ผิวดินแห้งแล้งกว้างใหญ่สุดสายตา บ้านเรือนหลายพันหลังคากระจัดกระจายแทรกตัวอยู่ทั่วพื้นที่อย่างหนาแน่น หน้าเรือนไม้แข็งแรงหลังหนึ่ง ไม้พุ่มเล็กกำลังถูกน้ำแข็งกัดเซาะจนเหลือเพียงกิ่งก้านและใบอันดำช้ำ มีเพียงปลายยอดสีเขียวเล็กๆนั้นที่แสดงถึงความพยายามที่จะมีชีวิตรอดต่อไป ต้นถงที่ควรสูงใหญ่กลับหงิกงอยืนต้นตายอย่างน่าประหลาด
ณ พระราชวังหรูหราใจกลางเมือง พิธีการขึ้นครองราชย์อันยิ่งใหญ่เพิ่งเสร็จสิ้น ทว่าไร้ซึ่งบรรยากาศเฉลิมฉลองแสดงความยินดี... เวลานี้มารดาของกษัตริย์องค์ใหม่กำลังหลั่งน้ำตาสะอื้นร้องไห้จนตัวโยน
“พระมเหสี ทรงหักห้ามพระทัยเถิดพะย่ะค่ะ... เมื่อฝ่าาทรงสิ้นไป อย่างไรก็ต้องมีผู้ทำพันธสัญญากับ ‘กระจกรัตติกาล’ แทน มิเช่นนั้นดินแดนแห่งนี้คงถึงคราวล่มสลายแล้ว !!”
“ท่านพ่อ..ข้าเข้าใจดี ทว่ากรรมของบรรพบุรุษ เหตุใดต้องให้ลูกชายข้าเป็ผู้รับผิดชอบ เหตุใดต้องเป็เขา ?.. ท่านพ่อ เหตุใดต้องเป็หงเอ๋อของข้า ?!!!”
ชายชราถอนหายใจอย่างยากลำบาก เขาเองก็ทุกข์ใจไม่น้อย ทว่าแผ่นดินไม่อาจไร้ผู้นำ เสนาเฒ่าจึงได้แต่พยายามกลั้นน้ำตาเพื่อปลอบใจบุตรสาว อันมีศักดิ์เป็ถึงพระชนนีแล้ว
“เป็องค์ชายสี่นั้นเหมาะสมที่สุด พระมเหสีเองก็ทรงทราบดีว่า ไม่มีผู้ใดจะอ่อนโยนและเห็นอกเห็นใจผู้อื่นเท่าพระองค์ หากให้องค์ชายองค์อื่นรับพลังของกระจกรัตติกาล เกรงว่าคงถูกเปลี่ยนให้กลายเป็ปีศาจบ้าเืเช่นาาองค์ก่อนโดยทันทีแน่ !”
“เหตุผลพวกนี้มีหรือข้าจะไม่เข้าใจ...แต่ข้าก็ยังทนไม่ได้ !! ข้ากำลังจะเสียเขาไป จากนี้...เขาจะไม่ใช่หงเอ๋อคนเดิมของข้า !! ข้าจะไม่มีวันได้เห็นสายตาอ่อนโยนคู่นั้น ไม่มีวันได้เห็นรอยยิ้มของเขาอีกแล้ว!!” เสียงสะอื้นปานจะขาดใจของมารดาที่กำลังจะสูญเสียบุตรชาย ดังสะท้อนก้องไปทั่วท้องพระโรง
ลึกลงไปใต้พื้นดินของพระราชวัง ใจกลางโถงกว้างมืดสลัว.. แสงเทียนพลิ้วไหวเกิดเป็เงาวูบวาบน่าขนลุก บุรุษผู้หล่อเหลาและงดงามเกินผู้ใดในใต้หล้า กำลังยืนนิ่งอยู่หน้ากระจกสีดำบานใหญ่ ดวงตาสีเทาปรากฏร่องรอยการตัดสินใจ ก่อนจะยื่นมือไปัักับผิวกระจกบานนั้น
‘วิ้งงงงง.....’ ความมืดไร้ที่สิ้นสุดพลันพวยพุ่งออกมารัดพันร่างในชุดสีดำเอาไว้ สร้างพันธนาการลึกล้ำที่จะเปลี่ยนิญญาดวงหนึ่งไปตลอดกาล...
