การดำเนินธุรกิจไม่ได้มีปัญหาสำหรับจันทิมาสักเท่าใดนัก แต่ส่วนมากปัญหาของหล่อนที่มีคือปัญหาในครอบครัวของหล่อนเองนอกจากปัญหาในครอบครัวที่หล่อนต้องรับผิดชอบแล้ว ยังมีเรื่องให้หล่อนปวดหัวอีก เมื่อ อ๋อย เด็กสาวพนักงานธุรการประจำร้านมีอาการเริ่มแพ้ท้อง และยังหาคนรับผิดชอบไม่ได้“คุณเจนต้องช่วยน่อยนะคะ เรามีลูกสาวแค่คนเดียว และพร้อมที่จะให้อภัยมันเสมอ แต่มันก็ไม่ยอมบอกสักทีว่ามันท้องกับใคร ไม่รู้มันกลัวอะไรนักหนา”จันทิมา มองนางเอิน มารดาของอ๋อย ซึ่งนั่งรำพึงรำพันกับหล่อนเพื่อขอความช่วยเหลือ อย่างหนักใจ เพราะมันเป็นปัญหาส่วนตัวของอ๋อยที่หล่อนจะต้องมารับรู้ด้วย“ทำไมอ๋อยไม่บอกพ่อกับแม่ไปล่ะ ว่าอ๋อยท้องกับใคร ในเมื่อพ่อกับแม่ก็พร้อมที่จะให้อภัยและไม่ได้ว่าอะไรหนู ลูกของหนูควรจะมีพ่อรับผิดชอบนะ” หล่อนหันไปถามลูกจ้างสาว ที่กำลังมีปัญหาอยู่ในขณะนี้“ถามให้ตายมันก็ไม่ยอมบอกค่ะ คุณ” นางเอินพูดแทรกมา หญิงสาวหันไปยิ้มปลอบใจนิดหนึ่ง และถามเด็กสาวอีก“หนูมีปัญหาอะไรที่ไม่กล้าบอกหรือ” ถามพลางเดินไปนั่งใกล้ๆ และลูบหลังเด็กสาวซึ่งนั่งร้องไห้เงียบๆ อย่างปลอบใจและเข้าใจปัญหาของหล่อนที่มีอยู่ในขณะนี้“หนูไม่กล้าค่ะ เขาขู่ไว้ไม่ให้บอก ความจริงเขาไม่อยากรับผิดชอบอะไร เขาให้เอาเด็กออกเสียและจะไม่รับผิดชอบอะไรด้วย”“ทำไมอ๋อยต้องกลัวด้วยล่ะ อ๋อยมีคุณเจน มีพ่อแม่ อ๋อยบอกมาเถอะ แล้วเราค่อยหาทางแก้ เรื่องจะรับไม่รับผิดชอบนั้น ค่อยว่ากัน อ๋อยบอกมาเถอะว่าพ่อของเด็กในท้องของหนูเป็นใคร”“หนูไม่กล้าจริงๆ ค่ะ”“ทำไม่ล่ะ มันร้ายแรงมากเลยหรือ”“เขาขู่หนูไว้ หากบอกความจริง หนูต้องตายแน่เลย”“บอกแม่มาเถอะลูก ถ้ามันไม่รับ เราก็เลี้ยงของเราเองก็ได้ ไม่ต้องไปง้อมันหรอก ไอ้คนอย่างนั้น ถึงให้มันรับ มันก็คงจะไม่รักลูกในท้องของหนูหรอก”นางเอินพยายามพูดปลอบอีกแรง ทั้งลูบไล้ที่ศีรษะบุตรสาวไปมา“แม่ไม่รู้จักเขาหรอก”“แล้วคุณเจนรู้จักไหม” จันทิมาถาม“อ่า…หนู…คุณเจนรู้จักค่ะ” เด็กสาวอึกอักอยู่พักหนึ่งก่อนจะบอก“ใครหรือ”“คุณ….เอ่อ…คุณอ๊อฟค่ะ”“อะไรนะ! “หญิงสาวอุทานตกใจ และนั่งตัวตรง เมื่อได้รับรู้ความจริง“ทำไมอ๋อยต้องกลัวเขาด้วยล่ะ เขาทำ เขาต้องรับผิดชอบ” จันทิมาพูดทั้งกัดริมฝีปากแน่น“คุณเจนขา…หนูกลัว ความจริงมันเป็นความเลวของหนูเอง หนูไม่น่าทำผิดเลย”“หนูทำผิดอะไร ผิดกับใคร” หล่อนหันมามองเด็กสาว อย่างค้นหาความจริง“หนูไม่กล้าบอก หนูกลัวคุณเจนจะโกรธหนู แต่ยังไงหนูก็คงต้องบอก ถ้าคุณเจนรู้ ยังไงคุณเจนก็ต้องให้หนูออกจากงานแน่ๆ เลย”จันทิมาจ้องตาลูกจ้างสาว แต่เธอกลับไม่ยอมสบตาด้วย หญิงสาวจึงประคองใบหน้าและพูดอย่างจริงใจ“อ๋อย คุณเจนคิดว่าคุณเจนรู้จักอ๋อยดี หากไม่มีเหตุจำเป็น อ๋อยคงไม่ทำผิดต่อคุณเจน บอกมาเถอะ คุณเจนพร้อมที่จะรับฟัง ผิดถูกค่อยว่ากัน คุณเจนสัญญาว่าจะไม่โกรธ หากอ๋อยกล้าที่จะยอมรับความจริงกับคุณเจน แม้ว่าจะด้วยเพราะเหตุบังคับก็ตามที”“คุณเจนขา อ๋อยขอโทษ” เด็กสาวก้มกราบที่ตักนายจ้าง ทำให้หล่อนต้องรีบประคองมือไว้ และเร่งให้บอกความจริง“คุณเจนไม่โกรธหนูแน่นะคะ”“ว่ามาเถอะ”“บอกคุณเจนเขาไปเถอะลูก แม่ก็อยากรู้เหมือนกันว่าหนูทำผิดอะไรต่อคุณเจนเขา” นางเอินกระตุ้นบุตรสาวอีกเสียง“ความจริง....