หน้าต่างที่ปิดไว้สนิทกระแทกเปิดเพราะลมแรงเทียนตรงหน้าดับวูบ ตามด้วยเสียงสุนัขหอนไล่ใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
ชายแก่ที่กำลังนั่งสวดมนต์อยู่หน้าโต๊ะหมู่ขนาดใหญ่ลืมตาลมพัดเอากลิ่นของตะไคร่ที่อับชื้นสาบสางน่าขนลุก เจือมากับกลิ่นลมทะเล คิ้วข้างขวากระตุกแรงราวกับเป็ลางสังหรณ์
“ขออย่าให้เกิดอะไรขึ้นอีกเลยสาธุ...” ชายแก่ยกมือท่วมหัวแล้วก้มลงกราบ
ที่หน้าพระชั้นล่างสุดชายแก่เอื้อมไปแตะรูปถ่ายขาวดำในกรอบไม้ เป็ภาพชายหนุ่มอายุไม่มาก หน้าตาหล่อเหลาแต่กลับให้ความรู้สึกบอบบางกำลังอมยิ้มเล็กน้อย
“พวกเขาเป็ลูกหลานของคุณ...ต้องช่วยคุ้มครองพวกเขาด้วยนะครับคุณชาย”
.......................................................................
ทุกอย่างเกิดขึ้นในเสี้ยววินาทีใบหน้าบวมอืดพุ่งขึ้นมาจากใต้น้ำ ผิวหน้าบวมเป่งมีรอยเปื่อยยุ่ยของิัอยู่ทั่วทั้งใบหน้าทำให้ตอนใบหน้านั้นฉีกยิ้มมีรอยแตกปริออกมาน่าขนลุก
“มาเล่นกันเถอะ...พี่จ๋า”
กริ๊ง!
เสียงกระพรวนดังก้องลัลทริมากรีดร้องสุดเสียง สะบัดมือเต็มแรงจนขาเสียหลัก หากไม่ได้การินมาคว้าแขนเอาไว้เธอก็คงตกลงไปในสระบัวแล้ว
“ทำบ้าอะไรของเธอ...ยัยแม่มด”
“การิน!” ใบหน้าเด็กสาวขาวซีดเพราะความใมือสั่นเทาบีบมือของเขาแน่น อีกมือชี้มือไปยังสระบัวที่ตอนนี้มีเพียงน้ำกระเพื่อมเป็วง“ดะ...เด็ก...มีเด็กอยู่ในน้ำ”
การินคว้าโทรศัพท์มือถือของเด็กสาวที่ยังเปิดไฟอยู่ส่องลงไปในน้ำทันทีน้ำในสระใสจนมองเห็นก้นบ่อ ทว่านอกจากกระถางบัวก็ไม่มีอะไรผิดปกติ
“ไม่อยู่แล้วตอนนี้เธอััอะไรได้บ้างยัยแม่มด” เขาถามโดยไม่หันไปมองจนกระทั่งได้ยินอีกคนพูดเสียงจุกในลำคอ
“น่ะ...นั่น”ปลายนิ้วที่สั่นเล็กน้อยชี้มาที่การินด้วยดวงตาเบิกค้าง เพราะตอนนี้เธอเห็นเด็กผู้ชายคนที่ว่ากำลังยืนอยู่ด้านหลังเด็กหนุ่มเกยคางที่เปียกชื้นมีแต่รากบัวไว้บนไหล่ของเขา
การินเย็นต้นคอวาบรีบหันกลับไปมอง ทว่าเขาไม่เห็นอะไร ได้ยินเพียงเสียงฝีเท้าเล็กๆ วิ่งกลับเข้าไปในตัวตึกพร้อมด้วยเสียงหัวเราะเย็นะเื
“ฮิ ฮิ...สนุกจริงๆ”
ลัลทริมาปวดหัวแปลบแต่เพียงครู่เดียวความรู้สึกหนักอึ้งก็หายไป ทิ้งไว้เพียงอาการหัวใจเต้นแรงหายใจแทบไม่เป็จังหวะ
“หึ...หึเธอนี่ฟอร์มไม่มีตกจริงๆ ยังไม่ทันข้ามคืนก็เรียกออกมาได้แล้ว” การินเค้นเสียงหัวเราะ
ลัลทริมาจะเถียงว่าไม่ใช่เพราะตัวเองก็เหนื่อยเกินกว่าจะพูดแล้วและความจริงเธอก็พูดได้ไม่เต็มปากเท่าไรนัก
