บทที่ 4
ข่าวร้าย
ที่โรงละครผู้คนก็ยังเนืองแน่นกันอยู่เพราะการทยอยออกจากโรงละครนั้นต้องใช้เวลาสักพักหนึ่งระหว่างที่รอเดินออกไปนั้นพวกเขาต่างก็พากันกล่าวถึงละครเวทีเื่นี้กันอย่างออกรสบ้างก็กล่าวชื่นชมว่าทีมผู้จัดสามารถรังสรรค์ละครเวทีในครั้งนี้ออกมาได้อย่างดีเยี่ยมบ้างก็ว่านักแสดงที่มาแสดงละครเวทีในครั้งนี้มีแต่นักแสดงที่มีคุณภาพทำให้ละครเวทีเื่นี้ไม่ผิดหวังเลยจริงๆ ซูเฟยเองก็รู้สึกเช่นนั้นเหมือนกัน
ซูเฟยนั่งอยู่โซนที่ติดกับเวทีมากที่สุดซึ่งค่อนข้างไกลจากทางออกจึงไม่ได้รีบร้อนเท่าไรเธอยังคงนั่งรอให้คนอื่นออกไปให้หมดก่อนจากนั้นจึงค่อยออกไปเป็คนสุดท้ายระหว่างที่นั่งรอก็นั่งมองรูปของหยางจื้อในโทรศัพท์มือถือไปด้วยยิ่งดูก็ยิ่งรู้สึกชื่นชม ยิ่งรักเขามากขึ้นเรื่อย ๆ
ออกมาโรงละครมาซูเฟยก็มานั่งทานอาหารที่ร้านอาหารริมน้ำแห่งหนึ่งจนถึงเวลาดึกแล้วจึงได้เรียกแท็กซี่กลับบ้านไกลจากร้านอาหารพอสมควรก็พบเห็นว่าข้างทางมีอุบัติเหตุเกิดขึ้นมีซากรถตู้สีดำคันหนึ่งชนอัดเข้ากับต้นไม้จนหน้ารถบุบบู้บี้ไปหมดทว่าคนเจ็บถูกนำไปส่งโรงพยาบาลแล้ว ที่เกิดเหตุจึงเหลือเพียงแต่ซากรถและเ้าหน้าที่ที่กำลังเคลียร์พื้นที่ภายในเทปที่ล้อมสถานที่เอาไว้อีกทั้งยังไม่มีคู่กรณี
เมื่อวิเคราะห์จากภาพที่อยู่ตรงหน้าซูเฟยก็คิดว่าอาจจะเป็อุบัติเหตุจำพวกสนัขวิ่งตัดหน้าอะไรประมาณนี้คงไม่น่าจะใช่อุบัติเหตุใหญ่อะไรแต่เธอหารู้ไม่ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นรุนแรงว่าที่ตัวเองคิดเอาไว้มาก
"เกิดอะไรขึ้นเหรอคะคุณลุงขามาคุณลุงได้ผ่านทางนี้ไหม" ซูเฟยถามลุงคนขับแท็กซี่ถึงเื่ราวที่เกิดขึ้นเผื่อว่าเขาอาจจะรู้อะไรบ้าง
"ลุงก็ไม่รู้เหมือนกันนะแต่ดูจากลักษณะการชนแล้วคนขับน่าจะหักหลบอะไรสักอย่างถึงได้ไปชนต้นไม้เข้าแต่ตอนขามาลุงเห็นเขาเอาคนเจ็บขึ้นรถพยาบาลไปแล้วน่าจะไม่เป็อะไรหรอก" ลุงคนขับแท็กซี่ตอบ
“มีคนเจ็บเยอะไหมคะ”หญิงสาวถามอีก
“อืม”ลุงคนขับแท็กซี่ครุ่นคิดเล็กน้อย “ตอนที่ลุงมาลุงเห็นเขาเอาขึ้นรถฉุกเฉินไปคนเดียวนะสงสัยคนอื่น ๆ คงไม่เป็อะไรมากมั้ง”
"อย่างนั้นก็ดีแล้วค่ะขอให้พวกเขาไม่เป็อะไร" ซูเฟยพูด
“ขอให้พวกเขาปลอดภัยก็แล้วกันนะ” ลุงคนขับแท็กซี่กล่าวเช่นกัน
