กลับมาเวลาปัจจุบันหลังจากงานปักปิ่นจวนสกุลหลินผ่านพ้นไปแล้ว ความรู้สึกปวดเมื่อยตามร่างกายทำให้หลินเยว่ชิงสะดุ้งตื่นขึ้นมา นางกุมขมับด้วยความสับสน เพราะความทรงจำล่าสุดที่จำได้ คือตนเองกำลังยืนตัวสั่นบนลานแสดงในพิธีปักปิ่นอย่างไร้หนทาง แต่ทว่าในตอนนี้กลับตื่นขึ้นมาบนเตียงแข็งๆ ของตนเอง อีกทั้งยังรู้สึกได้ถึงความปวดเมื่อยตามร่างกาย
หญิงสาวไม่มีเวลาให้หาคำตอบมากนัก จึงสรุปเองว่านางคงตื่นเต้นจนหมดสติไป และคงมีคนพานางมาส่งที่เรือน เมื่อเหลียวมองนอกหน้าต่าง พบว่าตอนนี้เป็เวลาปลายยามเหม่าแล้ว
หลินเยว่ชิงไม่มีสาวใช้ที่เชื่อใจได้มาปรนนิบัติ แม้จะมีศักดิ์เป็ถึงคุณหนูที่เกิดจากฮูหยินเอก แต่ได้รับการปฏิบัติไม่ต่างจากบ่าวคนหนึ่ง
ไม่รู้ว่าหากมารดายังมีชีวิตอยู่ ตัวนางในตอนนี้จะมีสิ่งใดเปลี่ยนไปหรือไม่...
เมื่อไม่มีคนมาคอยปรนนิบัติ นางก็ต้องทำทุกอย่างด้วยตัวเอง รุ่งสางแล้ว นางควรต้องล้างหน้าล้างตาเสียหน่อย ทว่าหลินเยว่ชิงยังไม่ทันลุกจากเตียง เสียงผลักประตูโครมใหญ่ก็ดังขึ้นจนนางสะดุ้ง และก็พบว่าผู้ที่เข้ามานั้นเป็ฮูหยินรองกับหลินเสี่ยวหรงนั่นเอง
ซินเฟยรูปโฉมไม่โดดเด่นสะดุดตาแต่ก็นับว่างาม อีกทั้งสามีอย่างหลินเจิ้งหานก็เป็คนที่มีใบหน้าเลิศล้ำ หลินเสี่ยวหรงที่เป็บุตรสาวจึงมีรูปลักษณ์สมบูรณ์พร้อม แต่กระนั้นก็ยังมุ่งมั่นที่จะหาเื่ต่อว่าคุณหนูท้ายจวนอย่างหลินเยว่ชิง
“นางคนอัปลักษณ์ ลุกมาเดี๋ยวนี้เลย” ไม่ว่าเปล่า ผู้เป็บุตรสาวยังเดินมากระชากนางให้ลุกจากเตียงอีกด้วย
หลินเหยว่ชิงถูกกระชากคอเสื้อขึ้นมาแล้วเหวี่ยงตัวลงบนพื้นอย่างแรงโดยไม่ปรานี ทว่านางกลับหมอบอยู่อย่างนั้นไม่กล้าเงยหน้าขึ้นมาสบตาใคร ทั้งตัวยังสั่นสะท้านไปทั้งร่างด้วยความหวาดผวา ทั้งการที่เอะอะก็ต่อว่านางด้วยเสียงดังๆ หรือการใช้กำลังข่มเหง ล้วนทำให้ร่างกายของหลินเยว่ชิงฝังจำจนไม่อาจต่อต้าน
“ทำอะไรลงไปรู้ตัวบ้างหรือไม่ เ้าไปแอบเรียนร่ายรำมาจากที่ใด พี่สาวเ้าต้องถูกเพิกเฉยทั้งที่เป็วันปักปิ่นของนาง” ซินเฟยไม่เปิดโอกาสให้คนบนพื้นโต้เถียง หลินเยว่ชิงก็ไม่รู้ว่านางทำผิดอันใดจึงต้องถูกว่ากล่าวเช่นนี้
“ขออภัย ขออภัยด้วยเ้าค่ะ…” นางได้แต่เอ่ยคำขอโทษจนติดเป็นิสัย แม้จะยังไม่รู้ที่มาที่ไปก็ตาม น้ำเสียงนั้นไม่ต่างจากบ่าวไพร่คนหนึ่งร้องขอชีวิตผู้เป็นาย ดูแล้วช่างน่าเวทนา
หลินเยว่ชิงไม่รู้เลยว่าสายตาของหลินเสี่ยวหรงที่มองนางนั้นแฝงแววริษยามากเพียงใด แม้ก้มหน้าก้มตาทำตัวคุดคู้อยู่เช่นนี้แต่ก็ยังเห็นเสี้ยวหน้าที่งดงามนั้น นางเคยเห็นภาพมารดาของหลินเยว่ชิงที่วาดเอาไว้ สตรีผู้นั้นดูงดงามทุกกระเบียดนิ้วแม้แต่ในรูปวาด ซินเฟยผู้เป็แม่ของนางจึงดูด้อยกว่าอย่างเห็นได้ชัด