ดวงตาสีเทาอ่อนโยนปรากฏแววดิ้นรนวูบหนึ่ง ก่อนจะค่อยๆเข้มขึ้นจนกลายเป็สีดำสนิทเย็นเยือก แสงกระพริบวูบครั้งสุดท้ายได้กลืนกินจิตสำนึกและความอบอุ่นที่หลงเหลือในใจไปจนหมดสิ้น !!
ปี 2021
รถยุโรปกลางเก่ากลางใหม่สีน้ำเงินเข้มคันหนึ่งแล่นอยู่บนทางหลวงสายเหนือ ตลอดเส้นทางเต็มไปด้วยต้นไม้กิ่งสีน้ำตาลที่กำลังผลัดใบท่ามกลางอากาศแห้งและหนาวเย็น ไม่มีแม้แต่สีสันจากดอกและใบไม้ช่วยแต่งแต้ม แต่สายหมอกเบาบางระหว่างทาง ก็ช่วยให้ภาพทิวทัศน์นี้งดงามขึ้นมาก
เด็กสาวแรกรุ่นคนหนึ่งนั่งมองทิวทัศน์ข้างทางอย่างเหม่อลอย ...
“สุดท้ายก็มีเสี่ยวเชียนคนเดียวที่ตื่นอยู่เป็เพื่อนแม่ เด็กผู้ชายพวกนี้ขึ้นรถได้ก็หลับกันหมด ไม่รู้ไปอดหลับอดนอนกันมาจากไหน” คุณนายมู่เอ่ยถึงลูกชายสองคนที่เอาแต่นอนหลับยาวมาตลอดทาง
ดวงตาสีน้ำตาลใสได้ยินถ้อยคำนี้ก็ได้สติ มู่เชียนหันมองพี่ชายทั้งสองคนที่เบาะด้านหลังแล้วยิ้มออกมา ขณะที่มารดาพร่ำพูดต่อไป “คุยกับสาวๆจนดึกอีกแล้วล่ะสิ นี่ล่ะนะที่เค้าว่าเด็กผู้ชายพบหญิงสาวก็ลืมแม่ ”
มู่เชียนไม่พูดจา รู้ดีว่ามารดาเพียงล้อเล่นไปตามประสา พี่ชายทั้งสองหน้าตาคมคายจึงเป็เื่ธรรมดาที่จะมีสาวๆแวะเวียนมาพยายามขอสร้างสายสัมพันธ์ ลึกๆแล้วเธอรู้ดีว่ามารดาออกจะภูมิใจด้วยซ้ำที่มีลูกหน้าตาคล้ายกับสามีที่จากไป..
บุตรของดาาายที่เคยได้รับความนิยมอันดับหนึ่งจะด้อยกว่านี้ได้อย่างไร ?
ใบหน้าบิดาของเธอหล่อเหลาโดดเด่น ทว่าที่ทำให้เขาแตกต่างและมีชื่อเสียงอย่างแท้จริงก็เพราะมู่ิมีความสามารถพิเศษบางอย่างที่ทำให้คนรอบข้างรู้สึกอบอุ่นใจ รวมถึงรัศมีบางอย่างทำให้ผู้พบเห็นไม่อาจละสายตาจากเขาได้
มู่เชียนมองใบหน้าของพี่ชายทั้งสองที่เปล่งประกายสว่างใสแม้ยามหลับสนิท ‘พันธุกรรม’ เช่นนี้ช่างน่าประหลาดจริงๆ
คุณนายมู่หันมองใบหน้าครึ่งซีกงดงามของบุตรสาวอีกครั้ง แท้จริงแล้วผู้ที่ได้รับมรดกความหน้าตาดีที่สุดในบ้านก็คือลูกสาวคนนี้ ด้วยเครื่องหน้างดงามชวนมอง ริมฝีปากเต็มอิ่มสีกุหลาบ ดวงตากลมโตเฉียงขึ้นเล็กน้อยล้อมด้วยขนตายาวเป็แพ รวมทั้งผิวขาวใสราวกับหิมะแรก หากเด็กสาวยินดีคงสามารถเข้าวงการบันเทิงไปได้นานแล้ว
