ต้นไทรขนาดใหญ่หลายคนโอบตั้งตระหง่านอยู่ภายในวัดพันผูกด้วยผ้าสามสียาวนับสิบเมตรทั้งยังมีชุดไทยห่มสไบหลากสีสันแขวนอยู่บนราวแขวนเสื้อผ้าข้างต้นไทรนับสิบชุดที่ขาดไปไม่ได้เลยคือส่วนของโคนต้นที่มีสีขาวโพลนอันเกิดมาจากแป้งฝุ่นของนักเสี่ยงโชคที่เพียรพยายามขูดหาตัวเลขเพียงเพื่อหวังจะรวยทางลัดสภาพแวดล้อมแบบนี้ทำให้ทีปกรคิดว่าหากวันนี้เป็นวันสิ้นเดือนหรือกลางเดือนคงไม่มีหวังได้มายืนอยู่ที่นี่แน่นอน
ตรงนี้แหละช่างเป็นมุมที่ดีที่จะซ่อนตัวเพื่อแอบมองเนตรนภาผู้เป็นแม่ซึ่งกำลังกวาดใบไม้อยู่ในบริเวณนั้นได้อย่างใกล้ชิดทีปกรได้แต่ยืนพะว้าพะวัง ใจหนึ่งคิดอยากจะเดินเข้าไปกอดแม่เพื่อให้ท่านปลอบใจที่กำลังบอบช้ำแสนสาหัสเพราะความรักที่ไม่มีอยู่จริงส่วนอีกใจหนึ่งก็ไม่อยากสร้างความทุกข์ให้กับแม่ที่มาปฏิบัติธรรมเพื่อให้จิตใจสงบ
ทีปกรได้แต่เดินวนไปวนมาคิดไม่ตกว่าจะเข้าไปหาแม่ดีหรือไม่อาการจมอยู่ในความคิดของตัวเองจึงไม่ได้สังเกตเลยว่ามีสายตาคู่หนึ่งกำลังจับจ้องตนอยู่ตั้งแต่ก้าวเท้าเข้ามาในวัดนี้
“ความรักก็อย่างนี้แหละนะมีทั้งความสุขแล้วก็ต้องมีความทุกข์ผสมปนเปกันบ้างมันถึงจะครบรส”ทีปกรหันหน้าไปมองต้นเสียงซึ่งเป็นผู้หญิงสาวสวยผมตรงยาวดำขลับจนถึงกลางหลังแม้สีผิวจะดูคล้ำแต่ใบหน้ากลับคมเข้มไร้ที่ติลิปสติกสีแดงสดที่อยู่บนริมฝีปากของเธอผู้นี้ช่างดูโดดเด่นจนไม่อาจละสายตาให้มองไปทางอื่นได้แต่ชุดที่เธอสวมใส่เป็นเพียงผ้าซิ่นสีกรมท่าและเสื้อสีขาวคอบัวเท่านั้นซึ่งมองปราดเดียวก็รู้แล้วว่าเป็นผู้ที่เข้ามาทำบุญในวัดและมาตรงจุดนี้ก็เพื่อมาแสวงโชค
“คุณรู้ได้ยังไงว่าผมกำลังเป็นทุกข์เรื่องความรัก”
“คนเราอะนะมีความทุกข์แค่ไม่กี่เรื่องหรอกและคนวัยหนุ่มอย่างเธอแค่ฉันมองตาก็รู้แล้วว่าคงหนีไม่พ้นเรื่องความรัก ใช่ไหมล่ะ”หญิงสาวตอบกลับอย่างสบายอารมณ์ในขณะที่ทีปกรเหลือบตากลับไปมองเนตรนภาเพื่อไม่ให้พ้นจากสายตาของตัวเอง
“ถ้าฉันเดาไม่ผิดผู้หญิงคนที่เธอแอบดูอยู่คงเป็นแม่ของเธอใช่ไหมล่ะ”ทีปกรพยักหน้ายอมรับในสิ่งที่หญิงสาวแปลกหน้าพูด
“แล้วเธอก็ไม่อยากเข้าไปหาแม่เพื่อทำให้ท่านลำบากใจใช่ไหมถึงได้มาหลบอยู่ตรงนี้”ทีปกรยังคงพยักหน้าตอบรับอีกครั้งและคิดทบทวนว่าจะเข้าไปหาเนตรนภาดีหรือไม่