ซูเฟยถึงบ้านจัดการตัวเองเสร็จเรียบร้อยแล้วนึกครึ้มอกครึ้มใจเปิดทีวีดูปกติแล้วเธอจะไม่ค่อยดูทีวีสักเท่าไรแต่ทว่าวันนี้มีความสุขมากเป็พิเศษจึงได้อยากทำอะไรครึกครื้นบ้างเธอส่งข้อความเรียกเสี่ยวปิงให้มากินเบียร์เป็เพื่อนกันที่ห้องแต่เสวี่ยวปิงก็ส่งข้อความกลับมาว่าคืนนี้ไม่ว่างขอเป็วันหลังก็แล้วกันซูเฟยจึงไม่ได้คะยั้นคะยอน้องสาวคนนี้แต่อย่างใดเพียงแต่เดินไปหยิบเบียร์จากในตู้เย็นมากระป๋องหนึ่งแล้วนั่งลงซดเบียร์ไปด้วยดูทีวีไปด้วย
แต่สิ่งที่เห็นในทีวีก็ถึงกับทำเอากระป๋องเบียร์ที่อยู่ในมือของซูเฟยหลุดลงพื้นเมื่อข่าวที่กำลังปรากฏขึ้นบนจอนั้นเป็ภาพของรถตู้คันที่พุ่งชนต้นไม้ที่อยู่ระหว่างทางตอนที่ซูเฟยกำลังนั่งรถกลับมาที่บ้านที่มุมบนซ้ายของจอทีวีปรากฏใบหน้าของผู้ชายคนหนึ่งแล้วผู้ประกาศข่าวก็บอกว่าเขาเสียชีวิตแล้ว
ใบหน้าที่ปรากกอยู่บนจอทีวีนั้นก็คือหยางจื้อเจ๋อซูเฟยนั่งตัวแข็งค้างอยู่อย่างนั้นไม่คิดไม่ฝันว่าอุบัติเหตุเมื่อสักครู่นี้จะเป็เขาและก็ไม่คิดว่ามันจะเป็อุบัติเหตุที่ร้ายแรงถึงขนาดนี้เธอโกรธแค้นซาแซงคนที่ขับรถปาดหน้านักแสดงในดวงใจของเธอเป็อย่างมาก แต่จะให้ทำอย่างไรได้ในเมื่อตัวเองก็ไม่ได้มีอำนาจจะไปจัดการอะไรคงต้องปล่อยให้เป็หน้าที่ของตำรวจไป
เบียร์ที่พื้นไหลนองจนมาถึงเท้า แต่ทว่ากลับไม่ได้ทำให้เธอรู้สึกอะไรทั้งนั้นตอนนี้จิตใจของซูเฟยไม่อยู่กับเนื้อกับตัวแล้ว น้ำตาไหลออกมาอาบแก้มทั้งสองข้างความรู้สึกเสียใจมันถาโถมมาเสียยิ่งกว่าคลื่นทะเลที่ซัดเข้าสู่ชายหาดเสียอีก
จากนั้นทั้งคืนก็มีแต่เสียร้องไห้ของหญิงสาวเธอร้องไห้ฟูมฟายจนเหมือนกับคนไม่ได้สติการจากไปของหยางจื้อเจ๋อในครั้งนี้ทำให้เธอรู้สึกเหมือนขาดคนที่เป็ที่พึ่งหรือที่ยึดเหนี่ยวจิตใจไปเพราะตลอดเวลาที่ผ่านมานั้นเธอยึดถือเอาเขาเป็ไอดอลมาตลอดเมื่อไอดอลจากไปแล้วจึงทำให้เสียใจและรู้สึกเคว้งคว้าง
คนที่ไม่มีพ่อแม่ญาติพี่น้องสักคนอย่างเธอมีชีวิตอยู่มาอย่างลำบากั้แ่เล็กจนโตใน่เวลาที่ทุกข์ยากจะหากำลังใจจากใครสักคนยังไม่มีเมื่อได้มาเป็แฟนคลับของหยางจื้อเจ๋อเธอก็รู้สึกได้ว่าผู้ชายคนนี้ส่งพลังบวกให้เธอเสมอถึงแม้จะไม่เคยพบกันจริง ๆ ไม่ได้รู้จักกันเป็การส่วนตัวเลยสักครั้งแต่ผู้ชายคนนี้ก็ทำให้เธอมีความสุขได้ เขามักจะให้กำลังใจแฟนคลับของเขาเสมอและอีกอย่างคือความคิดและทัศนคติของเขาจะช่วยจุดประกายความตั้งใจในตัวของแฟนคลับทุกคนดังนั้นเธอจึงไม่ได้ชื่นชอบเขาเพียงเพราะเขาเป็ศิลปินแต่สำหรับเธอแล้วเขาเป็พลังในการมีชีวิตต่อไป