น่าเสียดายเชียนของเธอช่างนิ่งขรึมผิดวัย ไม่ร่าเริงสดใสเหมือนพี่น้องคนอื่น ที่ผ่านมาแม้จะไม่ถึงกับเก็บตัว แต่ก็ไม่เคยมีเพื่อนสนิทเลยสักคน ไม่มีการออกไปสังสรรค์ หรือแม้กระทั่งคุยโทรศัพท์
‘พรุ่งนี้ก็จะอายุครบ 15 ปีแล้ว ทั้งที่เป็วัยที่ควรสดใสที่สุดแท้ๆ หรือเป็เพราะเสียพ่อไปั้แ่เล็กกันนะ’ นางมู่ใจหายทุกครั้งเมื่อคิดถึงสามีที่เป็ดั่งแสงอาทิตย์ในใจทุกคน
แสงสีทองของพระอาทิตย์ยามใกล้ลับขอบฟ้า ทอดมายังร่างเด็กสาว พริบตาที่แสงสลัวตกกระทบใบหน้าของมู่เชียน ผู้เป็มารดาคล้ายมองเห็นประกายสีทองสว่างเรืองออกมาจากร่างของบุตรสาว ...ชัดเจนจนต้องกระพริบตามองซ้ำ !!
จากนั้นแสงสีทองกลับหายวับไป..
‘ตาฝาดหรือ ?’ คุณนายมู่ยังงุนงงกับภาพเมื่อครู่ ชั่วขณะนั้นเธอไม่มั่นใจเลยว่าตนเห็นอะไร หลังเหลือบมองอีกหลายครั้งก็ยังไม่พบความผิดปกติ เธอจึงตัดสินใจปล่อยวางความคิดเื่แสงประหลาด แล้วหันไปตั้งใจขับรถตามเดิม
มู่เชียนเดินทางไปกลับโดยใช้ถนนสายนี้กับมารดาเป็ประจำ เนื่องจากมารดามีธุรกิจห้องเช่าในพื้นที่ชนบทแห่งหนึ่งทางเหนือ แม้จะมีคนช่วยดูแล แต่ก็จำเป็ต้องมาเยี่ยมเยือนบ้าง 2-3 เดือนครั้ง
ขณะที่รถวิ่งเธอมักจะเฝ้ามองต้นไม้สองข้างทางเสมอ คล้ายกับว่าพวกมันกำลังโบกไม้โบกมือให้เธออย่างดีใจ นานวันเข้าก็สนิทสนมจนจำได้ว่าต้นไม้ต้นนี้อยู่ตรงจุดไหน เขาลูกนี้มีดอกไม้อะไรบ้าง ผ่านมาครั้งใดก็คล้ายได้กลับมาเจอเพื่อนเก่าที่คุ้นเคยกัน
จะไม่ให้ดีใจได้อย่างไร ก็เธอคอยแบ่งพลังให้พวกมันมาตลอดนี่นา ! ...มู่เชียนคิดพลางถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้า
ั้แ่อายุได้ 5-6 ปี เธอพบว่าแมลงและสัตว์แทบทุกชนิดมักชอบเข้ามาใกล้โดยเฉพาะยามที่เธอนอนหลับสนิท หรือเวลาที่มีสมาธิ ครั้งหนึ่งเธอเคยตื่นมาพร้อมกับงูเหลือมตัวใหญ่ตัวหนึ่งบนเตียงด้วยซ้ำ !
