จ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 6 ตอนที่ 178 มีดคู่จันทร์เสี้ยว อาวุธคู่!

                ไป๋หยุนเฟยเบิกตากว้างตกตะลึงกับสิ่งที่ได้เห็นมันตาค้างอยู่เนิ่นนานจึงค่อยเรียกสติกลับมาได้

                “อาวุธคู่... เป็นอาวุธคู่” ไป๋หยุนเฟยหัวใจเต้นแรง มันยินดีแทบคลุ้มคลั่ง “ทั้งสองชิ้นซ้ายขวา เป็นอาวุธคู่ที่คุณสมบัติช่าง... ร้ายกาจนัก”

                ผ่านไปครู่ใหญ่ หัวใจมันจึงค่อยสงบจนเต้นเป็นปกติไป๋หยุนเฟยสูดลมหายใจลึกๆอีกหลายคราก่อนจะจ้องมองมีดจันทร์เสี้ยวในมืออีกครั้ง

                “เป็นการค้นพบใหม่อีกครั้งมิหนำซ้ำยังเป็นการค้นพบครั้งสำคัญ! มิน่าเล่ามิน่าเล่ายามต่อสู้กับพวกมันทั้งคู่ อาวุธชิ้นนี้จึงได้ประหลาดพิสดารนักแล้วครั้งสุดท้ายที่เกือบพลาดท่าที่แท้ก็เป็นเพราะพลังที่มาจากการรวมกันของมีดทั้งคู่นี่เอง!”

                “ยามนี้แม้รวมเป็นเล่มเดียวแต่ก็แสดงคุณสมบัติของแต่ละเล่มแยกกันแต่จะแยกมันออกจากกันอย่างไร?” ไป๋หยุนเฟยพลิกดูอาวุธในมือไปมา หลังจากขมวดคิ้วครุ่นคิดชั่วครู่จึงใช้สองมือกุมด้ามจับทั้งสองพร้อมกับส่งพลังวิญญาณลงไปจากนั้นจึงเพ่งความคิดสั่งให้แยกออกจากกัน

                “เช้ง!”

                บังเกิดดังขึ้นแผ่วเบาจากนั้นมือซ้ายขวาของไป๋หยุนเฟยก็ถือมีดจันทร์เสี้ยวเอาไว้ข้างละเล่ม

                “แยกออกแล้ว!” ไป๋หยุนเฟยยิ้มอย่างพอใจจากนั้นเมื่อพิจารณาอาวุธวิญญาณทั้งสองอีกครั้ง ก็พบว่าแสดงคุณสมบัติเช่นเดียวกับที่ปรากฏเมื่อครู่

                หลังจากกวัดแกว่งมีดจันทร์เสี้ยวทดสอบน้ำหนักดูไป๋หยุนเฟยก็กล่าวกับตนเองว่า “อาวุธวิญญาณคู่ สองชิ้นซ้ายขวามีความเชื่อมโยงกัน หากว่าอัพเกรดแล้วจะเป็นเช่นไรกัน?”

                ยามครุ่นคิดถึงสิ่งที่จะลงมือทำในใจไป๋หยุนเฟยก็เปี่ยมไปด้วยความคาดหวังมันรีบอัพเกรดมีดคู่จันทร์เสี้ยวจนกระทั่งถึง +10

                 ……

                “ระดับไอเทม: สมบัติตกทอดระดับต่ำ”

              “ไอเทมเซ็ต (ซ้าย)”

              “พลังโจมตี: 630”

              “พลังโจมตีเพิ่มเติม: 327”

              “ผลกระทบไอเทมเซ็ต 1: ในรัศมีหนึ่งร้อยเมตร สามารถควบคุมไอเทมเซ็ต(ขวา)ได้”

              “ผลกระทบไอเทมเซ็ต 2: เมื่อทั้งสองเล่มซ้ายขวารวมเป็นหนึ่งเล่มระดับไอเท็มจะเพิ่มขึ้นเป็นสมบัติตกทอดระดับกลาง และพลังโจมตีเพิ่มเป็น 998 และมีพลังโจมตีเพิ่มเติมอีก 441”