เธอคิดว่าจะขอเวลาทำใจสักพักจึงจะส่งอีเมลไปลางานเพราะตอนนี้ไม่มีกะจิตกะใจจะเปิดโทรศัพท์มือถือขึ้นมาติดต่อกับใครจริงๆ จนเวลาผ่านไปสองสามวันเธอก็ยังทำใจไม่ได้ซูเฟยเศร้าเสียใจจนถึงขั้นกินไม่ได้นอนไม่หลับหลายวันเข้าร่างกายก็ทนไม่ไหวจนถึงกับหมดสติไป
'พี่ซูเฟย วันนี้ร้านปิดเร็วฉันซื้อเบียร์ไปกินที่ห้องพี่นะ' เสียงข้อความดังขึ้นมาจากโทรศัพท์มือถือเป็ข้อความของเสี่ยวปิงนั่นเอง
วันนี้ที่ร้านปิดเร็วเป็พิเศษเพราะว่าวัตถุดิบขาดตลาดจึงขายได้แค่ไม่กี่เมนูเท่านั้นเถ้าแก่เจียงเ้าของร้านเห็นว่าไม่คุ้มค่าที่จะเปิดร้านนานจึงได้ให้พนักงานทุกคนกลับบ้านเร็วได้ส่วนซูเฟยที่ลาหลายวันเพราะไม่สบายเขาก็ไม่ได้เร่งรัดอะไรเพียงแค่ให้เธอรักษาตัวให้หายดีก่อนแล้วค่อยว่ากัน
นี่ไม่ใช่ข้อความแรกที่เสี่ยวปิงส่งมาในสองสามวันมานี้เมื่อวานกับเมื่อวันก่อนเธอก็ส่งข้อความมาเหมือนกันทว่าซูเฟยไม่ได้ตอบเธอจึงคิดไปว่าพี่สาวคนนี้คงจะไม่สบายจริง ๆ จึงไม่อยากรบกวนแต่นี่ก็ผ่านมาสามวันแล้วหากไม่เข้าไปดูสักหน่อยก็กลัวว่าซูเฟยจะเป็อะไรไป
เวลาผ่านไปห้านาทีแต่ซูเฟยก็ยังไม่ส่งข้อความตอบกลับมาเสี่ยวปิงที่อยู่บนรถไฟฟ้าตอนนี้ร้อนใจแล้วกลัวว่าซูเฟยจะไม่สบายหนักนี่ถึงขนาดไม่ตอบข้อความถึงสามวันติดคงไม่ใช่เื่ธรรมดาแล้วแน่ ๆเธอจึงตัดสินใจส่งข้อความไปอีกครั้ง
'พี่ซูเฟย พี่เป็อะไรหรือเปล่า ไหวไหมทำไมไม่ตอบข้อความฉันเลย'
เวลาผ่านไปอีกห้านาทีก็ไม่มีข้อความตอบกลับมาอีกเช่นกัน
เสี่ยวปิงร้อนใจมากเมื่อรถไฟฟ้าถึงสถานีที่หมายแล้วก็รีบวิ่งออกไปทันทีแล้วมุ่งตรงไปยังตึกที่เป็บ้านของซูเฟยมาถึงแล้วก็เคาะประตูอยู่พักใหญ่ทว่าไม่มีเสียงตอบรับ
เมื่อร้อนใจจนทนไม่ไหวจึงวิ่งไปขอความช่วยเหลือจากนิติบุคคลที่ชั้นล่างเธอเล่าทุกอย่างให้เ้าหน้านิติบุคคลฟังว่าติดต่อซูเฟยไม่ได้มาสามวันแล้วพวกเขาจึงเปิดดูกล้องวงจรปิดปรากฏว่าั้แ่วันที่ซูเฟยกลับมาจากดูละครเวทีก็ไม่ได้ออกไปไหนอีกเลยทุกคนในที่นั้นจึงร้อนใจรีบหากุญแจไปเปิดห้องของเธอทันที
พอเปิดเข้าไปแล้วก็เป็ไปตามคาดซูเฟยนอนซมไม่ได้สติอยู่บนโซฟาลมหายใจแ่เบามากไม่รู้ว่าเป็แบบนี้มากี่วันแล้วเ้าหน้าที่นิติบุคคลรีบโทรเรียกรถพยาบาลมาโดยด่วน
ซูเฟยเข้าห้องฉุกเฉินไปตั้งนานสองนานแต่ก็ไม่มีทีท่าว่าจะฟื้นขึ้นมาหมอเองก็พยายามช่วยอย่างเต็มที่ เธอยังคงมีลมหายใจอยู่และหัวใจก็ยังคงเต้นแต่ทว่าร่างกายกลับไม่ปฏิกิริยาการเคลื่อนไหวใด ๆ อีกเธอหลับไปทั้งที่ในมือยังกำรูปของนักแสดงหนุ่มไว้แน่น