หนูอายเหลือเกินค่ะ คุณเจน... หนูอายที่จะบอกความจริง เรื่องที่พี่รันถูกให้ออกจากงานมันเป็นความผิดของหนูเอง”“อะไรนะ! ....” จันทิมาอุทานตกใจ หล่อนกลัวและเสียวแปลบในหัวใจกับสิ่งที่จะได้รับรู้“คุณเจนสัญญาแล้วนะคะ”“ว่ามาเถอะ คุณเจนสัญญา” หล่อนปรับเสียงให้อ่อนโยน แม้ใจจะรู้สึกไม่ค่อยดีนัก“ความจริง คนที่ถอดเอาของออกจากเครื่องไป คือหนูเองค่ะ หนูเอาไปขาย”จากคำตอบสารภาพผิดของเด็กสาวมันทำให้มือไม้ของหล่อนอ่อนเปลี้ย แทบทำอะไรไม่ถูก หัวใจมันเสียวแปลบอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน“อ๋อยทำ..ทำไม” หล่อนถามเหมือนกระซิบ“ตอนนั้นหนูเดือดร้อนเรื่องเงิน และทางบ้านก็มีเรื่องต้องใช้เงิน หนูไม่รู้จะทำยังไง ก็เลยทำแบบนั้น คิดว่าคงจะไม่มีใครรู้ หากพอมีเงินหนูจะซื้อกลับมาแทนทีหลัง”“อ๋อย ลูกแม่ ทำไมลูกต้องทำอย่างนี้” นางเอินสะอื้นร้องไห้เสียใจกับสิ่งที่ตัวเองได้รับรู้“แม่จ๋า หนูขอโทษ ตอนนั้น พ่อต้องการเงินซื้อยา พ่อแม่ก็ไม่มีเงิน หนูก็เลยต้องทำแบบนั้น”เด็กสาวหันมากราบขอโทษมารดาตัวเองและกอดร่ำไห้เสียใจนางเอินกอดบุตรสาวไว้อย่างเข้าใจ และเห็นใจกับการกระทำ แม้ว่าจะผิด แต่ก็เพื่อสามีของนางเองหรือว่าบิดาของเด็กสาวนั่นเอง“แล้วอ๊อฟมาเกี่ยวอะไรกับเรื่องนี้” จันทิมาถาม หลังจากปรับสติอารมณ์ได้แล้ว“เขารู้ว่าหนูเป็นคนทำ และเขาก็เป็นคนสอนวิธีแกะเครื่องให้หนูรู้ด้วย เขาขู่จะเอาเรื่องนี้ไปบอกเจ้านาย หากหนูไม่ยอมเขา และ เขาใช้เรื่องนี้ขู่หนูเรื่อยมา และบังคับหนูให้เป็นของเขา โดยที่เขาเองก็ไม่ได้รักหนูเลย แม่จ๋าหนูจะบอกแม่ได้ยังไง ในเมื่อหนูเป็นคนทำผิดเอง พอหนูบอกว่าหนูท้องกับเขา เขาก็ไม่ยอมรับ เพราะว่าเขาจะหมั้นกับคนรักของเขาในไม่ช้านี้ คุณเจนก็รู้”จันทิมาน้ำตาซึม หล่อนไม่ได้โกรธเด็กสาว แต่หล่อนโกรธตัวเองที่เข้าใจอรัญผิดไป และไล่เขาออกโดยปราศจากความผิด คำพูดสุดท้ายที่เขาพูดก่อนจากไป มันก้องอยู่ในหูของหล่อนซ้ำแล้วซ้ำเล่า“….ความจริง ผมเชื่อใจซ้อนะ ผมคิดว่าซ้อรู้จักผมดีเสียอีก แต่ไม่เป็นไร ถือว่าผมคิดผิดและสำคัญผิดไป คนอื่นมองผมยังไง ผมไม่เสียใจนะ ผมเสียใจที่ซ้อพูดคำนี้ออกมา ความจริงผมจะขอเวลาพิสูจน์ตัวเอง แต่เมื่อซ้อพูดคำนี้ออกมา ผมก็ไม่รู้จะพิสูจน์ตัวเองไปเพื่ออะไร ลาก่อนครับ ซ้อ..คุณเจน...”หล่อนให้ทองอยู่เป็นคนจัดการปัญหานี้ และให้อ๊อฟเข้าใจและรับผิดชอบต่อการกระทำของตัวเอง แม้หญิงสาวจะไม่โกรธต่อการกระทำของลูกจ้างที่ทำผิด และเข้าใจเหตุผลที่กระทำลงไป แต่หล่อนไม่เข้มแข็งพอที่จะแก้ไขปัญหานี้ได้ เนื่องเพราะหล่อนก็มีส่วนทำผิดอย่างรุนแรงเช่นกันอ๊อฟเด็กหนุ่มผู้มีส่วนร่วมในการก่อปัญหาได้ยอมรับผิดชอบกับความผิดของตนเช่นกัน และยกเลิกการหมั้นหมายที่จะมีขึ้น และมาแต่งงานกับอ๋อยแทน และอ๊อฟได้รับผิดชอบในส่วนความเสียหายที่ภรรยาของเขาได้ทำไปจันทิมาได้ให้อ๋อยพยายามโทรติดต่อหาอรัญ เพื่อที่จะขอโทษและชดใช้ความผิดที่ไล่เขาออกอย่างไร้ความผิดเช่นนั้น“เธอจะโทรหามันทำไม ก็ให้มันแล้วกันไป ก็เท่านั้น ให้มันกลับมันก็คงไม่กลับมาหรอก ทำผิดกับเขาขนาดนั้น อีกอย่าง คนอย่างมันไม่ตกงานจนต้องกลับมาหาเราหรอก คนมันมีที่ไป จะไปแคร์ทำไมนักหนา” ทองอยู่ต่อว่าหล่อนในวันหนึ่ง เมื่อหล่อนปรึกษาเรื่องที่พยายามติดต่อกับอรัญไม่ได้“ก็เพราะเราผิดไงละคะ เข้าใจมั๊ยว่าเราผิด และไล่เขาออกโดยที่เขาไม่ผิด เจนรู้สึกว่ามันเป็นบาปค่ะ บาปติดใจอยู่ตลอดเวลานี่แหละ คนเขาก็ไม่เคยที่จะทำผิดกับเราเลยสักครั้ง แต่เราก็ไม่ได้สืบสวนอะไรสักอย่าง แค่ฟังความข้างเดียวและก็ปักใจเชื่อว่าเขาทำ หรือว่าเฮียกลับไม่รู้สึกผิดเลย”หล่อนต่อว่าสามี ที่ดูเหมือนจะไม่เข้าใจหล่อนเลย“ก็แล้วแต่เธอเถอะ สำหรับเฮีย มันผ่านไปแล้ว จะให้ทำไง คนมันก็ถูกให้ออกไปจะเป็นเดือนแล้ว ไปบ่อนดีกว่า ขี้เกียจเถียงด้วย ตอนนี้ดวงขึ้นอยู่ด้วย อ้อ...