              “ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10: เมื่อโจมตีมีโอกาส 10% ที่จะปล่อยคมมีดสายลมออกมาหนึ่งเล่มโดยอัตโนมัติเมื่อทั้งสองเล่มซ้ายขวารวมเป็นหนึ่งเล่มโอกาสจะเพิ่มเป็น 15% และคมมีดสายลมจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเล่ม”

              “สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 83 แต้ม”

              ……

              “ระดับไอเทม: สมบัติตกทอดระดับต่ำ”

              “ไอเทมเซ็ต (ขวา)”

              “พลังโจมตี: 641”

              “พลังโจมตีเพิ่มเติม: 332”

              “ผลกระทบไอเทมเซ็ต 1: ในรัศมีหนึ่งร้อยเมตร สามารถควบคุมไอเทมเซ็ต (ซ้าย)ได้”

              “ผลกระทบไอเทมเซ็ต 2: เมื่อทั้งสองเล่มซ้ายขวารวมเป็นหนึ่งเล่มระดับไอเท็มจะเพิ่มขึ้นเป็นสมบัติตกทอดระดับกลาง และพลังโจมตีเพิ่มเป็น 998 และมีพลังโจมตีเพิ่มเติมอีก 441”

              “ผลกระทบเพิ่มเติมระดับ +10: เมื่อโจมตีมีโอกาส 10% ที่จะปล่อยคมมีดสายลมออกมาหนึ่งเล่มโดยอัตโนมัติเมื่อทั้งสองเล่มซ้ายขวารวมเป็นหนึ่งเล่มโอกาสจะเพิ่มเป็น 15% และคมมีดสายลมจะเพิ่มขึ้นเป็นสามเล่ม”

              “สิ่งจำเป็นในการอัพเกรด: แต้มวิญญาณ 83 แต้ม”

                ……

                “คมมีดสายลม... กลับมีโอกาสเกิดขึ้นเท่ากับผลกระทบเพิ่มเติมการระเบิดของทวนเปลวอัคคี? แต่ไม่ทราบว่าจะมีพลังทำลายรุนแรงเพียงใด...” ไป๋หยุนเฟยจ้องมองดูมีดคู่จันทร์เสี้ยวในมือพร้อมกับนึกเปรียบเทียบในใจ“มิหนำซ้ำเมื่อรวมกันเป็นเล่มเดียวพลังโจมตีก็... ชั้นปฐพีระดับสูง! ก็เทียบเท่ากับทวนเปลวอัคคี+12 พอดี!”

                “ช่างร้ายกาจเหนือธรรมดาจริงๆ! แต่น่าเสียดายที่ข้าไม่ถนัดใช้อาวุธประเภทนี้ น่าเสียดายนัก!” ไป๋หยุนเฟยถอนหายใจแผ่วเบา “แต่ว่า หากใช้เป็นครั้งคราวเพื่อสร้างความสับสนแก่ศัตรูก็น่าจะสามารถใช้เป็นอาวุธตัดสินผลแพ้ชนะได้...”

                ยามนี้ยังไม่มีโอกาสจะได้ทดสอบพลังของมีดจันทร์เสี้ยวว่าร้ายกาจเพียงใดไป๋หยุนเฟยจึงได้แต่‘เล่น’อีกชั่วครู่ก่อนจะเก็บลงไป

                ยามนี้ก็ดึกมากแล้วไป๋หยุนเฟยจึงไม่ได้ตรวจสอบดูของที่เหลืออีกมันนั่งขัดสมาธิลงและเริ่มฝึกปรือพลังต่อ

                …………

                วันรุ่งขึ้น ไป๋หยุนเฟยเสร็จสิ้นการฝึกปรือแต่เช้าหลังจากรับประทานอาหารเรียบร้อยจึงออกไปที่หลังเขาเพียงลำพังเส้าหลิงรบเร้าขอติดตามไปด้วยแต่มันก็ไม่อนุญาต

