สายลมหนาวพัดผ่านหลังคาคฤหาสน์ตระกูลมู่แห่งเมืองหลิวกวาง เสียงใบไม้แห้งเสียดสีกันชวนให้บรรยากาศรอบข้างดูะเืยิ่งขึ้น ทว่าบรรยากาศภายในลานฝึกยุทธ์ของตระกูลกลับร้อนระอุไปด้วยสายตาดูแคลนและเสียงหัวเราะเยาะหยันที่พุ่งตรงไปยังร่างของชายหนุ่มคนหนึ่ง
หลินชางประคองไม้กวาดไม้ไผ่ในมือไว้แน่น ผิวเนื้อที่โผล่พ้นแขนเสื้อหยาบ ๆ ซีดเผือดจากความหนาวเหน็บที่กัดกินผิวกาย ทว่าแววตาของเขายังคงนิ่งสงบดุจน้ำนิ่งในบ่อลึก ทั่วทั้งเมืองหลิวกวางไม่มีใครไม่รู้จักชื่อของเขา ในฐานะเขยแต่งเข้าผู้ไร้ค่าของคุณหนูใหญ่ตระกูลมู่
"เฮ้! เ้าขยะหลินชาง! ข้าบอกให้เ้ากวาดลานฝั่งตะวันออกให้เสร็จก่อนยามเว่ย ไม่ได้ยินหรืออย่างไร หรือนอกเหนือจากเส้นชีพจรจะพิการแล้ว หูของเ้ายังหนวกไปด้วย!"
เสียงตวาดกร้าวมาจากมู่ซาน ศิษย์สายรองของตระกูลมู่ มันเดินกร่างเข้ามาพร้อมกับกลุ่มสมุน ก่อนจะจงใจเตะถังน้ำจนล้มคว่ำ น้ำเย็นจัดสาดกระจายเจิ่งนองเต็มพื้นดินที่หลินชางเพิ่งกวาดเสร็จไปเมื่อครู่ เสียงหัวเราะลั่นดังมาจากรอบทิศทาง ศิษย์ตระกูลมู่หลายคนหยุดซ้อมมือเพื่อหันมาดูความอัปยศนี้
หลินชางมองพื้นดินที่เปียกแฉะ ใบหน้าของเขาไม่มีความโกรธเกรี้ยว มีเพียงความอ่อนล้าอันลึกซึ้งในส่วนลึกของดวงตา ทุกคนในที่นี้คิดว่าเขาเป็คนพิการมาั้แ่กำเนิด เพราะไม่ว่าจะพยายามดูดซับปราณเซียนมากเท่าใด พลังเ่าั้ก็จะอันตรธานหายไปในจุดตันเถียนจนหมดสิ้น
พวกมันจะไปรู้ได้อย่างไรว่าภายในร่างกายของเขา กะโหลก ศีรษะ และชีพจรทั่วร่าง กำลังกักเก็บผนึกต้องห้ามที่กุมชะตากรรมของ์เอาไว้ถึงสามสิบหกเมล็ดพันธุ์!
นับั้แ่วันที่ตระกูลชางเสียนของเขาถูกล้างบางเมื่อสิบปีก่อน เมล็ดพันธุ์ศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้ก็ทำหน้าที่เป็หลุมดำ คอยดูดกลืนพลังทุกหยดที่เขาฝึกฝนเพื่อชุบเลี้ยงตัวเองและรักษาผนึกไว้ ทำให้ภายนอกของเขาดูไม่ต่างจากมนุษย์ธรรมดาที่ไม่มีพลังยุทธ์แม้แต่ครึ่งก้าว
"มู่ซาน ลานนี้ข้ากวาดเสร็จแล้ว เ้าจงใจหาเื่ข้า" หลินชางเอ่ยเสียงเรียบ น้ำเสียงของเขาไม่ได้สั่นกลัว ซึ่งนั่นยิ่งทำให้มู่ซานรู้สึกขัดใจ
"หาเื่? คนอย่างข้าจำเป็ต้องหาเื่ขยะอย่างเ้าด้วยหรือ?" มู่ซานสาวเท้าเข้ามาใกล้ แรงกดดันปราณระดับก่อเกิดขั้นที่สามแผ่ซ่านออกมาจากร่าง มันเอื้อมมือหมายจะตบหน้าหลินชางเพื่อสั่งสอน "เ้ามันก็แค่สุนัขรับใช้ที่โชคดีได้แต่งงานบังหน้ากับคุณหนูใหญ่เพื่อแก้เคล็ดดวงชะตา อย่าคิดว่าตัวเองมีฐานะสูงส่งนักเลย!"