ว่าแต่เธอแคร์มันทำไมนักหนา..”หล่อนมองสามีอย่างไม่พอใจกับความไม่ใส่ใจต่อความผิดที่ทำต่อคนอื่น และนับวันจะไปแต่บ่อน งานการไม่ค่อยจะกลับมาเหลียวแล และสะบัดมืออย่างโมโหกับคำพูดส่งท้ายของสามี--------------------------------------------อีกไม่กี่วันต่อมา จันทิมาหายตัวไปอย่างลึกลับพร้อมกับรถยนต์คู่ใจของหล่อน ซึ่งสร้างความงุนงงให้กับเจ้าหน้าที่ตำรวจที่เข้ามาตรวจสอบและสอบปากคำคนที่เกี่ยวข้อง หล่อนหายไปอย่างไร้ร่องรอยเจ้าหน้าที่ตำรวจตั้งประเด็นข้อสงสัยไปที่สามีของหล่อนคือทองอยู่ เนื่องจากเขามีปัญหากับหล่อนในวันก่อนที่หล่อนจะหายตัวไป และอาจจะเกี่ยวข้องกับมาเฟียการพนันที่ทองอยู่มีปัญหาติดพัน โดยเฉพาะปัญหาเรื่องการเงิน ซึ่งมันมีเหตุผลและน้ำหนักพอที่จะให้สงสัยแต่เนื่องจากไม่มีหลักฐานใดๆ การจับกุมใดๆ จึงไม่มี เพียงแต่เป็นผู้ต้องสงสัยเท่านั้นอรัญหลับจากต่างจังหวัด เข้ามาตะลอนหางานอีกครั้ง และระหว่างหางานอยู่นั้น เขาได้รับการติดต่อจากอ๋อย และได้รับการกล่าวขอโทษจากเด็กสาว และได้รับทราบว่า จันทิมาหายตัวไปอย่างลึกลับ แม้อาจจะยังน้อยใจอดีตนายจ้างสาวอยู่บ้าง แต่เขาก็ยังอดเป็นห่วงหล่อนไม่ได้เช่นกัน และคงใจหายไม่น้อย หากว่าเกิดอะไรขึ้นกลับหล่อนวันหนึ่งเขาได้รับการติดต่อจากลูกค้าเก่าให้ไปดูแลคอมพิวเตอร์ในโรงงานให้ในเขตจังหวัดนนทบุรี หลังเสร็จงาน อรัญเห็นว่าใกล้กับวัดแห่งหนึ่ง ซึ่งเขาเคยมาพำนักอยู่ช่วงหนึ่ง จึงใคร่อยากแวะเข้าไปเยี่ยมเยียนท่านสมภารซึ่งเป็นอาจารย์ของเขาสักครั้ง อรัญนั่งรถเข้ามาถึงลานวัดก็เป็นเวลาใกล้มืดค่ำแล้วอรัญจึงหันรีหันขวางอยู่พักหนึ่ง เมื่อแท็กซี่ขับจากไปแล้ว ก่อนจะเดินเลยตรงไปยังกุฏีสงฆ์หลังหนึ่งอยู่อยู่ด้านท้ายวัด ซึ่งมีแสงไฟสว่างออกมาจากกุฏีหลังนั้นบรรยากาศเงียบสงบ ลมพัดต้นพิกุลต้นหลิวซึ่งปลุกเป็นทิวยาวตามถนนทางเดินซู่ซ่าไหวเอน นานๆ จะมีเสียงนกกระยางหรือนกแสกร้องมาไกล จากริมทุ่งท้ายวัด“อ้าว....มหาหรือ...ไปไงมาไงล่ะ ถึงได้มาเอาซะเย็นเลย” ท่านสมภารร้องทักทายมา เมื่อเห็นชายหนุ่มถอดรองเท้าแล้วเดินเข่าเข้าไปกราบ“บังเอิญมาธุระแถวนี้ครับ ก็เลยแวะมากราบพระอาจารย์” เขาตอบยิ้ม ๆ และชำเลืองหันไปมองชาวบ้านสองคนซึ่งนั่งคุยกับท่านสมภารก่อนที่เขาจะเข้ามา จำได้ว่าคนหนึ่งเป็นผู้ใหญ่บ้าน เขาเพียงแต่ยิ้มและก้มศีรษะให้เป็นการทักทายเขาทักทายและสนทนาอยู่พักหนึ่ง และแจ้งความประสงค์ว่าจะขอพักในวัดสักคืนหนึ่ง ท่านสมภารไล่ให้เขาไปอาบน้ำ และให้ไปหาที่พักกับพระภิกษุรูปหนึ่ง ซึ่งคุ้ยเคยกันดีกุฎีที่พักอยู่อีกมุมหนึ่งของวัด ซึ่งอยู่ด้านหลังอุโบสถ และเงียบสงบดี เพียงแต่ด้านหลังวัดเป็นแนวป่าไผ่และต้นไม้ใหญ่ มีกุฎีเล็กๆ แบบกระท่อมเรียงรายอยู่และมีหลอดไฟนีออนสว่างเป็นจุด ๆ“งานบวชชีพราหมณ์น่ะ พรุ่งนี้ก็เป็นวันสุดท้ายแล้ว”“มีคนมาร่วมเยอะไหมครับ” อรัญถามพร้อมกับหันหน้าไปมองรอบๆ “..ทำไมเงียบจัง”“ร้อยกว่า... ทำไมจะเอากับเขาบ้างหรือไง” หลวงพี่ถามพร้อมกับถามแบบเย้าๆ“ไม่ล่ะครับ...บวชให้ตายผมก็ไม่ได้ดวงตาเห็นธรรมกับเขาหรอก” อรัญหัวเราะ “..เป็นร้อยแต่เงียบได้ขนาดนี้แสดงว่าอาจารย์ผู้ดูแลคงเข้มน่าดูนะครับ”“นิมนต์มากจากสกลนครน่ะ ...นิมนต์ท่านมาช่วยทุกปี”บรรยากาศที่เงียบสงบลมพัดหวิว และแว่วเสียงนกละเมอจากมุมป่าริมรั้ววัด ทำให้เขานอนไม่ค่อยหลับได้สนิทนัก แต่ก็ยังรู้สึกแปลกที่อยู่นั่นเอง เคลิ้ม ๆ เหมือนจะหลับ ก็ตั้งสะตื่นเพราะลมแรงพัดหน้าต่างดังโครม“อรัญเอ้ย...