                หลังออกห่างจากหมู่บ้านลึกเข้าไปในป่าเขาไป๋หยุนเฟยก็นำมีดจันทร์เสี้ยวทั้งสองเล่มและวัตถุวิญญาณชิ้นอื่นๆออกมาเพื่อทดสอบผลกระทบเพิ่มเติมทีละชิ้นอย่างละรอบยกเว้นแต่มีดจันทร์เสี้ยว+10 ทั้งสองเล่ม ที่มันทดสอบและศึกษาอย่างละเอียดโดยเฉพาะผลเพิ่มเติมอาวุธคู่อย่างที่หนึ่ง

                ผลเพิ่มเติมที่สามารถควบคุมกันระหว่างมีดจันทร์เสี้ยวทั้งสองเล่มอันที่จริงก็ไม่มีอันใดซับซ้อน เพียงถือมีดเล่มหนึ่งพร้อมกับถ่ายทอดพลังวิญญาณลงไปก็จะสามารถควบคุมมีดอีกเล่มในระยะห้าสิบวาได้ดังใจนึกแต่ว่าการทำเช่นนี้สิ้นเปลืองพลังวิญญาณไม่น้อย และหากท่วงท่าที่ใช้ยิ่งซับซ้อนระยะยิ่งไกล ก็จะยิ่งใช้พลังวิญญาณที่มากขึ้นกว่าเดิม

                และเมื่อใช้จู่โจมก็มีโอกาสที่จะปล่อยคมมีดสายลมออกเองได้ ความรุนแรงของมันก็ไม่น้อยแม้จะไม่เท่ากับระเบิดเปลวเพลิงของทวนเปลวอัคคีซึ่งมีแรงปะทุและพลังกระจายออกแต่ยังมีส่วนที่เหนือกว่าก็คือทวนเปลวอัคคีมีข้อจำกัดที่ต้อง‘แทง’เท่านั้นส่วนมีดจันทร์เสี้ยวนั้นเพียงกวัดแกว่งเข้าจู่โจมก็มีโอกาสที่จะปล่อยคมมีดสายลมออกได้แล้วแม้แต่ฟาดฟันใส่อากาศก็ยังปล่อยออกได้!อีกทั้งทิศทางที่ซัดออกก็เป็นทิศทางเดียวกับที่คมมีดฟันออกไปสำหรับอำนาจการทำลายล้างนั้นยังไม่มีโอกาสได้ทดสอบในการต่อสู้ จึงไม่อาจวิเคราะห์อย่างแน่ชัดได้

                หลังจากศึกษาวัตถุวิญญาณที่ผ่านการอัพเกรดทั้งหมดแล้วไป๋หยุนเฟยก็เริ่มสรุปบทเรียนและประสบการณ์โดยการจำลองสถานการณ์ต่อสู้อีกครั้งมันใช้กระบวนท่าต่างๆจำลองการต่อสู้ ท่าเท้าเหยียบคลื่น พลังหมัดเก้าทบ มีดบินและกระบวนท่าอื่นๆ เพื่อหาข้อบกพร่องของกระบวนท่า พร้อมกับขัดเกลาบางท่าที่ยังใช้ออกได้ไม่สมบูรณ์จะได้สามารถรับมือกับการต่อสู้เช่นนี้ได้ดียิ่งขึ้น

                เมื่อถึงยามเที่ยงแสงอาทิตย์ก็สาดแสงแรงกล้าไป๋หยุนเฟยจึงเดินทางกลับหมู่บ้าน

                เมื่อเดินไปถึงแม่น้ำสายเล็กๆที่อยู่ไม่ไกลจากหมู่บ้านไป๋หยุนเฟยที่กำลังเดินครุ่นคิดถึงปัญหาบางอย่างอยู่นั้นจู่ๆก็หยุดฝีเท้าลงก่อนจะจ้องมองไปตรงหน้า เห็นที่ต้นไม้ใหญ่ริมแม่น้ำมีเงาร่างของคนสองคนกำลังนั่งเคียงคู่กันอยู่บนผืนหญ้า