ตอนแรกเด็กสาวใและเล่าให้ครอบครัวฟัง จนเดือดร้อนพวกเขาต้องหามุ้ง ตะแกรงลวด และอุปกรณ์ไล่สัตว์ต่างๆมาติดตั้งไว้จนเต็มบ้าน กันได้บ้างไม่ได้บ้าง ในที่สุด ทุกคนก็ลงความเห็นว่า เธอคงมีคลื่นบางอย่างที่สามารถดึงดูดสัตว์เหล่านี้ได้
ถึงอย่างไรพวกมันก็ไม่เคยทำร้ายเธอ เมื่อเกิดขึ้นซ้ำๆ มู่เชียนและทุกคนรอบตัวจึงชินไปเอง
สองปีก่อน...เด็กสาวพบว่า หากตั้งสมาธิเธอจะััถึงพลังอบอุ่นสายหนึ่งที่ท้องน้อย มู่เชียนสามารถควบคุมบังคับให้มันไหลเอื่อยๆไปทั่วร่างได้ แม้กระทั่งสามารถไหลออกมาจากมือทั้งสองข้าง พลังเหล่านี้หากส่งต่อให้กับต้นไม้หรือสัตว์ที่อ่อนแอ ที่เจ็บป่วยก็จะดีขึ้น ที่ใกล้ตายก็สามารถยืดชีวิตพวกมันต่อไป
มู่เชียนไม่แน่ใจว่าพลังนี้เรียกว่าอะไร.. เป็เธอที่คิดไปเองหรือเปล่า.. หากเล่าไปคนอื่นจะเชื่อหรือไม่ ? จนถึงวันนี้ผู้ที่เธอส่งต่อพลังให้จึงมีเพียงต้นไม้และสัตว์ต่างๆเท่านั้น
ยิ่งนานวันมู่เชียนก็รู้สึกว่าตนเองไม่เหมือนคนอื่น เด็กสาวเริ่มเก็บตัวและพูดน้อยลง แยกตัวออกจากกลุ่มเพื่อน นับตนเองเป็พวกเดียวกับต้นไม้และสัตว์ทั้งหลายโดยไม่รู้ตัว
แม้รู้ว่าครอบครัวเป็ห่วง แต่สิ่งที่เธอพบเจอไม่อาจอธิบายให้ผู้อื่นรับรู้ได้ เด็กสาวไม่กล้าเสี่ยงกับการถูกคนสำคัญมองด้วยสายตาที่แปลกไป สุดท้ายจึงได้แต่ใช้ชีวิตเรียนรู้ความแปลกประหลาดของตนไปเพียงลำพัง
่แรก มู่เชียนทดลองถ่ายทอดพลังงานให้กับต้นทานตะวันในสวนหลังบ้าน เพียงห้านาที พลังงานของเธอก็หมดลง เธอแทบไม่สามารถเปลี่ยนแปลงอะไรได้นอกจากทำให้ใบของต้นไม้ดูเขียวขึ้นกว่าเดิมเล็กน้อย แต่นั่นก็ยังทำให้เธอเหนื่อยมาก
เมื่อพยายามฝึกฝนต่อไปเรื่อยๆ ยิ่งนานพลังงานที่รวบรวมไว้ก็ยิ่งเพิ่มขึ้นเช่นกัน เธอสามารถรักษาแมวที่ถูกรถทับหางจนหักตัวหนึ่งให้หายดีได้ สามารถทำให้ปลาที่กำลังหงายท้องใกล้จะตายกลับมาแหวกว่ายได้แข็งแรงอีกครั้ง ทุกวันนี้... เธอสามารถส่งต่อพลังงานอบอุ่นนี้ได้หลายชั่วโมงโดยแทบจะไม่รู้สึกเหนื่อยเลย
่นี้อากาศหนาว ใบไม้แห้งกรอบ ต้นไม้ส่วนใหญ่เหลือเพียงใบสีเขียวไม่กี่ใบที่ปลายยอด มู่เชียนมองแล้วก็รู้สึกสงสาร เหมือนเห็นเพื่อนของตนกำลังป่วยหนัก พลังชีวิตเบาบาง แม้จะพยายามโบกกิ่งใบทักทายกันแต่ก็อ่อนแรงเต็มที
เด็กสาวยังคงรวบรวมสมาธิส่งต่อพลังงานในร่างไปยังต้นไม้สองข้างทาง เมื่อได้รับพลังงาน พวกมันเ่าั้ก็โบกสะบัดกิ่งก้านให้เธอแรงขึ้นอย่างร่าเริง ต้นไม้ต้นอื่นๆก็ส่งสัญญาณมาให้ราวกับกำลังหิวโหยอย่างมาก
น่าเสียดายไม้ขนาดเล็กบางต้นที่รถขับผ่านเร็วเกินไปไม่อาจได้รับพลังงานเ่าั้ เธอััได้ถึงความเศร้า และขาดเรี่ยวแรงที่จะมีชีวิตต่อไปของพวกมัน อีกไม่กี่วัน ต้นไม้เล็กๆเ่าั้คงจะต้องตายลง ด้วยไม่อาจทนต่อความแห้งแล้งหนาวเย็นนี้ได้ ยิ่งคิดเด็กสาวก็ยิ่งใจหาย
‘ต้องมากกว่านี้ !’ แววตาหวานคมเด็ดเดี่ยวมีประกายสีทองแวบผ่าน พยายามรวบรวมปราณลูกใหญ่กว่าเดิมเพื่อส่งออกไปอีกครั้ง
อาจเป็เพราะความมุ่งมั่น อาจเพราะการบ่มเพาะที่มากพอ หรืออาจเพราะถึงเวลากำหนดไว้ มู่เชียนเข้าสู่สมาธิอย่างไม่เคยเป็ บางอย่างในสมองตรงจุดกึ่งกลางหน้าผากแตกออก !