ปิดหน้าต่างให้สนิทหน่อย” เสียงหลวงพี่ดังออกมาจากห้อง ร้องบอก อรัญยกนาฬิกาข้อมือขึ้นดูกับแสงไฟที่ส่องมาแต่ไกลพอเห็นรางๆ มันเป็นเวลาเกือบตีสองแล้ว และปิดหน้าต่างได้ไม่กี่นาที กระแสลมเริ่มพัดแรงและไม่นานเม็ดฝนก็กระหน่ำตามลงมาอย่างไม่ลืมหูลืมตามีเสียงคุยกันเอะอะแว่วมาจากท้ายวัดที่ซึ่งนักปฏิบัติธรรมชีพรามหณ์อยู่ คงจะถูกรบกวนจากกระแสลมฝนนั่นเอง ฟ้าแลบแปลบปลาบและตามด้วยเสียงฟ้าร้องครืนๆ“ท่านเทวดาทำไมมาทดสอบตบะกันเอาวันสุดท้ายนี่เอง” หลวงพี่เดินออกมาจากห้องพร้อมกับบ่นและเปิดไฟ สว่างขึ้น อรัญลุกงัวเงียยิ้มให้“น่าสงสารพวกชีพราหมณ์นะครับ คงจะลำบากกันน่าดูเลย ไม่รู้กระท่อมมิดชิดดีแค่ไหน”“คงไม่เป็นไรหรอก คงจะพากันย้ายเข้าไปที่ศาลาใกล้ๆ แล้วล่ะ ตรงนั้นเป็นที่ชีพราหมณ์หญิงเขาพักกัน ศาลากว้างพอสมควร ว่าแต่เราลงไปดูพวกเขาก่อนหน่อยนะ เผื่อมีปัญหาเรื่องฟืนไฟ”ดังนั้นอีกไม่กี่นาทีต่อมา อรัญจึงเดินกางร่มตามหลังหลวงพี่เข้าไปในศาลาปฏิบัติธรรมขนาดใหญ่ ซึ่งกว้างขวางพอสมควร เหล่านักปฏิบัติธรรมทั้งหลายพากันวุ่นวายเก็บขนย้ายกระเป๋าเข้ามาในศาลาอย่างรีบเร่ง บ้างก็สาละวนอยู่กับการเช็ดเนื้อเช็ดตัว มีเสียงคุยกันพึมพำ และเอะอะเป็นบางครั้ง“สำรวจดูกันให้เรียบร้อยหน่อยรึโยม เข้ามาในศาลากันหมดหรือยัง ลมแรง เดี๋ยวไฟดับแล้วมันจะยุ่งไปกันใหญ่” พระอาจารย์พี่เลี้ยงผู้ดูแล เดินไปสำรวจและบอกให้ดูแลกันเอง“คุณเจนยังไม่เข้ามาเลยค่ะ ท่าน ปักกลดอยู่ไกลกว่าเพื่อนตรงมุมสุดแน่ ตอนที่ดิฉันเข้ามาก็ชวนแล้ว แต่เห็นบอกว่าให้มาก่อน” ชีพราหมณ์สาวผู้หนึ่งบอก พร้อมทั้งชี้มือชี้ไม้บอกทาง“ไปอรัญไปดูกับหลวงพี่หน่อย...” ไม่รอให้เขารับหรือไม่รับ หลวงพี่ออกเดินนำหน้าร่มฝ่าสายฝนออกไปอย่างรีบ ๆ เนื่องจากกลัวว่าไฟฟ้าจะดับก่อน อันเนื่องมาจากพายุลมแรงทางเดินเป็นพื้นปูซีเมนต์ จึงไม่ลำบากนัก แต่คดเคี้ยวไปสองสามจุด ก็ถึงที่หมาย“คุณเจน...คุณเจน..อยู่หรือเปล่า” หลวงพี่ตะโกนเรียกพร้อมส่งไฟฉายเข้าไปตรงกุฎีน้อยกว้างยาวเพียงสองเมตร เพียงเพื่อให้นั่งปฏิบัติธรรมนั้น ฝาและหลังคาทำจากหญ้าคาที่สานกันเป็นตับเป็นกุฎีน้อยว่างเปล่า ไม่มีเจ้าของ มีเพียงกลดน้อยที่ปะทะลมหวิวๆ อรัญส่องไฟไปตามมุมต่างๆ และช่วยหลวงพี่ร้องเรียกข่งกับสายฝน“เอ..ไปอยู่เสียที่ไหนล่ะหวา..หรือว่าป่านนี้เข้าไปในศาลาแล้ว ไปเรากลับไปดูที่ศาลาอีกที”หลวงพี่เดินนำหน้าและเดินออกมาตามถนนอีกเส้นหนึ่ง ระหว่าง ผ่านหน้าห้องน้ำ ก่อนจะถึงทางเลี้ยวเข้าศาลา ซึ่งอยู่ไม่ไกลถึงสองร้อยเมตร ทั้งสองก็ต้องหยุดกึก เหงี่ยหูฟังเสียงที่แว่วมากับสายฝน“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย..........”อรัญสะดุ้งหันรีหันขวาง เสียวหลังวูบขนลุกเกรียว ขยับเข้าไปหาหลวงพี่อย่าลืมตัว จนชายร่มชนกัน“เฮ่ย...กลัวอะไร้...” หลวงพี่หันมามอง พร้อมทั้งส่องไฟไปตามจุดต่างๆ ก่อนจะส่องตรงไปที่ห้องน้ำหญิงซึ่งมีไฟสว่างอยู่ “ทางโน้น ตรงห้องน้ำ..ไปดูรึ”เขายังเกร็งไม่กล้าเดิน เนื่องจากความกลัวบางอย่างมันวูบเข้ามาเฉยๆ แต่หลวงพี่ไม่รอเดินนำหน้าไปก่อน อรัญจึงเริ่งฝีเท้าตาม เสียงแว่วขอความช่วยเหลือดังชัดเจนยิ่งขึ้น เมื่อถึงห้องน้ำหญิง“เฮ่ย..ไฟดับ” ยังไม่ทันก้าวเข้าไปในชายห้องน้ำ ไฟฟ้าก็ดับพรึ่บตามที่คาดไว้ ยิ่งเสียววูบลึกเข้าไปในหัวใจมากกว่าเดิม ลมแรงพัดวูบพัดเอาร่มหลุดมือไป ทั้งหลวงพี่ทั้งอรัญร้องเหวอ...รีบก้าวพรวดเข้าไปบนชายระเบียงห้องน้ำเพื่อหลบสายฝนที่โปรยกระหน่ำลงมา“ช่วยด้วยค่ะ ช่วยด้วย” หนึ่งพระหนึ่งฆราวาสสาดส่องไปฉายตรงไปยังที่มาของเสียง“คุณเจน...