                ที่แท้ก็เป็นเสี่ยวฟางกับจู่จื่อ

                ยิ่งไปกว่านั้นท่าทีของทั้งคู่ยังดูใกล้ชิดสนิทสนมยามนี้ทั้งสองกำลังสนทนากันด้วยเสียงแผ่วเบาไป๋หยุนเฟยมองเห็นอย่างชัดเจนว่ามือของจู้จื่อยกขึ้นอย่างลังเลชั่งใจว่าจะโอบไหล่เสี่ยวฟางดีหรือไม่แต่ดูก็รู้ว่ามันยังไม่มีความกล้าพอ

                เมื่อครู่ไป๋หยุนเฟยไม่ได้สนใจรอบข้างกระทั่งเดินเข้าใกล้ทั้งคู่แล้วจึงค่อยรู้สึกตัว มันเดินผ่านป่าออกมาเสียงดังไม่น้อยทั้งสองคนรู้สึกตัวว่ามีคนเข้าใกล้จึงหันกลับมามอง

                ไป๋หยุนเฟยตกใจรู้สึกตัวได้ว่าตนเองรบกวนผู้อื่นเข้ามันทำตัวไม่ถูกจึงได้แต่ยิ้มพร้อมกับกล่าวว่า “ฮ่า ฮ่า บังเอิญจริงๆคิดไม่ถึงว่าจะมาเจอกันที่นี่ได้...”

                “คุณ... คุณชายไป๋ท่านมาทำอะไรที่นี่..”เสี่ยวฟางยืนขึ้นอย่างร้อนรนด้วยใบหน้าแดงฉานก่อนจะเอ่ยปากถามพร้อมกับหันไปหาจู้จื่อ

                “เอ่อ... ข้ามาเดินเล่น พวกเจ้าพูดคุยกันต่อเถอะ ข้าจะไปแล้ว”

                ไป๋หยุนเฟยหันหลังกำลังจะจากไปก็ได้ยินเสียงจู้จื่อร้องตะโกนจากด้านหลัง “ไป๋หยุนเฟย รอก่อน!”

                “หือ? มีอะไรหรือ?”ไป๋หยุนเฟยหันกลับไปถามด้วยความสงสัย

                จู่จื่อลังเลเล็กน้อยก่อนจะหันไปกล่าวกับเสี่ยวฟาง“เสี่ยวฟาง เจ้ากลับไปก่อนได้หรือไม่? ข้ามีเรื่องคิดจะสนทนากับไป๋หยุนเฟย”

                แม้เสี่ยวฟางจะไม่เข้าใจแต่ก็ไม่ได้เอ่ยปากซักถาม นางพยักหน้าอย่างเชื่อฟังพร้อมกับกล่าวว่า “อืม ก็ได้ นี่ก็เที่ยงแล้วข้าต้องรีบกลับไปทำอาหาร...”

                หลังจากมองดูเสี่ยวฟางเดินลับตาไปไป๋หยุนเฟยจึงหันกลับมามองจู่จื่อที่ยังคงลังเล ก่อนจะยิ้มพลางกล่าวว่า “จู้จื่อมีอะไรคิดจะกล่าวกับข้าหรือ? จากที่เห็นเมื่อครู่ระหว่างเจ้ากับเสี่ยวฟางนับว่าพัฒนาไปไม่น้อย!หรือยังคิดว่าข้าเป็นศัตรูอยู่อีก?”

                จู้จื่อชะงักไปชั่วครู่จากนั้นจึงเกาศีรษะอย่างกระดากพร้อมกับเอ่ยปากขอโทษ “เรื่องนี้... ก่อนหน้านี้ต้องขอโทษเจ้าด้วย ข้าช่างจิตใจคับแคบที่คิดว่าเจ้ากับเสี่ยวฟาง...”