“ฉันงงไปหมดแล้วแทนบอกว่าที่นี่ไม่มีประวัติอะไร แต่พลอยชนกกลับบอกว่านี่เป็บ้านผีสิง”เธอยันตัวลุกขึ้น รู้สึกเหมือนเพิ่งผ่านการวิ่งมาหลายร้อยเมตร
“แสดงว่าต้องมีใครไม่ได้พูดความจริงยังไงล่ะ”เขาโยนโทรศัพท์มือถือคืนให้เ้าของ ก่อนหยิบเครื่องของตัวเองออกมาเปิดไฟฉายเดินเลาะไปตามริมสระบัว ห่างออกไปจนพ้นระยะแสงจากในอาคาร
พออยู่คนเดียวต้นคอของเด็กสาวก็รู้สึกเย็นวาบ ลัลทริมารีบตามการินไปทางด้านหลังติดๆ
“เธอเองก็อยากรู้ล่ะสิว่าที่เห็นน่ะ...เป็อะไร”การินยิ้มเหยียด ชายตามองคนที่เดินตามมา
“...เื่นี้เกี่ยวกับเพื่อนสนิทของเอมนี่น่าถึงจะกลัวแต่ให้หนีไปเฉยๆ ไม่ได้หรอก” เมื่อความ้าของทั้งสองคนมีปลายทางเหมือนกันทั้งสองจึงเดินไปด้วยกันในที่สุด
ยิ่งออกห่างจากตัวโรงแรมรอบตัวก็ยิ่งเงียบและมืด สวนในส่วนนี้ตัดแต่งเป็แนวรั้วสูงเกือบถึงไหล่พื้นหญ้าขึ้นสูงเหมือนกับว่ายังตกแต่งไม่เสร็จ ให้ความรู้สึกลึกลับวังเวง เด็กสาวต้องเร่งฝีเท้าเพราะกลัวการินจะคลาดสายตา
กริ๊ง…
ลัลทริมาหยุดกึกคว้าชายเสื้อคนข้างหน้าทันที
“นายได้ยินรึเปล่าเสียง...กระพรวน” เธอกระซิบถาม
ทันใดนั้นก็มีลมเย็นเยือกพัดระแนวต้นไม้จนมันสั่นเกิดเสียงหวีดหวิวไปทั่วการินสาดแสงแฟลชไปรอบๆ ในตอนนั้นเอง แสงสีขาวสลัวของโทรศัพท์ก็สาดไปโดนบางอย่างบนพื้นหญ้า
“ว้าย!”
ดวงตากลมโตของลัลทริมาเบิกค้างขาแข็งจนก้าวไม่ออก
ตรงหน้ามีมือสีคล้ำิัเต็มไปด้วยแผลตกสะเก็ดเป็ตะปุ่มตะป่ำ ผอมเห็นหนังหุ้มกระดูกกำลังคลานออกมาจากพุ่มไม้ที่อยู่ห่างออกไปไม่ถึงก้าว
“นั่นใครน่ะ!?” เด็กสาวะโถามทั้งที่หลบหลังการินอยู่ทว่าก็ไม่ได้มีเสียงอะไรตอบกลับนอกจากเสียงพุ่มไม้เสียดสีที่ดังใกล้เข้ามาเรื่อยๆ
จู่ๆตาสองข้างของทั้งคู่ก็พร่าเพราะโดนแสงจ้าสาดเข้าหน้า เสียงฝีเท้าหนักย่ำพงหญ้าตรงเข้ามาหาใกล้ทุกที
.......................................................................
ห้องของพลอยชนกอยู่ถัดจากห้องของพวกเอมิกาไปอีกสองห้องเด็กสาวผมสั้นจึงใช้เวลาเดินไม่นานก็มาหยุดอยู่หน้าประตูห้องของเพื่อนสมัยเด็กแล้ว
“พลอยฉันเอง...เปิดให้หน่อย”
เสียงเรียกไม่มีคนตอบเอมิกาจึงลองเคาะประตูเบาๆ
“ฉันกับนีเอาขนมมาให้เมื่อกี้เธอกินไปนิดเดียวคงหิวใช่ไหม”
มัณฑินีซึ่งเอาหูแนบประตูอยู่ทำท่าให้อีกคนรู้ว่าเธอได้ยินเสียงคนในห้องกำลังร้องไห้เอมิกาจึงร้อนใจ ทุบประตูดังกว่าเดิม
“พลอยเปิดหน่อย เป็อะไรรึเปล่า พลอย!”