เอ้ย..เกิดอะไรขึ้น อรัญไปดูซิ” ไม่พูดเปล่า หลวงพี่ผลักไหล่เขาอย่างแรงเพื่อให้รีบเดินเข้าไปดูผู้ซึ่งนอนอยู่กับพื้นหน้าห้องน้ำ ร้องขอความช่วยเหลือมาร่างในชุดขาวแบบชีพราหมณ์นอนกับราบกับพื้น ซึ่งเปียกแฉะไปด้วยสายฝน ชีเจนที่กำลังตามหากันนั่นเอง เพียงไฟฉายที่ริบหรี่ ไม่เพียงพอที่จะให้ได้เห็นสิ่งไดได้ถนัดชัดเจนนัก อรัญรีบเดินเข้าไปคุกเขาประคองร่างหญิงสาวผู้นั้นขึ้นมา“คุณเจน เกิดอะไรขึ้น...” หลวงพี่ส่องไฟเข้าไปตามตัวและถามเสียงดังอย่างร้อนรน“งูค่ะ งูกัด” หญิงสาวร้องบอก และพยายามจะลุกขึ้น แต่ดูเหมือนจะไม่ไหว อรัญช้อนแขนอุ้มประคองเตรียมจะยกอุ้มทั้งตัว“งู...งูอะไรครับ เห็นตัวมันไหม...” อรัญถามอย่างร้อนรน หากเป็นงูกัด เห็นจะช้าไม่ได้เสียแล้ว และรีบวางร่างนั้นลงกับพื้นอีกครั้ง “....กัดตรงไหนครับ ตรงไหน”“ขาค่ะ รู้สึกจะเป็นตรงน่องค่ะ” หล่อนพยายามประคองตัวขึ้นและงอเข่าเขามา อรัญไม่รอช้า เลิกชายผ้าถุงสีขาวขึ้นและสำรวจทันที จากแสงไฟฉายที่หลวงพี่ส่องมา ปรากฏให้เห็นรอยเขี้ยวงูสองจุด และมีเลือดไหลเป็นทางออกมาตรงน่อง“แย่แล้วหลวงพี่ งูพิษด้วย” อรัญรีบบอก ก่อนจะถ่มน้ำลายทิ้งก่อนจะจับขาหญิงสาวให้ถนัดก่อนจะก้มใช้ปากดูดแผล และถ่มเลือดทิ้ง ทำเช่นนี้หลายหน จนแน่ใจว่าน่าจะปลอดภัยแล้วจึงหันไปถามหลวงพี่อย่างร้อนรน“หลวงพี่ขอเชือกมัดหน่อย”“อ้า...จะเอาเชือกที่ไหนล่ะเว้ย...” หลวงพี่หันรีหันขวางอยู่ครู่หนึ่ง ก็ต้องสะดุ้งโหยงร้องเหวอ เพราะอรัญดึงกระตุกสายประคตเอว หลวงพี่ดูเหมือนจะเข้าใจ จึงรีบถอดสายประคตเอวให้ทันที ชายหนุ่มรีบนำมาใช้รัดที่โคนขาเหนือบาดแผลขึ้นมา เพื่อป้องกันพิษ จากนั้นรีบอุ้มหญิงสาวโชคร้ายลอยขึ้นทั้งตัวและรีบเดินออกมาจุดเกิดเหตุ ตรงไปที่ศาลาอย่างรีบร้อน โดยมีหลวงพี่คอยส่องไฟให้เดินกึ่งวิ่งตามมาติดๆรุ่งเช้าซึ่งเต็มไปด้วยความวุ่นวายพอสมควร อันสืบเนื่องมาจากเหตุการณ์ร้ายๆ กลางดึกของเมื่อคืนที่ผ่านมา ชีพราหมณ์สาวผู้นั้นนับว่าโชคดีอยู่บ้าง ที่ทางวัดผู้จัดงานครั้งนี้ได้รับการสนับสนุนจากโรงพยาบาลใกล้ๆ นำรถฉุกเฉินมาคอยช่วยเหลือเผื่อกรณีฉุกเฉินที่อาจจะเกิดขึ้นอรัญใส่เสื้อเปียกฝนจนแห้งติดกาย และคอยช่วยเหลืองานยกโน่นยกนี่ จนเหงื่อโทรมทั้งตัว เขาไม่ได้มีโอกาสติดตามไปส่งชีพราหมณ์ผู้ถูกงูกัดถึงโรงพยาบาล และยังไม่ได้เห็นหน้าของหล่อนได้ชัดเจนนัก เนื่องเพราะความมืดกับสายฝน และปล่อยให้เป็นหน้าที่ของพยาบาลประจำศูนย์ดูแลจนถึงโรงพยาบาลช่วงบ่ายพิธีบวชชีพราหมณ์ได้สิ้นสุด และมีการลาสิกขาแยกย้ายกลับบ้าน เหลือเพียงไม่กี่รายที่นั่งคุยกันอยู่ในศาลายังไม่กลับ และมีบ้างที่พูดคุยกันถึงเหตุการณ์ที่ผ่านมาเมื่อคืนนี้ อรัญเปลี่ยนชุดขาวที่หลวงพี่เอามาให้เปลี่ยนเป็นชุดของตัวเอง และนำไปซักตากไว้ ก่อนจะเข้ามานั่งคุยกับหลวงพี่ที่ศาลาริมน้ำหน้าวัด“คนอื่นเขากลับกันหมดแล้ว แล้วชีพราหมณ์คนเมื่อคืนล่ะครับ หลวงพี่ กลับหรือยัง หายดีแล้วหรือ”“ยังหรอก เห็นว่าตอนเย็นๆ จะกลับมาเอาข้าวของที่วัด เธอมาคนเดียว ไม่มีเพื่อน” หลวงพี่ตอบ พลางใช้มือดันหน้าของสุนัขขนปุยอ้วนปี๋ตัวหนึ่งที่พยายามจะตะกาย ไม่ให้เข้ามายุ่ง“อ้าว...