ทันใดนั้นพลังงานขุมหนึ่งก็ปะทุออกจากร่าง ผ่านหน้าผากของเธอพุ่งสูงขึ้นไปสู่ท้องฟ้า ก่อนจะแตกกระจายออกเป็บริเวณกว้าง สายสีทองราวกับพลุไฟขนาดั์ ครอบคลุมไปทั่วหุบเขาแห่งนั้น !!
พลังงานถูกดูดหายไปจนหมดร่างทว่ามู่เชียนกลับไม่มีเวลาคิดเสียดาย ะเิสีทองนี้ได้สร้างความตื่นตัวให้เด็กสาวอย่างมาก เธอหันรีหันขวามองไปรอบๆจนมารดาแปลกใจ
“เชียนเชียน มีอะไรหรือลูก ?”
มู่เชียนมองมารดาที่ไม่มีอาการผิดปกติใดๆกับเหตุการณ์ประหลาดตรงหน้า แล้วเอ่ยตอบเสียงเบา “ไม่มีอะไรค่ะ”
ะเิพลังงานเมื่อครู่นี้เธอไม่ได้คิดไปเองอย่างแน่นอน แสงสีทองราวฝนเม็ดเล็กๆยังคงร่วงลงจากท้องฟ้าไม่หยุด ต้นไม้ดอกไม้ทั่วแนวเขาและไหล่ทางโบกสะบัดกิ่งก้านอย่างร่าเริง ภายใต้แสงสีทองที่ครอบคลุมไปทั่ว ฝูงนกรีบบินกรูออกจากแนวไม้แย่งชิงกันเข้าหาแสงทองนั่น
มู่เชียนนิ่งอึ้งไป ที่ผ่านมาเธอแค่รู้สึกได้ถึงความอบอุ่นของพลังงานในฝ่ามือ ไม่เคยมีสักครั้งที่จะเห็นเป็รูปธรรมเช่นนี้ พลังงานที่ะเิจากร่างคล้ายพลุไฟคือประสบการณ์ใหม่โดยสิ้นเชิง
‘อาจจะเป็แค่พลังงานเหมือนที่เคยใช้ เพียงแต่ก้อนใหญ่ขึ้นล่ะมั้ง สะดวกดีเหมือนกัน… ’ มู่เชียนคิดพลางค่อยๆผ่อนคลายลง เด็กสาวรับรู้ถึงความกลวงเปล่าของพลังงานในร่าง จึงเริ่มหลับตาทำสมาธิเพื่อเติมเต็มพลังงานให้กับตนเองอีกครั้ง
สิบสองชั่วโมงต่อมา ก่อนที่แสงแรกของวันจะปรากฏ เฮลิคอปเตอร์ลำใหญ่ร่อนลงจอดบนเทือกเขาแห่งนั้น ทันทีที่แตะพื้น ชายชุดดำกลุ่มหนึ่งก็ก้าวลงมาอย่างรวดเร็ว
ชายคนสุดท้ายที่ดูเหมือนจะเป็หัวหน้ากลุ่ม อายุราวห้าสิบปี มือข้างหนึ่งของเขาถือเครื่องมือคล้ายเครื่องตรวจวัดบางอย่าง เขาก้มหน้าลงพิจารณาอยู่ชั่วครู่จนแน่ใจแล้วจึงเอ่ยขึ้น
“ตรวจวัดค่าพลังงานแม่เหล็กไฟฟ้าได้แรงที่สุดตรงนี้… คาดว่าจะเป็จุดศูนย์กลางของะเิสีทองนั่น พวกนายกระจายตัวกันออกไปค้นหาร่องรอยให้ทั่ว หากเห็นอะไรผิดปกติ แม้แต่นิดเดียวก็ห้ามปล่อยผ่าน ! !”
