ข่าวลือเกี่ยวกับอันซิ่วเอ๋อร์จู่ๆก็แพร่สะพัดไปทั่วอย่างรวดเร็ว วันนี้จางเจิ้นอันก็เพิ่งได้ยินมาเรื่องหนึ่ง
ผู้คนในจวนต่างลือกันว่าอันซิ่วเอ๋อร์หนีตามชู้ซึ่งเป็นทหารยามไปบ้างก็ว่านางตั้งครรภ์แล้วยังทำตัวไม่สำรวมร้ายกว่านั้นยังลือกันว่าลูกในท้องไม่ใช่สายเลือดของจางเจิ้นอันจางเจิ้นอันไปที่ไหนก็ได้ยินแต่คำนินทาเหล่านี้ ทุกครั้งที่ได้ยิน เขาไม่เคยปรานีสั่งปลดคนเหล่านั้น บ้างก็ขายทิ้ง บ้างก็ไล่ออกไป
พวกบ่าวเหล่านั้นย่อมพบจุดจบที่ไม่ดีการกระทำของเขาเป็นการเชือดไก่ให้ลิงดู ข่าวลือในจวนจึงค่อยๆ ซาลง
จางเจิ้นอันอดรู้สึกขบขันปนขมขื่นไม่ได้เขาไม่รู้เลยว่าตระกูลเก่าแก่นับร้อยปีที่เคยเคร่งครัดในกฎระเบียบกลับเสื่อมทรามลงถึงเพียงนี้ได้อย่างไร
ยังจำได้ว่าเมื่อหลายปีก่อนไม่มีบ่าวคนไหนกล้านำเรื่องของนายท่านไปพูดให้เสียหาย แต่เพียงไม่นานคนพวกนี้กลับไม่เกรงกลัวอะไรเลย
หรือเบื้องหลังเรื่องนี้จะมีคนคอยยุยงส่งเสริมก็เป็นได้แต่เขาทำได้เพียงแสร้งทำเป็นไม่รู้ ยังคงส่งคนออกตามหาทั่วเมืองแม้กระทั่งส่งคนไปยังหมู่บ้านชิงสุ่ย ส่วนตนเองก็ยังคงไปทำงานตามปกติแต่ก็ถูกพบเห็นว่าไปดื่มสุราแก้กลุ้มอยู่บ่อยครั้ง
ในโรงเตี๊ยมอันครึกครื้นจางเจิ้นอันนั่งอยู่ริมหน้าต่าง มองผู้คนเดินขวักไขว่บนถนนพลันรู้สึกว่าชีวิตช่างน่าเบื่อหน่าย ดำเนินไปอย่างเชื่องช้าและไร้จุดหมาย
"เฮ้ สหาย เรื่องสตรีคนเดียวเจ้าไม่ควรเป็นถึงเพียงนี้กระมัง" เสียงทุ้มนุ่มดังขึ้นชายผู้นั้นนั่งลงข้างๆ สวมอาภรณ์ขาวสะอาดตา ดูเป็นอิสระไม่ยึดติดกลับเป็นเยี่ยนจิ่งซิว "ช่วงนี้เจ้าดูแปลกไปมากท่าทีแบบนี้ ช่างไม่เหมือนเจ้าคนก่อนเลย"
"เจ้ารู้ได้ยังไงว่าข้าควรเป็นเช่นไร?"จางเจิ้นอันเหลือบมองเขา แล้วยกจอกสุราขึ้นดื่ม
เยี่ยนจิ่งซิวยกการินสุราให้ตนเองแล้วยกจอกขึ้นคารวะเขาเล็กน้อย กล่าวว่า "ข้ารู้ว่าเจ้าภายนอกใจเย็นแต่เนื้อแท้จิตใจดีเรื่องนี้คงกระทบใจเจ้าไม่น้อย ยิ่งเจ้าทำท่าไม่ใส่ใจเท่าใดในใจก็ยิ่งทุกข์มากเท่านั้น"
