ณ โรงเรียนแห่งหนึ่ง มีเด็กหนุ่มนามว่า หลินเฟิง เขากำลังทำความสะอาดห้องเรียนหลังเลิกเรียนอยู่ เนื่องจากวันนี้เป็เวรทำความสะอาดของเขา หลินเฟิงเป็เด็กที่มีหน้าตาธรรมดามากๆ ฐานะก็ยากจน ส่วนพ่อกับแม่ของเขาก็เสียไปั้แ่เขายังเด็ก ทุกวันนี้เขาอาศัยอยู่ตัวคนเดียว เขาต้องใช้เงินประกันของพ่อแม่รวมไปถึงมรดกของพ่อแม่ใช้การดำรงชีวิต แต่มันก็มีน้อยมากๆ เขาจึงต้องทำงานพิเศษหลังเลิกเรียนด้วย
“วันนี้เราต้องรีบกลับบ้าน งั้นเราฝากเธอทิ้งขยะด้วยนะ” เด็กสาวหน้าสวนคนหนึ่งพูดกับหลินเฟิงด้วยรอยยิ้มที่ให้เห็นก็ต้องหลงใหล เธอเป็คนที่สวยมากๆคนหนึ่ง และเธอยังเป็ดาวเด่นประจำโรงเรียน เธอเป็คนที่อัธยาศัยดี เข้าหาได้ง่าย ไม่ใช่เพียงแต่ผู้ชายที่ติดตามเธอ ผู้หญิงก็ยังติดตามเธอไปด้วย ไม่ว่าจะหญิงหรือชายต่างก็หลงสเน่ห์ของเธอกันทั้งนั้น ไม่เว้นแม้ต่หลินเฟิง
“ได้สิ กลับบ้านดีๆนะ” หลินเฟิงยิ้มให้เธอ ถึงแม้ว่าหลินเฟิงจะชอบเธอ แต่เขาก็ไม่ได้แสดงท่าทีหรือไปสารภาพรักกับเธอ นั่นเพราะเขารู้ตัวเองดีว่า เขาไม่มีอะไรเลย ไม่ว่าจะเป็หน้าตา ฐานะ เงินทอง มันไม่มีทางเป็ไปได้ที่เธอจะหันมาชอบเขา ดังนั้นเขาจึงได้แต่เก็บความรู้สึกไว้ในใจเท่านั้น
“ขอบคุณนะ งั้นเอาไว้เจอกันใหม่พรุ่งนี้นะ” เด็กสาวหน้าสวยยิ้มพร้อมโบกมือลา และรีบวิ่งออกจากห้องไป
“อืม แล้วเจอกัน” หลินเฟิงก็ยิ้มตอบ และโบกมือลาให้เธอ เนื่องจากเขารู้ว่าเธอเป็คนอัธยาศัยดี และไม่มีทางคิดอะไรกับเขาแน่นอน หลินเฟิงจึงไม่ได้คิดไปไกลถึงขนาดที่ว่า เด็กสาวหน้าสวยจะมีใจให้เขาหรือมีความรู้สึกดีต่อเขา
หลังจากที่หลินเฟิงทำความสะอาดเสร็จแล้ว เขาจึงรีบวิ่งไปทำงานพิเศษต่อทันที ด้วยความที่เขาต้องทำความสะอาดห้องเรียนเองคนเดียว จึงทำให้มางานพิเศษสายไปด้วย
เมื่อหลินเฟิงทำงานพิเศษเสร็จแล้ว ก็เป็เวลาดึกมาแล้ว และด้วยการที่เขามาทำงานสายในวันนี้ หลังเสร็จงานเขาจึงโดนผู้จัดการตำหนิเล็กด้วย ไม่มีบทลงโทษอื่นๆให้กับเขา ทั้งนี้ก็เพราะว่าปกติแล้ว หลินเฟิงจะมาทำงานตรงเวลาเสมอไม่เคยมาสายเลย นี้เป็เพียงครั้งแรกเท่านั้น เขาจึงโดนเพียงตำหนิเท่านั้น
เมื่อทุกอย่างเสร็จสิ้นแล้วก็ได้เวลาที่หลินเฟิงจะกลับบ้านของเขาเสียที แต่ก่อนที่หลินเฟิงจะกลับบ้านเขาแวะร้านสะดวกซื้อเสียก่อน เพราะที่บ้านของเขาตอนนี้ไม่เหลืออะไรไว้ให้ทำกินอีกแล้ว ดังนั้นเขาจึงต้องไปซื้อวัตถุดิบมาไว้ทำกับข้าวกิน
หลังจากที่หลินเฟิงซื้อของเสร็จเขาก็ตรงกลับบ้านของเขาทันที ระหว่างทางที่เขารอสัญญาณอยู่นั้นเขาพบว่าไม่มีรถวิ่งอยู่บนถนน ด้วยความที่ว่าตอนนี้เป็่เวลาที่ดึกมากแล้ว และด้วยความหิวบวกกับความเหนื่อยล้าที่สะสมมาตลอดทั้งวัน เขาจึงตัดสินใจวิ่งข้ามถนนโดยไม่รอสัญญาณไฟ เพื่อที่จะได้รีบกลับบ้านไปพัก เตรียมตัวสำหรับพรุ่งนี้ต่อ
ปี้ม!!!!!!!!!!