แล้วกัน ป่วยขนาดนี้น่าจะแจ้งญาติมารับนะครับ”“อันนี้เราก็ก็ไม่รู้หรอก เห็นแต่ทางเขาแจ้งมากับนางพยาบาลที่มาประจำศูนย์ที่นี่ ให้มาบอกทางวัด และเห็นว่าจะมาทำพิธีลาสิกขาด้วย” อรัญพยักหน้าเข้าใจบ่ายสี่โมงเย็น อรัญนั่งอ่านหนังสืออยู่ที่หอสมุดหน้าศาลา และมีหนังสือสองสามเล่ม ที่ยังมีชื่อของเขาเป็นผู้บริจาคติดอยู่ แสดงให้เห็นว่า ทางผู้ดูแลหอสมุด ไม่ได้ละเลยการดูแลรักษา เขายิ้มกับตัวเอง ส่วนมากจะเป็นหนังสือนวนิยาย โดยเฉพาะเพชรพระอุมา ที่เขาชอบนักหนา และได้ซื้อมาบริจาคไว้ อ่านทีไรไม่เคยเบื่อ และหยิบมาอ่านบ่อยครั้งที่มีโอกาสไม่นานนัก รถพยาบาลสีขาววิ่งเข้ามาในลานวัด และจอดสนิทอยู่ใต้ซุ้มต้นลั่นทมสีขาว อรัญเงยหน้ามองตามตั้งแต่รถุเข้ามาแล้ว นางพยาบาลเป็นผู้เปิดประตูและเดินลงมาก่อน และหันไปประคองหญิงสาวชุดขาวอีกผู้หนึ่ง ซึ่งท่าทางอิดโรยแต่เพียงแว่บแรกที่เห็น อรัญถึงกับตะลึงงัน หญิงสาวที่ก้าวลงมานั้น ไม่ใช่จันทิมาหรอกหรือ“จันทิมา...ซ้อเจน”อรัญรีบวางหนังสือและเดินกึ่งวิ่งเข้าไปหา และหยุดอยู่ตรงหน้า หญิงสาวที่ทุกคนกำลังตามหากันทั่วเมือง ในขณะที่เจ้าตัวมาบวชชีพราหมณ์อยู่ที่นี่เอง“ซ้อเจน...”“อรัญ....เธอมาทำอะไรที่นี่” หญิงสาวเองก็ตลึงงงเช่นกัน“ซ้ออย่าเพิ่งถามเลยครับ...มีเรื่องที่ต้องพูดกันอีกยาวมาก” อรัญยิ้มกว้าง และเชิญให้พยาบาลประคองจันทิมาเข้าไปในศาลาที่มีหลวงพี่และท่านสมภารนั่งรออยู่“ขอบคุณเธอมากเลยนะ อรัญ...ที่ช่วยฉันไว้ ไม่นึกเลยว่าเราจะมาพบกันที่นี่และมาช่วยฉันไว้อย่างทันท่วงที ทีแรกนึกว่าหลวงพี่หรือใครก็ไม่รู้อุ้มออกมากจากตรงนั้นเสียอีก กะว่าจะกลับมาขอขมาและขอบคุณกันอยู่” จันทิมาหรือนายจ้างสาวของเขาที่หายตัวไป หันมาพูดขอบคุณเขา เมื่อทราบเรื่องราวที่เกิดขึ้นกับตัวเอง“... ตอนนั้น จำอะไรไม่ได้เลย คิดแต่ว่าคงจะตายแน่ๆ เลย”“ไม่เป็นไรครับ แต่ว่าซ้อทราบหรือเปล่าครับว่า ตอนนี้คนเขากำลังตามหาซ้อให้ทั่วเมืองเลย” อรัญเล่าเรื่องเราวให้ฟังเพียงคร่าวๆ ต่อหน้าท่านสมภาร หลวงพี่และคนอื่นๆ จันทิมาหน้าเสีย ไม่นึกว่าเรื่องราวมันจะเลยเถิดใหญ่โตขนาดนั้น“เรื่องมันไปยังไงมายังไงหรือโยมเจน....” ท่านสมภารถามมาเนิบๆ แต่หญิงสาวอึกอัก ไม่กล้าที่จะบอก ท่านสมภารจึงโบกมือ และบอกว่า “.. ไม่เป็นไร ไม่สะดวกใจที่จะเล่าก็ไม่ต้องเล่า อาตมาเข้าใจ แต่อาตมาว่าถึงเวลาที่โยมต้องกลับบ้านกลับช่องไปแก้ไขปัญหาที่มันเกิดขึ้นได้แล้วล่ะ”“เอ่อ...แต่ซ้อครับ ทำไมรถซ้อถึงได้ไปจอดอยู่วัดโน้นล่ะ” อรัญนึกได้เรื่องรถจึงถามมาเพราะเจ้าตัวน่าจะเอารถมาด้วย และเอ่ยชื่อวัด“..อ๋อยบอกผมว่า ตำรวจพากันตามหาซ้อและเจอแต่รถ ไม่เจอคน”“อะไรนะ ...” จันทิมาหน้าตื่นงุนงง ยิ่งเห็นหญิงสาวงง อรัญจึงงงไปด้วย ทำเอาทุกคนมองหน้ากันไปมา “เจนจอดรถไว้ทีวัดนี้แหละค่ะหลวงพ่อ แต่ว่าจอดไว้ใต้ต้นพิกุลริมตึกโรงเรียนน่ะค่ะ แต่สองวันนี้หนูไม่ได้เดินแวะเข้ามาดูรถหนูเลยค่ะ”“อ้าว...มันอะไรกันล่ะทีนี้” ทุกคนที่ได้ยินพากันพึมพำ จันทิมา จึงรีบขอตัวไปดูรถของตนเอง โดยทุกคนรีบเดินตามออกมา และตรงไปยังจุดที่จันทิมาบอกแน่นอนไม่มีรถของหล่อนจอดอยู่ให้เห็นแม้แต่เงา ณ ที่ตรงนั้น จันทิมาหน้าซีดกับเหตุการณ์ข่าวร้ายที่เกิดขึ้นซ้ำสอง“ซ้อไม่ต้องตกใจครับ ทำใจดีๆ ไว้ รถน่ะไม่หายแล้ว เพราะว่าตำรวจเขาเจอแล้ว แต่คงต้องสืบเรื่องกันยาวละครับ ว่ารถเหาะไปอยู่ที่โน่นได้อย่างไร”เดือนร้อนท่านสมภาร ต้องสั่งให้ลูกวัดไปเรียกผู้ใหญ่บ้านเข้ามาคุย และปรึกษาเรื่องที่รถของหญิงสาวถูกมือดีขับไปทิ้งไว้ที่อื่นและขโมยทรัพย์สินภายในไป“ซ้อจะให้ผมโทรไปบอกเฮียก่อนหรือเปล่าครับ” อรัญถาม เมื่อมีโอกาสได้คุยแบบสองต่อสองที่หอสมุด ขณะที่รอให้ท่านสมภารไต่สวนเรื่องรถของหล่อนอยู่“ยังไม่ต้องหรอก ขอฉันทำใจก่อน ความจริงฉันก็ไม่อยากให้เขารู้ด้วยซ้ำไปว่าฉันอยู่ที่ไหน”“เอ่อ....ปัญหารุนแรงมากเลยหรือครับ” อรัญถามแบบเกรงๆ“ใช่...ฉันไม่กล้าบอกใครหรอก แม้แต่หลวงพ่อฉันก็ไม่กล้าบอก มันเป็นเรื่องของฉันกับเฮียนั่นแหละ แต่ฉันก็อยากบอกเธอให้เธอรับรู้ไว้ว่าเฮียเขาทำกับฉันยังไง...” เสียงพูดเริ่มขัด และดวงตาเอ่อรื้อด้วยน้ำตา และไหลล้นออกมาในที่สุด อรัญวางตัวไม่ถูกเมื่อต้องมาประสบกับเหตุการณ์ตรงหน้า“..อรัญช่วยชีวิตฉัน เมื่ออรัญอยากจะรู้ ฉันก็จะบอก แต่อรัญจะสัญญาได้ไหมว่า จะเป็นคนเดียวที่รับรู้และจะไม่บอกใคร” หญิงสาวเมินหน้าซ่อนน้ำตา แต่ที่ไหนล่ะจะซ่อนได้“สัญญาด้วยเกียรติที่มีครับ เกียรติของลูกผู้ชายคนหนึ่ง จะไม่เปิดเผยกับใครเด็ดขาด หากซ้อจะเล่าผมก็ยินดีรับฟัง หากซ้อไม่อยากบอก ผมก็ไม่กล้า แต่ผมสัญญา ทุกอย่างจะเป็นความลับ ตามที่ซ้อต้องการ”“ฉันก็ไม่รู้หรอกว่าชีวิตมันจะเลวร้ายสำหรับฉันเพียงนี้ ....” หล่อนเอ่ยเล่าด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาและปนสะอื้นน้อยๆ“...อรัญก็รู้ใช่ไหมว่า เฮียเขาติดการพนัน แต่เขาติดมากกว่าที่เธอรู้ เขาเป็นหนี้เป็นสิน และเอาทรัพย์สินที่มีอยู่ไปเล่นพนัน จดหมด เงินส่วนรวม ทรัพย์สินในบริษัท เขาก็เอาไปจำนองธนาคารกู้เอาเงินเพื่อไปเล่นการพนัน แต่ที่ฉันนึกไม่ถึงเลยก็คือ เขาเอาตัวฉันไปพนันด้วย....”“โอ.................” อรัญนิ่งตะลึงรับฟัง ยกมือลูบเสยผมไปด้านหลัง และรอฟังสิ่งที่หญิงสาวจะบอกต่อไป“เขาหลอกให้ฉันไปกับเขาในคืนวันหนึ่ง และส่งฉันให้เจ้ามือบ่อนพนัน ที่เขาติดพนันอยู่ ฉันไม่รู้หรอกว่ามันเป็นใคร แต่มันรู้จักฉัน และต้องการตัวฉัน นั่นแหละเฮียจึงเอาฉันไปพนันกับมัน”“.....เฮียทิ้งฉันไว้กับมันและมันก็ขืนใจฉัน มิหนำซ้ำมัน.....มัน...ยังให้ลูกน้องถ่ายรูปถ่ายวีดีโอเอาไว้แบล็คเมย์ฉันด้วย...”“อะไรนะ...........โคตรเอ๊ย” อรัญสบถ กัดกรามแน่น นั่งตัวตรง มองหญิงสาวตรงหน้าอย่างสงสารจับใจ“มันปล่อยฉันออกมา โดยที่ไม่กลัวว่าฉันจะแจ้งตำรวจ... ฉันจะกล้าได้อย่างไรกัน ....คนที่ทำกับฉันมันก็สามีฉัน และไอ้คนที่มันข่มขืนฉันมันก็ถ่ายรูปไว้อย่างนั้น.....ฮือ.....” สดทนทานที่จะเล่าต่อได้ หญิงสาวปิดหน้าร้องไห้อย่างน่าสะทกสะท้อนใจสำหรับผู้ได้รับทราบเขาปล่อยให้นายจ้างสาวร้องไห้ จนกระทั่งเสียงค่อยๆ หายไปและเหลือเพียงสะอื้น อยากจะเข้าไปปลอบโยนอย่างน้อยที่สุดก็ให้ความอบอุ่นให้กำหลังใจ และให้หล่อนรับรู้ว่าเขาพร้อมที่จะให้ความช่วยเหลือหล่อนเสมออรัญลุกเดินอ้อมโต๊ะไปนั่งใกล้ๆ แต่ยังไม่กล้าทำอะไร เนื่องเพราะเขาเห็นว่าหล่อนยังเป็นชีพราหมณ์อยู่ แม้อยากจะสัมผัสดึงมาปลอบโยนให้หายทุกขเวทนาเพียงใดก็ตาม“เอ่อ....” เขาเอ่ยเบาๆ แต่ยังไม่ทันจะได้กล่าวอะไรออกมาจากปาก เขาก็ต้องตะลึง เมื่อจันทิมา หันมากอดคอเขาและซุกร้องไห้กับอกเขาทั้งสะอื้นดั่งใจจะขาดรอนๆ แม้จะไม่มีเสียงร้องไห้ก็ตาม สองมือจิกกับไหล่ของเขาทั้งสองข้างเหมือนจะเค้นระงับความเจ็บปวดระทมใจอย่างเหลือล้น อรัญสัมผัสถึงความเจ็บปวดใจของหญิงสาวตรงหน้า ด้วยเสียงสะอื้นที่สั่นคลอนทางกายและใจของผู้ได้รับรู้“เอ่อ...ซ้อครับ....” พอเห็นว่าหล่อนคงคลายความทุกข์ไปกับน้ำตาบ้างแล้ว จึงประคองไหล่หญิงสาวขึ้น หลังจากปล่อยให้หล่อนร้องอยู่พักหนึ่ง“..ผมเข้าใจความเจ็บปวด และความทุกข์ใจที่ซ้อมีอยู่ ซ้อต้องเข้มแข็งและสู้ต่อไป แต่ว่าตอนนี้ หลวงพ่อกวักมือเรียกแล้วล่ะ คงจะได้ความอะไรเรื่องรถแล้ว”เขาประคองหญิงสาวให้ลุกขึ้น และบอกให้หล่อนเช็ดน้ำตาและใบหน้าให้เรียบร้อย“ฉันทรมานใจเหลือเกิน อรัญ...ฉันกลัวว่าฉันจะทนไม่ได้ กระทั่งฆ่าตัวตาย...”“ทนไว้ครับซ้อ...ผมคิดว่า คงไม่มีใครจะทุกข์ไปกว่าซ้ออีกแล้วล่ะ ..