เสียงเคาะดังไปทั้งชั้นเด็กสาวสวมแว่นเห็นท่าไม่ดี เพราะเหมือนจะเริ่มมีแขกจากห้องอื่นออกมาดูแล้ว
“เอมเบาๆหน่อย เกรงใจห้องอื่น”
แกรก...
ประตูห้องแง้มออกเบาๆพลอยชนกตาแดงก่ำ ดึงเอมิกาเข้าไปกอดจนแน่น
“เอมต้องเชื่อฉันนะแม่ไม่ยอมฟังฉันเลย ฉันกลัว...ฉันกลัว!”
“ใจเย็นนะพลอยมีอะไรค่อยๆ พูด” ครั้งนี้เธอรับมือได้ดีขึ้น ทั้งเอมิกาและมัณฑินีเข้าไปในห้องช่วยกันปลอบจนเด็กสาวเริ่มสงบลง และเมื่อได้สติ เธอก็ก้มหน้าซุกกับฝ่ามือปาดน้ำตาข้างแก้ม
“ขอโทษนะฉันไม่อยากให้เอมกับนีเห็นสภาพนี้เลย”
“พูดอะไรอย่างนั้นเพื่อนน่ะมีเอาไว้ในเวลาแบบนี้ไม่ใช่เหรอ” มัณฑินีส่งกระดาษเช็ดหน้าให้
“พวกเธอไม่กลัวฉันใช่ไหมแม่บอกว่า...ฉันมีปัญหาเื่การควบคุมอารมณ์ แล้วก็เครียดจนเกิดภาพหลอนไปเองแทนเองก็ไม่เชื่อฉัน แต่เอม...ฉันไม่ได้คิดไปเอง แล้วมันก็ไม่ใช่ความฝันฉัน...เห็น...จริงๆ แต่ว่าบางทีฉัน...ก็ไม่เชื่อตัวเองขึ้นมาเหมือนกันฉันเองก็ไม่รู้ว่าตัวเองเป็อะไร เจออะไรอยู่ บางครั้งฉันก็ไม่รู้แล้วว่าตัวเองยังมีอยู่จริงหรือเปล่าหรือฉันเป็อย่างที่แม่กับแทนว่าจริงๆ” พลอยชนกดูสับสนและหวาดกลัวจนสติไม่อยู่กับเนื้อกับตัว
“พลอย...ฉันเชื่อเธอไม่ได้ตอบส่งๆ ด้วยนะ เราสองคนรู้จักคนคนหนึ่งที่ต้องผ่านเื่เ็ปมากมายเพราะัักับสิ่งที่คนอื่นมองไม่เห็น พวกเรารู้ดีว่ามันน่ากลัวแล้วก็เ็ปขนาดไหนที่ต้องกลัวอยู่คนเดียว” เอมิกาลูบไหล่พลอยชนกไปพลาง “แต่ว่าเพราะคนเ่าั้ยืนหยัดในสิ่งที่ตัวเองเป็เลยช่วยคนที่ต้องทุกข์ทรมานกับสิ่งที่มองไม่เห็นได้”
พลอยชนกมองหน้าเพื่อนรักน้ำตาร่วงเผาะ
“ถ้าโลกนี้ไม่มีความบังเอิญพวกเราทุกคนอาจจะมาที่นี่เพื่อช่วยพลอยก็ได้” เอมิกายื่นมือไปจับหลังมือพลอยชนกเอาไว้หวังจะช่วยปลอบใจ
“เอมพูดจริงๆใช่ไหม ฉันคิดอยู่แล้วว่าเอมต้องช่วยฉันได้ เอมคือฮีโร่ของฉัน”
จังหวะนี้มัณฑินีเตะขาเอมิกาเข้าทีหนึ่งเต็มๆเด็กสาวยิ้มเจื่อน
“ก็อยากเป็ฮีโร่อยู่หรอกนะแต่ความจริงคนที่จะช่วยเธอได้ไม่ใช่ฉันหรอก”
ตากลมโตกลอกมองทั้งคู่อย่างงุนงงจนมัณฑินีเฉลย
“คนที่พวกเราพูดถึงคือลัลกับการินจ้ะ”
.......................................................................
“ใครอยู่ตรงนั้นน่ะ!”
เสียงตวาดคุ้นหูดังขึ้นทำให้ลัลทริมายกมือขึ้นป้องตาจากแสงไฟ ก่อนะโกลับไป
“แทนพวกเราเอง ลัลกับการิน”
ชายหนุ่มรุ่นพี่ได้ยินอย่างนั้นก็ลดไฟฉายลง
“พวกเธอนี่เองทำไมเดินมาถึงตรงนี้ได้ล่ะ”
“แกล่ะมาทำไม” การินย้อนถาม
“นี่มันทางกลับบ้านฉันเดินผ่านทางนี้ใกล้กว่าอ้อมออกทางหลัก แล้วนี่มีอะไรหรือเปล่า”แทนไทเห็นลัลทริมาเหงื่อแตกแถมเสื้อยังมีรอยเปียกจึงจะเดินเข้าไปดูกลับถูกการินเข้ามายืนขวางเอาไว้อย่างจงใจ “ไม่ควรมีใครเดินมาแถวนี้”
“หึ...หึมีอะไรที่ให้เห็นไม่ได้หรือไงถึงขู่กันนัก”
“การิน!”ลัลทริมากระตุกชายเสื้อเขาอย่างแรง
“ฉันไม่รู้ว่าพวกเธอนึกสนุกอะไรแต่การทำตัวเป็นักสืบแบบนี้มันอันตรายนะ”แทนไทฉายไฟไปที่กองไม้เก่าซึ่งอยู่ถัดออกไปไม่ห่าง “ส่วนตรงนี้ยังปรับปรุงไม่เสร็จพวกเธออาจโดนอุปกรณ์ช่างทำให้าเ็ได้ มีป้ายเตือนเอาไว้แล้ว แต่พวกเธอจะไม่เห็นก็ไม่แปลกเพราะมันมืดขนาดนี้เอาไว้พรุ่งนี้ฉันจะบอกคุณไลลาให้หาช่างมากั้นพื้นที่ให้ชัดเจนกว่านี้พวกเธอกลับขึ้นตึกไปเถอะ เพราะถ้าเกิดอะไรขึ้นคนที่เดือดร้อนก็คือคุณไลลากับพลอย”
“เป็แค่ลูกจ้างดูจะห่วงเ้านายจังนะ” ดวงตาดำขลับมองเหยียดไปยังแทนไท พร้อมแสยะยิ้มเบาๆ
“ก็แค่พูดตามที่เห็นถือว่าฉันเตือนตามหน้าที่ก็แล้วกัน” แทนไทไม่ต่อความหันหลังเดินไปตามทางที่มืดสนิท ไม่กี่ก้าวแสงไฟฉายก็ถูกพุ่มไม้บังจนมองไม่เห็น
“นายจะไปยั่วให้เขาโกรธทำไมกันแทนคงเตือนด้วยความหวังดีน่ะ”
“อ่อนต่อโลกไปแล้วยัยแม่มด”การินฉายไฟไปตามพื้นที่หญ้าขึ้นรก “เป็เธอจะเดินผ่านที่รกแล้วก็มืดแบบนี้ทุกวันหรือใช้ถนนหลักที่อยู่ข้างหน้าล่ะ อีกอย่างไอ้หมอนั่นมันขอตัวกลับก่อนที่พวกเราจะออกมาซะอีกถ้าเป็ทางลัดจริงคิดว่าจะเจอกันได้เหรอ”
ลัลทริมาคิดตามแล้วเธอก็เข้าใจสิ่งที่อีกคนกำลังคิด
“นาย...หมายความว่าแทนไท...ตามเรามา” เธอลูบแขนที่ขนลุกเกรียว “เพราะอะไรกัน”
“เธอคิดว่าไงล่ะ”
“อ๊ะ!”
แสงไฟฉายไปที่พุ่มไม้ลัลทริมาไม่ทันได้ตั้งตัว เธอมองเห็นมือสีคล้ำยังคงอยู่ตรงนั้นก็สะดุ้งสุดตัว ทว่าครั้งนี้มือนั้นกลับอยู่นิ่งไม่ขยับเขยื้อน ทั้งสองรอจนแน่ใจว่าไม่มีอะไรการินก็เดินเข้าไปใกล้ขึ้น...ใกล้ขึ้น
“การิน...”ลัลทริมาไม่กล้าเดินต่อ ได้แต่กลั้นใจตอนเด็กหนุ่มคุกเข่าลงตรงมือข้างนั้น
โดยไม่ทันคาดคิดแสงไฟฉายของการินก็หายวับไปพร้อมกับร่างของเขา ทิ้งให้ลัลทริมายืนอยู่ในความมืดตามลำพัง
“มะ...ไม่จริง การิน!”