                “ฮ่า ฮ่าเรื่องเล็กน้อยก่อนหน้านี้เจ้าอย่าได้ใส่ใจ จริงสิอาการบาดเจ็บของเจ้าเป็นอย่างไรบ้าง?” ไป๋หยุนเฟยยิ้มขึ้นสองวันที่ผ่านมามันคร่ำเคร่งรักษาตนเอง จนแม้แต่เส้าหลิงเองก็ยังแทบไม่ได้พบหน้าจึงไม่มีเวลาไปสนใจอาการของจู้จื่อ แต่จากที่เห็นในยามนี้เห็นได้ชัดว่ามันหายดีแล้ว

                จู้จื่อพยักหน้ากล่าวว่า“ตั้งแต่เมื่อวานข้าก็หายดีแล้ว ยามนั้น... ข้าได้ยินจากเสี่ยวฟางมาว่าเพราะได้เจ้าช่วยรักษาอาการบาดเจ็บข้าจึงรักษาชีวิตเอาไว้ได้มิหนำซ้ำบาดแผลยังหายเร็วกว่าที่คิด เรื่องนี้ต้องขอบคุณเจ้ามาก... จริงสิ ของพวกนี้ข้าคืนให้แก่เจ้า”

                ระหว่างที่กล่าววาจาจู้จื่อก็นำถุงผ้าขนาดเล็กออกจากอกเสื้อจากนั้นจึงหยิบเครื่องเครื่องประดับจำนวนหนึ่งออกจากถุงผ้าส่งให้ไป๋หยุนเฟย เป็นเครื่องประดับที่ไป๋หยุนเฟยให้มันสวมใส่เพื่อช่วยฟื้นฟูอาการบาดเจ็บนั่นเอง

                ขณะมองดูอีกฝ่ายที่แสดงท่าทีคล้ายจะเสียดายไป๋หยุนเฟยก็ยิ้มขึ้นมันจำได้ว่าจิ้งหมิงเฟิงเองก็มีอาการเช่นเดียวกันยามคืนเครื่องประดับที่ช่วยเพิ่มความเร็วให้แต่ไป๋หยุนเฟยไม่ได้ใจกว้างขนาดที่จะบอกว่าเก็บมันไว้เถอะข้าให้เจ้ามันเพียงยิ้มและรับคืนมา ในยามนั้นด้วยความกังวลต่ออาการบาดเจ็บของจู่จื่อไป๋หยุนเฟยจึงได้มอบเครื่องประดับซึ่งช่วยเพิ่มพละกำลังที่ดีที่สุดให้ไปเครื่องประดับเหล่านี้ไม่อาจมอบให้ผู้อื่นโดยพร่ำเพรื่อ แม้จะรู้สึกว่าจู้จื่อเป็นคนดีก็ตามแต่ก็ยังไม่ถึงขั้นที่จะมอบสิ่งของที่ผ่านการอัพเกรดให้ไป

                เมื่อเห็นจู้จื่อมีทีท่าอึกอักลังเลไป๋หยุนเฟยก็ยิ้มพลางกล่าวว่า “มีอะไร หรือเจ้ายังมีเรื่องอื่นอีก?”

                จู้จื่อก้มศีรษะลงเล็กน้อยดวงตามันทอประกายวูบวาบราวกับกำลังตัดสินใจเรื่องสำคัญบางอบ่างผ่านไปชั่วครู่จึงยกมือขึ้นล้วงเข้าไปในอกเสื้อเพื่อนำของที่ถูกห่อด้วยผ้าอย่างแน่นหนาออกมาหลังจากแกะห่อผ้าออกทีละชั้นก็เผยให้เห็นก้อนหินสีขาวขนาดเท่ากำปั้นทารกอยู่ด้านใน

                จู้จื่อยื่นก้อนหินสีขาวให้แก่ไป๋หยุนเฟยด้วยสีหน้าเจ็บปวดใจสุดท้ายจึงกัดฟันกล่าวว่า “สิ่งนี้ ข้ามอบให้เจ้า ถือเป็นของตอบแทนที่ช่วยชีวิตเสี่ยวฟางเอาไว้!”

    คล้ายกับเรื่องจ้าวศัสตราเทวะ [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน