอยสู่ท้องฟ้าแล้วหายไป
เขากอดเธอไว้แน่น “!?......” เขารู้สึกว่าััจากร่างกายของเธอเปลี่ยนไป มันไม่ใช่โลหะเย็นๆ อีกแล้ว
แต่กลับนุ่มนวลและอบอุ่น เมื่อกลุ่มแสงและควันจางลง เขาก็เห็นเธอชัดๆ
.....................................................................
ผมสีเงินแวววับสะท้อนกับแสงแดดเป็ประกาย ผิวขาวเกลี้ยงเนียนโปร่งใสราวกับกระเบื้องเคลือบชั้นดี
คิ้วที่คมเค้มกับดวงตาสีเงินกลมโต ริมฝีปากสีชมพูรูปกระจับคว่ำสมส่วน ดั้งจมูกโด่งเป็ทรงสวย
เธอสวมชุดเดรสกระโปรงสั้นสีขาวบริสุทธิ์ นี่คือริเวียที่เค้าเห็นในความทรงจำ
ไม่ซิ................เธองดงามยิ่งกว่าที่เขาเห็นในความทรงจำเป็ ร้อยเท่าพันเท่า.................
.....................................................................................................................................................
ร่างของเ้าั์หายไปแล้ว ที่ยืนอยู่คือชายหนุ่มอายุประมาณสามสิบ ปี เขาคือสเวนด์แห่งทอว์ฟนั่นเอง
“เ้าหญิงริเวีย” สเวนด์อุทานออกมาด้วยความดีใจ จับมือทั้งสองของเธอแน่นพยามจะดึงไปหาตัว
แต่นินดึงตัวริเวียกลับ “!?............” เธอหันขวับมาหานินแล้วพูดด้วยเสียงกระแทก “ปล่อยได้แล้ว “
เขายังมองริเวียตาไม่กะพริบ หลังของเธอแนบอยู่กับอกของเขา ใบหูของเธอชนกับปลายจมูกเขาเบาๆ
เสียงของเธอเหมือนเด็กที่โดนรังแกแล้วหงุดหงิดสู้ไม่ได้ “นี่....ปล่อยได้แล้ว.....” เธอเริ่มบิดตัวในอ้อมแขนของเขา
“อ๊ะ......ขอโทษครับ” นินหลุดออกภวังค์เขารีบปล่อยริเวียออกแล้วถอยห่างมาอีกสองก้าว
“ผมไม่ได้ตั้งใจทำให้คุณรู้สึกไม่ดี ก็แค่เป็ห่วงน่ะครับ” เขาพูดเจื่อนๆ
..............................
ใบหน้าของเสวนด์เต็มไปด้วยรอยยิ้มที่ปีติดีใจ “เ้าหญิงริเวีย ดีใจจริงๆ ที่ท่านปลอดภัย”
เธอหัวเราะเสียงดัง “ฮะๆ ......ฮะๆๆ .......ฮ่าๆๆๆ จะเรียกว่าปลอดภัยดีมั๊ยเนี่ย?
เธอตบไหล่เสวนด์อย่างแรงหลายทีเหมือนดีใจที่ได้เจอเพื่อนเก่าที่ไม่ได้เจอมานาน เธอเอาสองมือจับไหล่ของเขา
ขณะที่เธอบีบไหล่ทั้งสองของเสวนด์ไว้แน่น เสียงหัวเราะของเธอก็กลายเป็น้ำตา “...ฮือออ.....แงงงง....”
เธอฟูมฟายออกมา “ไม่อยากเชื่อเลย ฉันคิดว่าเราสูญเสียทุกอย่างไปแล้ว คิดว่าเาาวพากานอสจะต้องสาปสูญสิ้นเผ่าพันธุ์ ขอบคุณจริงๆ นะเสวนด์ที่เ้ารอดมาได้ ขอบคุณนะ ริเวียดึงเสวนด์มากอดแล้วก็ตามด้วยร้องไห้ฟูมฟายยังกับเด็กๆ
เธอดันตัวเสวนด์ออกมองหน้าเขาอย่างภูมิใจ “ดีใจจริงๆ เสวนด์เ้าเก่งมาก” ริเวียพูดพลางยิ้มไปน้ำตาไหลไป
เสวนด์หัวเราะเบาๆ กับการตอบสนองทางอารมณ์ของเ้าหญิง
“ขอรับ.........ข้าดีใจจริงๆ ที่ท่านยังดูร่าเริงและแข็งแรงเหมือนที่ท่านเคยเป็เ้าหญิงริเวีย”
นินยื่นผ้าเช็ดหน้าให้ริเวียด้วยรอยยิ้มอบอุ่น “เอ่อ....นี่ครับ”
ริเวียทำหน้าไม่ค่อยพอใจแต่ก็ยื่นมือไปรับผ้ามา” ฟู้ดดดดด..............อ่า.............โล่งจมูก.”
เธอเอาผ้ายัดใส่มือเขา “ขอบใจนะ “
..................................
นินพับผ้าที่ริเรียใช้แล้วเก็บใส่กระเป๋าอย่างดีถามขึ้นมาว่า “หลวงปู่ครับ ทำไมถึงทราบชื่อของคุณเสวนด์หล่ะครับ?”
หลวงปู่โต้งค่อยๆ นั่งลงที่โต๊ะม้าหินใกล้ๆ นั้น “อาตมาคิดว่า ความทรงจำบางส่วนอาตมากับโยมเสวนด์เชื่อมต่อกัน
ความรู้และประสบการณ์ของโยมต่างโลกทั้งสองน่าจะถูกถ่ายทอดมาที่พวกเราด้วยนะโยมนิน
” ดวงตาของริเวียเบิกกว้างด้วยความใเมื่อได้ฟังคำอธิบายของท่าน “นี่ท่านนักบวชคิดว่าความทรงจำพวกเราเชื่อมต่อกันได้ตลอดเลยเหรอ? เธอพูดด้วยเสี่ยงสั่นๆ
อืม...หลวงปู่หลับตานึกถึง่เวลาที่ท่านเข้าไปดูความทรงจำของเสวนด์ “ความเชื่อมโยงของเราอาจถูกจำกัดในบางสถานการณ์แต่เท่าที่อาตมาเห็นมันยังคงอยู่ที่นั่นเสมอ อาจจะสำหรับการถ่ายโอนความรู้” หลวงปู่โต้งยิ้มนิดๆ ให้ริเวีย
พวกโยมคิดว่าตอนนี้พวกเราพูดภาษาอะไรกันหล่ะ?” นินเอียงคอนิดๆ ทำหน้าเหมือนไม่ค่อยเข้าใจ “หลวงปู่หมายความว่า
คุณริเวียกับคุณเสวนด์ไม่ได้พูดภาษาของเรา แต่เป็เราที่เข้าใจภาษาของพวกเขาใช่มั๊ยครับ?”
หลวงปู่โต้งยิ้มออกมา “ถูกต้องแล้ว” นินอ้าปากค้างตะลึงในคำตอบ “แล้วความรู้ของเราถูกถ่ายโอนด้วยรึเปล่าครับ?”
ท่านหันไปมองริเวียกับเสวนด์ “คงต้องให้โยมต่างโลกทั้งสองเป็ผู้ตอบแล้วหล่ะ”
เสวนด์เอียงคอนิดๆ เขาเองก็ไม่ค่อยแน่ใจ “เอ่อ...คิดว่าไม่นะครับ....ผมไม่รู้อะไรเกี่ยวกับโลกนี้เลย”
นายพรมัคนายกยืนแก้ๆ กังๆ อยู่ไกลพอควร “หลวงปู่คร้าบ เอ่อ หลวงปู่คร้าบบบ” “ใกล้เพลแล้วครับ”
ท่านพยักหน้ารับนายพร “อืม” ไปพักกันก่อน ยังมีปริศนาอีกมากตอนนี้ต้องให้ท้องอิ่มก่อนนะ” ท่านพูดอย่างอารมณ์ดี
ริเวียยังยืนอยู่ที่เดิมเธอก้มหน้านิดๆ ไม่สบตาใครเสียงของเธอสั่นเล็กน้อย “เป็ไปได้ยังไง?”
เธออดไม่ได้ที่จะรู้สึกถึงความไม่สบายใจที่ถาโถมเข้ามา ความทรงจำของเธอเชื่อมต่อกับชายแปลกหน้าที่เธอไม่รู้จัก
ถึงเธอจะเป็เ้าหญิงที่แข็งแกร่ง แต่เื่นี้มันไม่ใช่เื่ที่ความแข็งแกร่งจะเอาชนะได้ นินเห็นริเวียทำตัวแปลกๆ ไป
จึงพูดกับเธอ” คุณริเวียครับไปกันดีกว่าครับ “เธอเอามือจับไหล่นินทั้งสองข้างเขย่งตัวขึ้นไปแล้วเอาปากแนบใกล้หู
หัวใจนินเต้นไม่เป็จังหวะเมื่อเขารู้สึกถึงลมหายใจของเธอที่ข้างหู เสียงเย็นๆ ประหนึ่งประกาศิตโทษตายสถานเดียวดังออกมาจากปากสีชมพูเล็กๆ นั้น “ห้ามนายดูความทรงจำชั้นเด็ดขาดไม่งั้น.....ตาย!
....................................................................................................................................................
つづく