แต่ผมคิดว่าซ้อจะอยู่ได้ และซ้อต้องเข้มแข็ง”ทั้งคู่คลานเข้าไปกราบท่านสมภารอีกครั้งหนึ่ง และท่านก็บอกให้จันทิมาลาสิกขา ก่อนที่จะรับทราบเรื่องราวต่างๆ เพื่อไม่อยากให้หล่อนต้องเสียศีลที่อุตส่าห์รักษามาได้กว่าครึ่งเดือนเมื่อหญิงสาวลาลิกขาและเปลี่ยนชุดเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อจึงถอนหายใจอย่างแรง ก่อนจะบอกเรื่องที่รถของหล่อนถูกมือดีขโมยไปจอดทิ้งไว้ที่อื่น“...ไอ้คนที่ทำ มันเป็นเด็กวัดที่นี่ และมันก็เป็นลูกศิษย์ที่หลวงกำนันมันมาตั้งแต่เล็กแต่น้อย หลวงพ่อเองก็ไม่นึกว่ามันจะทำเลวเช่นนี้ได้”“หากว่าหนูจะเอาเรื่อง ทางเราก็จะช่วยจับตัวมันมาดำเนินคดี แต่ว่าตอนนี้มันไม่อยู่ มันหนีไปตั้งแต่วันนั้นแล้ว ....” ผู้ใหญ่บ้านช่วยกล่าวเสริมมาอีก“...ท่านสมภารจะว่าประการใด พ่อผู้ใหญ่ไม่รู้หรอก แต่ว่าสำหรับผู้ใหญ่แล้ว ไม่อยากให้หนูแจ้งความ เพราะเกรงจะเสียต่อชื่อเสียงอันดีงามของท่านสมภาร พ่อผู้ใหญ่ไม่อยากให้ท่านมาด่างพร้อยเพราะไอ้เด็กนั่น”“หนูก็คงจะไม่เอาความแล้วล่ะค่ะ มันเป็นแค่ความโชคร้ายนิดหน่อย เมื่อเปรียบเทียบกับโชคร้ายที่หนูประสบอยู่ และหนูก็เห็นตามที่พ่อผู้ใหญ่ว่ามา..” หญิงสาวหันไปตอบผู้ใหญ่บ้าน หลังจากนิ่งคิดอยู่ครู่หนึ่งเมื่อจันทิมา ไม่เอาความ และขอตัวที่จะเดินทางกลับ ท่านสมภารจึงให้มรรคทายกวันขับรถออกมาส่งที่ท่าเรือเมืองนนท์ อรัญหิ้วกระเป๋าของนายสาว อีกมือยังประคองหญิงสาวให้เดินลงเรือข้ามฟากอย่างระมัดระวังด้วยวัยที่ดูจะห่างจากเขาไม่น่าจะถึงปี หรืออาจจะเท่ากันด้วยซ้ำไป หล่อนเคยบริหารงานมีลูกน้องมากมาย มีกิจการที่มั่นคง แต่แล้วท้ายที่สุด หล่อนก็ต้องมาสูญเสียทุกอย่างไปให้กับการพนัน ซึ่งหล่อนไม่ได้เป็นผู้ก่อ แต่ต้องเป็นผู้รับกรรมแทน ใบหน้าที่เคยเฉิดสวยไฉไล ดูเป็นผู้ดีมีเงิน แต่ใครจะรู้ล่ะ ว่าชีวิตของหล่อนจะตกต่ำได้เพียงนี้“ยังไงฉันขอพักที่ห้องเธอก่อนนะ ฉันไปไหนไม่ถูกแล้ว ฉันไปพบหน้าเฮียไม่ได้หรอก ฉันไม่รู้จะเกลียดเขายังไงแล้ว ฉันขอเวลาทำใจ และตัดสินใจว่าจะเอายังไงต่อไป...”หล่อนพูดกับเขาเบาๆ ขณะที่นั่งแท็กซี่เข้ากรุงเทพฯ“เอ่อ...ครับ” เขารับปาก โดยที่ยังไม่ได้ทันได้คิดว่าผลอะไรจะตามมาบ้าง“อรัญ...”“ครับ..” เขาขานรับเขา และหันไปมองอดีตนายจ้างสาว ซึ่งนั่งอยู่เบาะหลังด้วยกัน“เจน เอ่อ...ฉันขอโทษนะที่ทำผิดต่ออรัญ”“เรื่องอะไรครับ”“เอ่อ..ก็เรื่องที่ให้อรัญออกจากงานโดยที่ไม่ผิดนั่นแหละ”“ไม่ได้ให้ออกหรอกครับ แต่ไล่ออก”“ก็นั่นแหละค่ะ..เจนรู้ว่าผิด และพยายามที่จะติดต่อกับอรัญ แต่ก็ติดต่อไม่ได้” หล่อนฟังออกว่าเขายังข้องใจกับเรื่องนี้อยู่“ไม่เป็นไรครับ..ผมลืมมันไปแล้ว”“อรัญจะโกรธ เจนก็ไม่ว่าอะไร และไม่มีสิทธิ์ที่จะว่าอะไรด้วย เพราะเราผิดจริงๆ แต่อรัญก็ต้องเข้าใจเจนบ้างนะ เหตุผลต่างๆ มันพาให้ต้องคิดแบบนั้น หลักฐานพยานมันก็ฟ้องไปในทางนั้น หากเป็นอรัญล่ะ อรัญจะทำยังไง”“ช่างมันเถอะครับ ผมลืมมันไปแล้ว อาจจะลืมยากนิดหน่อน แต่ก็จะพยายาม”“อรัญจะกลับไปทำงานกับเจนก็ได้นะ”เขาเพียงแต่หัวเราะเบาๆ ในลำคอ แม้จะมีแววเย้ยหยันในที“คงจะยากแล้วมั๊งครับ..คุณเจนเองก็มีปัญหาแก้ไม่ตกเหมือนกัน”“นั่นสินะ” หญิงาสาวรำพึงเบาๆแต่เมื่อถึงกรุงเทพฯ จันทิมาเปลี่ยนใจขอให้รถพาหล่อนไปส่งที่บ้านของพี่สาวซึ่งอยู่ในย่านบางพลี อรัญปล่อยให้พี่น้องคุยกันเองถึงเรื่องราวที่เป็นไป และเขาก็ขอตัวกลับ เมื่อเห็นว่า หล่อนมีผู้ที่ปลอบใจได้ และไม่น่าคิดทำอะไรในทางที่เลวร้ายกับตัวเอง
โปรดติดตามตอนต่อไป