ฝ่ามือที่อัดแน่นด้วยลมปราณพุ่งเข้ามาขนาบหู ลมพัดแรงจนเส้นผมของหลินชางปลิวไสว ในเสี้ยววินาทีนั้น ดวงตาของหลินชางประกายแสงสีเขียวเข้มจาง ๆ สายหนึ่ง ผนึกต้นเจี้ยนมู่ในร่างของเขาเกิดการสั่นไหวเล็กน้อย เจตจำนงแห่งการต่อสู้ในใจของเขาเกือบจะทำให้พลังค้ำฟ้าตื่นขึ้น
ทว่าก่อนที่ฝ่ามือของมู่ซานจะถึงตัวหลินชาง พลันมีกระแสลมเย็นะเืสายหนึ่งพุ่งตัดอากาศมา!
แรงอัดอากาศอันหนาวเหน็บกระแทกเข้าที่ข้อมือของมู่ซานอย่างจัง จนมันต้องสะดุดถอยหลังไปสามก้าว ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเ็ป
"ใครกัน?!" มู่ซานสบถลั่น หันไปมองตามทิศทางของพลัง ทว่าโทสะทั้งหมดของมันกลับมลายหายไปสิ้น เปลี่ยนเป็ความหวาดหวั่นและเลื่อมใสในพริบตา เมื่อร่างในชุดคลุมสีขาวบริสุทธิ์ดุจหิมะก้าวเข้ามาในลานฝึก
นางคือมู่ปิงอวิ๋น
นางเป็อัจฉริยะหญิงอันดับหนึ่งของเมืองหลิวกวาง ใบหน้างดงามล่มเมืองทว่าเรียบเฉยไร้ความรู้สึก ั์ตาสีดำขลับของนางราวกับผลึกน้ำแข็งที่ไม่เคยละลาย กลิ่นอายรอบกายของนางสะกดให้ศิษย์ทุกคนในลานฝึกต้องก้มหัวลงต่ำ
"คุณหนูใหญ่" มู่ซานรีบประสานมือ ก้มหัวลงทันที "ข้าเพียงแค่กำลังสั่งสอนคนรับใช้ที่ไม่รักดีเท่านั้น"
มู่ปิงอวิ๋นไม่ได้ชายตาตามองมู่ซานแม้แต่น้อย สายตาเ็าของนางปัดผ่านพื้นดินที่เปียกแฉะ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างของหลินชาง ชายหนุ่มผู้เป็สามีตามนิตินัยของนาง นางมองาแเล็ก ๆ ที่มือของเขาจากความหนาว ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงราบเรียบดุจเสียงกระดิ่งลมฤดูหนาว
"มู่ซาน เ้าลืมกฎของตระกูลมู่ข้อที่สี่ไปแล้วหรือ?" นางเอ่ย เสียงไม่ดังแต่ทรงพลัง "ห้ามศิษย์ในตระกูลเข่นฆ่าหรือรังแกคนในครอบครัวเดียวกัน"
"แต่ มันเป็แค่ขยะแต่งเข้า" มู่ซานพยายามแย้ง
"เขาแต่งงานกับข้า ย่อมถือเป็คนของตระกูลมู่" มู่ปิงอวิ๋นตัดบทอย่างเด็ดขาด น้ำเสียงของนางไม่มีความอบอุ่นแม้แต่น้อย แต่มันคือสัจจะที่ไม่มีใครกล้าขัด "หากข้าเห็นใครลงมือกับเขาอีก ข้าจะเป็คนทำลายวรยุทธ์ของผู้นั้นด้วยตัวเอง ไสหัวไป"
คำขู่ของคุณหนูใหญ่เฉียบขาดราวกับกระบี่ ศิษย์สายรองทั้งหมดรวมถึงมู่ซานรีบวิ่งหนีออกจากลานฝึกไปอย่างรวดเร็ว ราวกับกลัวว่าหากช้าไปอีกก้าวเดียวจะถูกแช่แข็งเป็น้ำแข็ง
ลานฝึกยุทธ์กลับคืนสู่ความเงียบสงบ เหลือเพียงหลินชางและมู่ปิงอวิ๋นที่ยืนเผชิญหน้ากัน
หลินชางก้มลงเก็บถังน้ำที่ล้มลุกขึ้นมาตั้งตรง ก่อนจะหันไปมองภรรยาผู้เ็าของเขา "ขอบคุณภรรยาที่ช่วยเหลือ"
มู่ปิงอวิ๋นมองท่าทางเฉยเมยของเขาแล้วขมวดคิ้วเล็กน้อย นางเดินเข้ามาใกล้ กลิ่นหอมจาง ๆ คล้ายดอกเหมยเหมันต์โชยเข้าจมูกของหลินชาง นางยื่นขวดยาหยกขนาดเล็กให้เขาขวดหนึ่ง
"นี่คือยาสมานกระดูกและห้ามเื" นางกล่าว เสียงยังคงเว้นระยะห่างอย่างชัดเจน "หลินชาง ข้าช่วยเ้าได้ในเขตตระกูล แต่งานล่าสัตว์ประตูลักษณ์ที่กำลังจะมาถึงในอีกสามเดือนข้างหน้า ผู้าุโใหญ่จะบีบให้เ้าเข้าร่วมเพื่อหาทางกำจัดเ้า ข้าไม่สามารถปกป้องเ้านอกเขตตระกูลได้ตลอดเวลา"
หลินชางรับขวดยามา นิ้วมือของเขาััถูกปลายนิ้วอันเย็นเฉียบของนางแ่เบา เขาพบว่าความเ็าของนางไม่ใช่การเสแสร้ง แต่มันเกิดจากจิตปฏิพัทธ์แห่งวิชาน้ำแข็งที่นางฝึกฝน แม้นางจะไม่เคยแสดงความรักต่อเขาแบบสามีภรรยาทั่วไป ไม่เคยร่วมหอห้องหับ แต่อย่างน้อยนางก็ไม่เคยเหยียดหยามเขาเหมือนคนอื่น ๆ
"ข้ารู้แล้ว" หลินชางตอบสั้น ๆ
มู่ปิงอวิ๋นจ้องมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ราวกับพยายามค้นหาอะไรบางอย่างในดวงตาของชายขยะคนนี้ แต่งานนี้นางก็พบเพียงความว่างเปล่า นางถอนหายใจเบา ๆ ก่อนจะหันหลังเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก แผ่นหลังสีขาวของนางดูโดดเดี่ยวทว่าทรนง
หลินชางมองตามร่างของนางจนลับสายตา เขาเก็บขวดยาเข้าอกเสื้อ แววตาที่เคยนิ่งสงบพลันเปลี่ยนเป็เฉียบคมและทรงพลังดุจพญาอินทรี
"สามเดือนอย่างนั้นหรือ" ชายหนุ่มพึมพำกับตัวเอง
เขาละทิ้งไม้กวาดในมือ แล้วเดินมุ่งหน้ากลับไปยังห้องพักฟืนหลังเล็กของเขาที่อยู่ท้ายตระกูล ทันทีที่ประตูปิดลง หลินชางนั่งขัดสมาธิลงบนเตียงไม้ผุ ๆ เขาหลับตาลงและจมดิ่งเข้าสู่ห้วงจิติญญาของตัวเอง
ภายในจุดตันเถียนอันกว้างใหญ่ที่ทุกคนคิดว่าแห้งแล้ง บัดนี้มีแสงสว่างสีเขียวมรกตจุดหนึ่งกำลังกะพริบไหวอย่างบ้าคลั่ง ผนึกดาราชั้นที่หนึ่งที่พันธนาการเมล็ดพันธุ์ต้นเจี้ยนมู่มานานนับสิบปี บัดนี้เกิดรอยร้าวลายครามแผ่ขยายออกไปกว้างขึ้นเรื่อย ๆ พลังชีวิตอันมหาศาลโบราณกาลกำลังทะลักออกมาตามรอยแยกนั้น
"ดูดซับปราณเซียนของโลกมนุษย์มาสิบปี ในที่สุดเ้าก็อิ่มตัวแล้วสินะ"
หลินชางสูดหายใจเข้าลึก กัดฟันแน่น พร้อมที่จะเผชิญหน้ากับการตื่นรู้ของพฤกษาค้ำฟ้าที่จะเปลี่ยนชะตากรรมของเขาไปตลอดกาล