หลินเฟิงยังข้ามไปไม่ถึงอีกฝั่งหนึ่งของถนน ก็ได้ยินเสียงบีบแตรดังมา เมื่อเขาหันไปมองเขาก็พบรถบรรทุกคันใหญ่กำลังแล่นมาด้วยความเร็วที่เร็วมาก และด้วยระยะห่างเพียงไม่กี่เมตร รถบรรทุกไม่มีทางเบครได้ทันแน่นอน
‘นี้เรากำลังตายแล้วหรอ ในที่สุดเราก็จะได้ไปเจอพ่อกับแม่บน์แล้วหรอ เราไม่ต้องดิ้นรนอีกแล้วใช่ไหม’ ในระหว่างที่หลินเฟิงกำลังจะถูกชนนั้น เขาก็พลันยิ้มเล็กน้อยและนึกถึงพ่อกับแม่ รวมไปถึงชีวิตของเขาที่เขาต้องดิ้นรน ต้องอยู่คนเดียว ตอนนี้เขากำลังจะหลุดพ้นจากความทุกทรมาน จากความเหนื่อยล้านี้เสียที
ปัง!!!!!
เมื่อรถบรรทุกพุ้งเข้าชนหลินเฟิงก็เกิดเสียงดังสนั่นจนคนในบริเวณนั้นต่างพากันเข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ร่างของหลินเฟิงลอยกระเด็นไปไกลหลายเมตร ส่วนรถบรรทุกนั้นก็เซไปซ้ายทีขวาที และในที่สุดก็สามารถหยุดรถไว้ได้
‘พ่อ แม่ ผมกำลังจะไปอยู่กับพวกท่านแล้ว มารับผมด้วยนะ ผมไม่อยากที่จะดิ้นรนอีกแล้ว ผมเหนื่อยเหลือเกิน’ ขณะที่หลินเฟิงลอยกระเด็นออกไปนั้น เขาก็นึกถึงพ่อแม่เขา ของเขาอยู่นั้น สติของเขาก็คอยเลือนหายไปในทที่สุด
…………………………….
ทันใดนั้นหลินเฟิงก็ค่อยๆรู้สึกตัวและลืมตาขึ้นมานั้น เขาก็พบกับเพดานห้อง จากนั้นเขาก็สังเกตรอบๆห้องอีกครั้ง เขาก็พบว่าเขาอยู่ในห้องของใครบางคน ‘หรือว่าเรายังไม่ตาย แต่ไม่น่าจะเป็ไปได้ หรือว่าบางทีนี้อาจจะเป็์กันแน่นะ’ขณะที่เขากำลังครุ่นคิดอยู่นั้นก็พลันได้ยินเสียงดังออกมาจากนอกห้องที่เขานอนอยู่
“เฟิงเอ๋อร์ ต้องไม่เป็อะไร ข้าจะเข้าไปในป่าก่อน ไปหาย่าสมุนไพร ส่วนเ้าอยู่บ้านคอยดูอาการเฟิงเอ๋อร์ด้วยละ” เสียงของชายวัยกลางคน น้ำเสียงค่อนข้างเป็รีบร้อนและลนลาน ฟังแล้วเหมือนว่ามันเป็เื่ร้ายแรง
“ท่านพี่ ท่านต้องกลับมาอย่างปลอดภัยนะ”เสียงของผู้หญิง น้ำเสียงค่อนข้างเป็ห่วงชายวัยกลางคนมาก ดูเหมือนนางไม่้าให้เขาไป
“ไม่ต้องห่วง ถึงอาการาเ็ของข้าจะยังไม่หาย แต่ข้าก็ไม่เป็อะไรง่ายๆหรอก เ้าไม่ต้องเป็ห่วง ตอนนี้เป็ห่วงลูกของเราก่อนดีกว่า” น้ำเสียงของชายวันกลางคนฟังดูแล้วเหมือนจะมีความรู้สึกเสียใจอยู่ภายใน
‘นี้เราอยู่ที่ไหนกันแน่เนี่ย’ หลังจากได้ยินบทสนทนาของชายวันกลางคนกับหญิงวัยกลางคนแล้ว เขารู้สึกเหมือนว่าเขายังไม่ตายแต่ว่านะ เขามาอยู่ที่ไหนกัน แล้วทำไมเขาไม่ไปอยู่ในโรงพยาบาล เขารู้สึกสงสัยมากจริง
อ๊าก!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!
ทันใดนั้นหลินเฟิงก็รู้สึกปวดหัวอย่างรุนแรง ความทรงจำมากมายน้ำไม่ถ้วนหลังไหลเข้ามาภายในหัวของหลินเฟิง ยิ่งความทรงจำหลังไหลเข้ามามากเท่าไหร่เขาก็ยิ่งปวดหัวมากขึ้นเท่านั้น ในที่สุดเขาก็ทนไม่ไหวจนต้องร้องออกมาเสียงดังอย่างทรมาน หลินเฟิงรู้สึกเหมือนมีเข็มนับไม่ถ้วนมาทิ่มแทงที่สมองของเขา
“เฟิงเอ๋อร์!!” หลังจากที่ชายวัยกลางคนและหญิงวัยกลางคนได้ยินเสียงร้องของหลินเฟิงพวกเขาก็ร้องออกมาอย่างใ และรีบวิ่งเข้าไปในห้องหลินเฟิงทันที
“เฟิงเอ๋อร์เ้าเป็อะไร” เมื่อพวกเขาเห็นว่าหลินเฟิงใช้มือกุมศีรษะและยังคงร้องด้วยความเ็ปอยู่นั้น หญิงวัยกลางคนก็รีบถามออกมาด้วยความเป็ห่วงเป็กังวลทันที นางกลัวว่าหลินเฟิงจะเป็อะไรไป ส่วนด้านของชายวันกลางคนนั้นเขากับขมวดคิ้วเข้าหากัน เขาไม่เข้าใจว่าหลินเฟิงเป็อะไร แต่จากที่เขาเห็นตอนนี้หลินเฟิงคงต้องทรมานมากแน่นอน
ผ่านไปอีกไม่นาน หลินเฟิงก็ค่อยๆสงบลง อาการปวดหัวเริ่มทุเลาลงมาแล้ว พอหลินเฟิงเริ่มควบคุมอาการของเขาได้นั้น หลินเฟิงแหงนหน้ามองดูชายวัยกลางคนและหญิงวัยกลางคนที่มีสีหน้าเป็ห่วงเป็กังวลกันอย่างถึงที่สุด จากนั้นเขาก็ค่อยๆนึกถึงความทรงจำมากมายที่ก็หลังไหลเข้ามาภายในสมองของเขา ทันใดนั้นหลินเฟิงก็ได้รู้ทันทีว่าที่ๆเขาอยู่คือที่ไหนกันแน่
“ท่านพ่อ ท่านแม่” หลังจากที่นึกถึงความทรงจำที่หลังไหลเข้ามา หลินเฟิงก็ค่อยๆเรียกชายวัยกลางคนกับหญิงวันกลางคนที่อยู่ข้างหน้าเขา ด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา ทั้งนี้เพราะว่าเขายังคงรู้สึกไม่ค่อยดีจากอาการปวดหัวอยู่
“เฟิงเอ๋อร์ เ้าไม่เป็อะไรใช่ไหม ยังเจ็บตรงไหนอีกไหม” เมื่อหญิงวัยกลางคนได้ยินหลินเฟิงเรียกนางก็รีบถามถึงอาการของหลินเฟิงด้วยสีหน้าและน้ำเสียงเป็กังวลทันที นางเป็ห่วงหลินเฟิงอย่างมาก และยิ่งเมื่อกี่ที่อยู่ดีๆหลินเฟิงก็ร้องออกมาเสียงดังอย่างทรมาน
“ข้าไม่เป็อะไรแล้วท่านแม่ ไม่ต้องเป็ห่วง”หลินเฟิงยิ้มและบอกนางว่าไม่ต้องเป็ห่วงเขา