“อ๊า…ทุกข์ใจมากสินะหนุ่มน้อย เธอรู้ไหมว่าบางครั้งสิ่งที่เธอได้เห็นหรือได้ยินอาจจะไม่ใช่ทั้งหมดเสมอไปหรอกนะ ก็คงจะเหมือนดั่งเหรียญที่มีสองด้านนั่นแหละ”หญิงสาวแปลกหน้าพูดออกมาแค่ประโยคสั้น ๆแต่ก็เป็นคำตอบให้กับทีปกรให้ได้ฉุกคิดขึ้นมาชวนให้รู้สึกว่าเธอสามารถรับรู้เรื่องราวทุกอย่างที่เกิดขึ้นกับตน
“แล้วผมจะต้องทำยังไง”
“ก็ไม่ต้องทำอะไรมากมายนักหรอกแค่เธอหาเหรียญอีกด้านหนึ่งให้เจอก็พอ บางทีเรื่องราวในอดีตอาจเป็นเงาสะท้อนให้เราได้เห็นอะไรบางอย่างก็ได้นะเธอเลือกเอาก็แล้วกันว่าจะเดินซ้ำรอยเดิมหรือเปลี่ยนทางเดินใหม่”ทีปกรก้มหน้ารับฟังและคิดตาม แต่ก็ยังรู้สึกไม่เข้าใจในสิ่งที่หญิงแปลกหน้านั้นพูด
“ไม่แปลกหรอกถ้าตอนนี้เธอจะยังไม่เข้าใจ”หญิงสาวตอบกลับมาเหมือนรู้ความในใจของทีปกร “อีกไม่นานเธอจะเข้าใจในสิ่งที่ฉันพูดถ้าถึงวันนั้นแล้วเธอรู้สึกขอบคุณในคำแนะนำของฉันล่ะก็ครั้งหน้าถ้าเธอมาที่นี่อีกก็เอาลิปสติกสีแดงมาฝากฉันด้วยนะไม่ว่าจะเป็นแดงแบบไหนฉันก็ชอบทั้งนั้น”
“แล้ว…”ในระหว่างที่ทีปกรเงยหน้าขึ้นเพื่อจะถามคำถาม หญิงสาวที่เคยอยู่ตรงหน้าก็หายไปแล้ว
“เฮ้ย! อะไรวะเนี่ยอย่าบอกนะว่าเมื่อกี้คุยกับผี”ทีปกรเหลียวซ้ายแลขวาเพื่อมองหาหญิงสาวที่เพิ่งหายตัวไป
“โอ๊ย!”วัตถุทรงกลมตกลงสู่ศีรษะของผู้ที่อยู่เบื้องล่างทำให้ต้องเงยหน้ามองด้านบนเพื่อหาต้นเหตุ แต่ก็ได้พบกับป้ายขนาดใหญ่ที่เขียนว่า ‘เจ้าแม่ไทรทอง’ อยู่บนนั้นแทน
“ถ้ามาที่นี่อีกอย่าลืมลิปสติกสีแดงนะ” แว่วเสียงเดิมดังมาจากด้านข้างทำให้ชายหนุ่มร่างบอบบางต้องหันไปมอง
ทีปกรพยายามกวาดตามองไปรอบๆ เพื่อมองหาต้นเสียงเมื่อครู่แต่ก็ทำให้รู้สึกตกใจเล็กน้อยเมื่อมองเห็นลิปสติกสีแดงหลากหลายเฉดสีหลากหลายยี่ห้อนับร้อยแท่งอยู่ในกล่องไม้ลายฉลุขนาดใหญ่ข้างราวแขวนเสื้อผ้าและเมื่อสังเกตดี ๆก็พบว่าชุดที่หญิงสาวผู้นั้นได้ใส่เมื่อครู่ก็อยู่ในราวแขวนเสื้อผ้าที่อยู่ตรงนั้นเช่นกัน
“อย่าบอกนะที่คุยด้วยเมื่อกี้คือเจ้าแม่ไทรทอง”อาการขนแขนสแตนอัพเกิดขึ้นโดยอัตโนมัติเมื่อรู้ว่าหญิงสาวแสนสวยที่คุยด้วยเมื่อครู่คือนางไม้ที่สิงสถิตอยู่ในต้นไทรต้นนี้ทีปกรได้แต่ถูขนแขนของตัวเองให้หุบลงก่อนจะตัดสินใจกลับบ้านไปโดยไม่เข้าไปหาแม่ของตนเองเพราะคิดว่าสิ่งที่นางไม้นั้นพูดคงเป็นคำตอบในใจที่ดีที่สุด แม้จะยังไม่เข้าใจก็ตาม
“ข้าช่วยท่านได้เพียงเท่านี้ที่เหลือก็แล้วแต่วาสนาของท่านแล้วล่ะ”นางไม้สาวปรากฏตัวขึ้นอีกครั้งและมองทีปกรจากด้านหลังด้วยแววตาแห่งความหวังดี