“รับทราบ !” เสียงขานรับพร้อมเพรียงดังขึ้น
ราวหนึ่งชั่วโมงต่อมา คนกลุ่มนี้ก็กลับมารวมตัวอีกครั้งเพื่อรายงานผล สีหน้าของพวกเขาเต็มไปด้วยความผิดหวัง
“หัวหน้าลู่ครับ ไม่พบสิ่งผิดปกติที่อาจเป็ต้นเหตุ หรือเบาะแสใดๆที่เชื่อมโยงไปถึงต้นกำเนิดพลังงานนั่นได้เลย”
“เป็ไปไม่ได้... พลังงานมหาศาลนั่นะเิอยู่บริเวณนี้ชัดๆ ?” ชายวัยกลางคนขยับแว่นตาก้มลงอ่านเครื่องตรวจวัดพลังงานอีกครั้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นแล้วเริ่มเดินสำรวจไปรอบๆด้วยตนเอง ผ่านไปครู่หนึ่งจึงเริ่มรู้สึกถึงความผิดปกติ
“ต้นไม้พวกนี้... แปลก....”
“....??!!” กลุ่มชายชุดดำมีสีหน้างุนงง แน่นอนว่าพวกเขาก็เห็นเป็ต้นไม้ธรรมดา ทุกต้นเป็พันธุ์ไม้ป่าพื้นๆ ที่พบได้ทั่วไป
“ ต้นไม้พวกนี้ล้วนแต่มียอดอ่อน ใบอ่อน และดอกตูม”
“ ..... !?”
“ นี่มันหน้าแล้งนะ ” ต้นไม้ดอกไม้แถวนี้ อุดมสมบูรณ์ไปสักหน่อยหรือเปล่า เขาคิด
ชายวัยกลางคนหันมองพิจารณารอบด้านอีกครั้ง ขณะแสงสีทองเริ่มส่องไปทั่วหุบเขาแห่งนี้ ครู่เดียวก็ะโสั่งเสียงร้อนรน “เอาเครื่องขึ้น เร็ว !! ”
15 นาทีต่อมา บนเฮลิคอปเตอร์ ภาพมุมสูงที่ปรากฏแก่สายตานั้นน่าเหลือเชื่อที่สุด รัศมีราว 1 ตารางกิโลเมตร จากจุดกึ่งกลางที่พวกเขาอยู่ ล้วนเป็สีเขียวของใบไม้และดอกไม้นานาพรรณที่กำลังบานสะพรั่ง ตัดกับสีน้ำตาลแห้งแล้งด้านนอกเป็วงกลมพอดี !!
“นี่มันพลังงานอะไรกัน ไม่เคยมีข้อมูลของพลังงานลักษณะนี้ในฐานระบบมาก่อนดูจะเป็ประโยชน์มากเสียด้วย” ชายผู้เป็หัวหน้าเอ่ยด้วยน้ำเสียงตื่นตะลึง
“รีบรายงานไปยังศูนย์ควบคุม เราต้องตามหาต้นตอของพลังงานนี้ก่อนที่มิติอื่นจะค้นพบ !”
หน่วยพิเศษทุกคนสีหน้าเคร่งเครียด สาเหตุหนึ่งเพราะไม่รู้จักพลังงานลักษณะนี้มาก่อน และอีกสาเหตุที่สำคัญ... ในประวัติศาสตร์ขององค์กรพิเศษของพวกเขา หากต้นกำเนิดพลังงานถูกแย่งชิงไปยังมิติอื่นแล้ว ไม่เคยมีสักครั้งที่จะสามารถนำกลับมายังโลกได้แม้แต่ครั้งเดียว !
น่าเศร้า.. เทคโนโลยีของพวกเขาล้าหลังเกินไปจริงๆ