"ต่อให้ข้ามีเรื่องในใจเจ้าก็ช่วยอะไรข้าไม่ได้" จางเจิ้นอันกล่าวอย่างไร้เยื่อใยเยี่ยนจิ่งซิวสีหน้าเปลี่ยนไปเล็กน้อย
"เจ้าหมายถึงเรื่องที่ชวนข้าไปบ้านเจ้าคราวก่อนใช่หรือไม่?เจ้าไม่อยู่ ข้าไหนเลยจะกล้าไป อีกอย่าง ข้าก็มีธุระจริงๆนี่ข้าอุตส่าห์แบกส้มเขียวหวานจากหวยหนานมาวันนี้เลือกตะกร้าที่ผลแดงและใหญ่ที่สุดมาให้เจ้า ถือเป็นการขอโทษก็แล้วกัน"เยี่ยนจิ่งซิวรีบกล่าวแก้
"จะอธิบายทำไมมากมาย?" จางเจิ้นอันเหลือบมองเขา "เจ้าก็แค่ไม่อยากยุ่งเรื่องนี้ข้าเข้าใจ"
"ที่แท้เจ้าก็เข้าใจ..."เยี่ยนจิ่งซิวโล่งอกปนละอายใจ
"ตอนนั้น ข้าเชื่อจริงๆว่าเจ้ามีธุระ บางทีเจ้าอาจมองการณ์ไกลกว่าข้า รู้ว่าพวกนั้นเป็นคนเช่นไรแต่ข้ากลับมองคนไม่ทะลุ" เขายกจอกขึ้นดื่มสุราจนหมด
"แต่ช่างเถอะ คนเราต้องพึ่งตนเองเจ้าเป็นสหายข้าก็จริง แต่ในใจเจ้าก็ยังมีคนที่สำคัญกว่าข้าอยู่ดี"
เยี่ยนจิ่งซิวเงียบไป จางเจิ้นอันจึงถามว่า"ในเมื่อเจ้ารักนาง เหตุใดต้องปล่อยให้นางต้องดิ้นรนยอมยกนางให้คนอื่น?"
"นางไม่เคยรักข้า"
เยี่ยนจิ่งซิวดื่มสุราไปสามจอกติดจึงเอ่ยปากว่า "ในใจนางมีแต่ผลประโยชน์ข้ายอมให้นางใช้ประโยชน์ แต่จะให้ทำเรื่องชั่วช้า ข้าทำไม่ได้ สู้หนีไปไกลๆเสียดีกว่า"
เขาซดสุราทีละจอกจางเจิ้นอันจึงเรียกเสี่ยวเอ้อร์ มาเปลี่ยนเป็นชาขมให้เขา
น้ำชารสขม กลืนลงคอราวกับขมลึกไปถึงขั้วหัวใจ
เยี่ยนจิ่งซิวพึมพำ"ข้าให้เวลาตัวเองสามปี แต่สามปีที่ผ่านมา ข้าพยายามสารพัดในสายตานางกลับไม่มีข้าอยู่เลย"
"ถ้าเช่นนั้น เหตุใดไม่ปล่อยวางเสีย?ผู้หญิงดีๆ ในใต้หล้ายังมีอีกมาก" จางเจิ้นอันกล่าว
เยี่ยนจิ่งซิวเงยหน้าขึ้น ถามเสียงเบา"เจ้าไม่โทษข้าหรือ?"
"เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับเจ้าจะโทษเจ้าได้อย่างไร?" จางเจิ้นอันเอื้อมมือตบไหล่เขา"ข้าไปล่ะ เจ้าดื่มชาต่อเถอะ เติมได้เรื่อยๆ"
"เฮ้..." เยี่ยนจิ่งซิวเพิ่งรู้สึกตัวแต่จางเจิ้นอันก็ลงบันไดไปแล้ว
เขาเพิ่งนึกได้ว่าเมื่อครู่ตนเองดื่มชาไม่ใช่สุรา ชาจะเมาได้อย่างไรกัน?
จางเจิ้นอันรีบกลับบ้านระหว่างทางเห็นเด็กหญิงขายดอกไม้คนหนึ่ง ดอกไม้ในตะกร้าหอมฟุ้ง เขาจึงซื้อมาสองดอกพอเดินกลับมาถึงเรือนสดับไผ่ เขาก็โยนดอกไม้ทิ้งไว้ที่หน้าประตูแล้วเดินเข้าไปข้างใน
พลันมีสตรีในชุดขาวคนหนึ่งเดินเข้ามาเอื้อมมือเก็บดอกไม้ทั้งสองขึ้นมา ดอกไม้สีแดงสดขับให้ผิวนางขาวผ่องยิ่งขึ้นนางยกมันขึ้นดมเบาๆ ที่ปลายจมูก มุมปากปรากฏรอยยิ้มบางๆ ก่อนจะถือดอกไม้จากไป
เวลาผ่านไป ใกล้จะถึงวันปีใหม่เข้ามาทุกทีจางเจิ้นอันราวกับถอดใจเรื่องตามหาอันซิ่วเอ๋อร์แล้วแม้แต่คนที่ส่งไปหมู่บ้านชิงสุ่ยก็ถูกเรียกกลับมาแล้วทุกวันเขาเอาแต่ยุ่งเรื่องงาน แม้แต่เวลากลับบ้านก็น้อยลงไปมาก
เย่จิ้งซูแอบรู้สึกสมใจนางอุตส่าห์ให้จางเจิ้นผิงก่อเรื่องทางธุรกิจขึ้นมาบ้างนางรู้ดีว่าในใจจางเจิ้นอัน ความรุ่งเรืองของตระกูลจางสำคัญที่สุดเสมอผู้หญิงน่ะหรือ? ต่อให้รัก จะรักได้นานแค่ไหนกัน?นางจะไม่มีวันให้เขาหาอันซิ่วเอ๋อร์เจอเด็ดขาด!
น่าเสียดายที่อุตส่าห์วางแผนการใหญ่ไว้แต่กลับไม่มีใครชื่นชม นางจึงรู้สึกว่าตนเองควรไปเยี่ยมอันซิ่วเอ๋อร์สักหน่อยอย่างไรเสียนางก็ท้องแก่ ใกล้ปีใหม่แล้วต้องอยู่คนเดียว คงน่าสงสารแย่
วันนี้อากาศที่มืดครึ้มมาหลายวันกลับแจ่มใสเป็นพิเศษ เย่จิ้งซูจึงอ้างว่าจะออกไปเดินเล่นแล้วพาบ่าวคนสนิทนั่งรถม้าออกจากเมืองไป
พอพ้นเขตเมือง ถนนก็ขรุขระขึ้นทันทีเดี๋ยวเป็นหลุม เดี๋ยวเป็นแอ่งน้ำ เย่จิ้งซูอดขมวดคิ้วไม่ได้ถนนหนทางช่างแย่เสียจริง แม้จะนั่งอยู่บนรถม้าที่บุนุ่มสบายก็ยังรู้สึกไม่สบายตัวอยู่ดี
อย่างไรก็ตามพอคิดว่าจะได้ไปเยาะเย้ยอันซิ่วเอ๋อร์ ใบหน้านางก็เผลอเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ออกมา
หลังจากออกจากเมืองมาราวหนึ่งชั่วยามในที่สุดก็มาถึงเรือนสวนชานเมืองแห่งหนึ่ง
เรือนสวนแห่งนี้อยู่นอกเมืองหมิ่นเยว่เป็นที่เปลี่ยวร้างห่างไกล ไม่ใช่ทรัพย์สินของตระกูลจางทั้งไม่ใช่สินเดิมของอูซื่อ แต่ถือครองในชื่อลูกน้องคนหนึ่งของเย่จิ้งซูตอนนั้นอูซื่อคิดจะซ่อนอันซิ่วเอ๋อร์ไว้ในที่ของตนเองแต่เย่จิ้งซูกลัวจางเจิ้นอันสืบเจอ จึงให้เว่ยอวี้ชิงพาคนมาที่นี่แทนต่อให้จางเจิ้นอันสืบเจอ ก็จะไม่สาวมาถึงพวกนาง
เรือนสวนแห่งนี้ไม่มีอะไรโดดเด่นไม่มีผลผลิตพิเศษอะไร เป็นแค่ไร่นาเล็กๆ ธรรมดา เย่จิ้งซูเองก็ไม่เคยมาที่นี่จางเจิ้นอันต่อให้คิดจนหัวแตก ก็คงคิดไม่ถึงว่านางจะซ่อนคนไว้ที่นี่
พอรถม้าของเย่จิ้งซูหยุดลงผู้ดูแลไร่วัยกลางคนที่รับผิดชอบที่นี่ก็รีบเข้ามา ท่าทีประจบสอพลอเต็มที่พอเห็นเย่จิ้งซูลงจากรถ เขาก็ก้มหัวแทบติดดิน ปรนนิบัติอย่างดีแต่เย่จิ้งซูกลับไม่ชอบท่าทางเอาอกเอาใจเช่นนี้ เพียงเชิดคางถาม"คนอยู่ที่ไหน?"
"อยู่ในลานด้านในขอรับ" ผู้ดูแลรีบตอบ
"ถ้าอย่างนั้น ยังยืนบื้ออยู่อีกทำไม?ไม่รีบนำทางคุณหนูไปเล่า!" บ่าวรับใช้ข้างกายเย่จิ้งซูตวาด
"ขอรับๆ บ่าวจะนำทางไปเดี๋ยวนี้ขอรับ"ผู้ดูแลรีบตอบ
ตลอดทางมีแต่หญ้าแห้งๆ รั้วไม้ก็ผุพังถนนยิ่งเฉอะแฉะสกปรก ผู้ดูแลผู้นี้ไม่รู้ว่าเย่จิ้งซูจะมากะทันหันจึงไม่ได้ให้คนมาปรับปรุงทาง บัดนี้พอเห็นโคลนติดเต็มรองเท้าเย่จิ้งซูท่ามกลางฤดูหนาวเช่นนี้ เขาก็เหงื่อเย็นซึม
เขากลัวว่าเย่จิ้งซูจะไม่พอใจจนถูกปลดจากการเป็นผู้ดูแล
การเป็นผู้ดูแลที่นี่แม้จะไม่มีผลประโยชน์ให้กอบโกย ไม่มีทางไต่เต้า แต่ก็สุขสบายยิ่งนักวันธรรมดาไม่ต้องทำอะไร มีชาวบ้านคอยปรนนิบัติ ในอาณาเขตนี้ เขาคือราชาขอเพียงรอตอนเจ้านายลงมาตรวจ แล้วสั่งให้ชาวบ้านทำทีขยันขันแข็งหน่อยเก็บกวาดให้ดูดีขึ้นหน่อยก็พอ ใครจะรู้ว่าวันนี้เย่จิ้งซูจะมาไม่ให้สุ้มให้เสียง
พอพานางมาถึงหน้าลานเล็กๆ เก่าโทรมแห่งนี้เหงื่อเย็นก็ไหลท่วมตัวเขาแล้ว เขาหยิบกุญแจออกมา เปิดประตูมือไม้สั่นเย่จิ้งซูหันไปมองแวบหนึ่ง เขาก็รีบก้มหน้างุด รอรับคำตำหนิใครจะรู้ว่านางกลับกล่าว "เจ้าทำได้ดีข้าพอใจมาก"
"หา?" ผู้ดูแลยังงงๆแต่ก็รีบกล่าว "ขอบคุณคุณหนูที่ชมเชยขอรับ!สมควรแล้วขอรับ! สมควรแล้ว!"
เย่จิ้งซูก้าวเข้าไป ผู้ดูแลกำลังจะตามแต่บ่าวรับใช้ข้างกายนางกล่าวห้าม "เจ้ายืนรออยู่ตรงนี้แหละ"
"ขอรับๆ" ผู้ดูแลพยักหน้าหงึกๆหยุดฝีเท้า แล้วยังปิดประตูให้อย่างรู้หน้าที่
บ่าวรับใช้เห็นท่าทางเขาแล้วก็แค่นเสียงหึในลำคอราวกับหมั่นไส้ที่เขาได้หน้า แต่ผู้ดูแลผู้นี้ก็ยังคงยิ้มประจบไม่เลิก
เย่จิ้งซูสำรวจลาน ยิ่งมองยิ่งพอใจ 'อืม... ลานนี้รกร้างดี ไม่เลว ไม่เลว' เพียงแต่ตัวเรือนยังดูดีไปหน่อยถ้าได้อยู่ในกระท่อมซอมซ่อคงจะดีกว่านี้ แต่น่าเสียดาย อูซื่อคงไม่ยอมหากท่านแม่รู้ว่านางทารุณอันซิ่วเอ๋อร์เกินไป เกรงว่าจะมองว่าตนใจแคบไปด้วยคงไม่ดีนัก
เย่จิ้งซูเดินเข้าไปในตัวเรือนแต่กลับไม่พบใคร บ่าวรับใช้กำลังจะส่งเสียงเรียก เย่จิ้งซูกลับยกมือห้ามนางได้ยินเสียงแว่วๆ มาจากหลังลาน จึงตัดสินใจไปดูด้วยตนเอง
ขณะนั้นอันซิ่วเอ๋อร์กำลังง่วนอยู่ในแปลงผักหลังลานกับแม่นมฟู่ พอดีตอนที่เย่จิ้งซูมาถึงนางกำลังถือผักกาดขาวหัวใหญ่อยู่ในมือ
วันก่อนนู้นอันซิ่วเอ๋อร์ไม่ได้สังเกตลานนี้ละเอียดนัก พอถึงวันที่สอง นางจึงลองเดินสำรวจรอบๆแล้วก็พบแปลงผักนี้
ลานนี้ดูเหมือนจะเป็นบ้านชาวนาธรรมดาๆ จริงๆมีทั้งแปลงผัก บ่อน้ำ ด้านหลังยังมีประตูเล็กอีกบาน ทุกวันจะมีคนนำฟืน ข้าวสารและของแห้งอื่นๆ มาส่งไว้ให้ แต่ไม่เคยเห็นหน้าคนส่ง และประตูบานนั้นก็ไม่เคยเปิดรู้แต่ว่าทุกเช้าพอตื่นมา ก็จะพบของเหล่านั้นวางอยู่ตรงนั้นแล้ว
เรื่องอาหารการกินจึงไม่ขัดสนแล้วอย่างไรก็ตาม นับแต่นี้ไป อันซิ่วเอ๋อร์และบ่าวต้องพึ่งพาตนเอง ชีวิตสบายๆที่เคยชมดอกไม้ อ่านหนังสือ ฟังนิทาน คงไม่มีอีกแล้ว อันซิ่วเอ๋อร์พอรู้สึกเบื่อๆก็ลงมือเก็บผัก ทำอาหารกินเอง เพื่อฆ่าเวลา ถือเป็นการฝึกฝีมือทำอาหารไปในตัว
ตอนนี้นางถือผักกาดขาวหัวใหญ่อยู่ในมือกำลังจะเดินไปที่ครัว แต่พอเงยหน้าขึ้น ก็เห็นเย่จิ้งซูยืนอยู่ตรงนั้น