หลินเสี่ยวหรงไม่เคยรู้สึกพอใจในตัวหญิงสาวผู้นี้เลย แม้ท่านพ่อจะโปรดปรานตัวนางมากกว่าน้องสาววัยเดียวกันผู้นี้ก็ตาม ขอเพียงได้ยินชื่อก็ระคายหู เห็นหน้ายิ่งระคายตา ใบหน้างดงามดุจเทพเซียนประทานพรที่ยิ่งมารดาของนางต่อว่าเหยียดหยันรูปลักษณ์นั้นไปเท่าไรก็ยิ่งตำใจนางมากเท่านั้น เพราะรู้แก่ใจดีว่ารูปโฉมสตรีผู้นี้ยากหาใครเทียม
ดีว่านางทำตัวประหลาดมาั้แ่เด็ก ชอบเก็บเนื้อเก็บตัว แถมยังชอบพูดจาไร้สาระอยู่ตลอดจึงไม่มีใครเห็นค่าใบหน้านั้นเลย ทว่ายิ่งคิดก็ยิ่งชัดเจน ต่อให้หลินเยว่ชิงตกต่ำลงถึงเพียงนี้แล้ว ไฟริษยาของนางก็ไม่เคยมอดดับไป
“เ้าขโมยเงินไปแอบเรียนมาหรือ ลำพังตัวเ้ามีแต่ตัวเปล่าๆ ใครจะสอนให้ได้ สารภาพมาเดี๋ยวนี้ว่าขโมยไปเท่าใด” ฮูหยินรองจิกผมนางแล้วกระชากให้เงยหน้าขึ้น หลินเยว่ชิงแทบร้องลั่นด้วยความเ็ป
“ข้าผิดไปแล้วเ้าค่ะ ข้าไม่รู้ว่าข้าทำอะไรลงไป ฮูหยินรองโปรดอภัยด้วยเ้าค่ะ” นางวิงวอนทั้งน้ำตา จับมือซินเฟยไว้ไม่ให้กระชากแรงกว่านี้
“รู้ด้วยหรือ ว่าทำผิด แล้วเหตุใดยังกล้าทำ” ซินเฟยกระชากแรงกว่าเดิม
“ข้าไม่กล้าเ้าค่ะ ข้าไม่กล้า แต่ข้าไม่รู้จริงๆ ว่าทำอะไรลงไป” หลินเยว่ชิงเอ่ยทั้งน้ำตา รู้อยู่ว่าฮูหยินรองและหลินเสี่ยวหรงมักหาเื่นางทุกครั้งที่มีโอกาส ทว่าในครั้งนี้ดูเหมือนว่าทั้งสองคนกำลังโกรธมากจริงๆ ซึ่งนางไม่อาจเข้าใจเหตุผลได้
“ยังจะมีหน้ามาบอกว่าไม่รู้อีก เ้ากล้ามากที่แสดงการร่ายรำกลบรัศมีของข้า และยังมาตีหน้าซื่อทำเป็ไม่เข้าใจ” หลินเสี่ยวหรงเอ่ยเสียงดัง
“ร่ายรำอันใด ข้าไม่รู้เื่”
สิ้นคำพูดของนาง ฝ่ามือของผู้เป็คุณหนูใหญ่ของจวนก็ฟาดเข้าที่ใบหน้าของหลินเยว่ชิงทันที
“หากเ้าไม่รู้เื่ เช่นนั้นมีผีสิงร่างของเ้าหรืออย่างไร” หลินเสี่ยวหรงลั่นวาจาออกมาด้วยความหงุดหงิด ทว่าประโยคนั้นกลับทำให้หลินเยว่ชิงชะงักไป
หลินเสี่ยวหรงยืนกอดอกกรีดพัดด้วยความสะใจที่ทำให้ใบหน้านั้นเกิดรอยแดงจางขึ้นมาได้ นางทำตัวไร้ค่าไม่มีราคาให้พูดถึงต่อไปนั่นก็ดีอยู่แล้ว จะเสนอหน้ามีตัวตนขึ้นมาทำไมกัน ไม่มีใครเห็นหัวอยู่แล้วก็จงไม่มีตัวตนต่อไปเสียสิ แล้วเมื่อวานนางอัปลักษณ์นี่ถึงทำการแสดงที่น่าชื่นชมกว่านางถึงขั้นนั้นได้
“ท่านแม่ นางต้องโกหกแน่ๆ เ้าค่ะ หากไม่ได้ไปร่ำเรียนมาจากอาจารย์มากฝีมือ มีหรือนางผ้าขี้ริ้วนี่จะร่ายรำได้งดงามกว่าข้า”
“แม่ก็เห็นเป็เช่นนั้น ทีนี้เ้าจะบอกได้หรือยัง” ประโยคหลังฮูหยินรองหันมาถามผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็ลูกเลี้ยง หากเป็ปรมาจารย์ด้านการร่ายรำสักคน ซินเฟยก็ตั้งใจจะติดสินบนให้รับบุตรสาวของนางไปฝึกสอนจนไม่มีสตรีใดในเมืองนี้เทียบเคียง
“ข้าไม่รู้เ้าค่ะ ข้าไม่รู้เื่จริงๆ” หลินเยว่ชิงยืนยันคำเดิมทั้งน้ำตาไหลพราก นางแทบอยากคุกเข่าวิงวอนเสียตอนนี้ แต่ฮูหยินรองไม่เปิดโอกาสให้นางได้ทำเช่นนั้นเลย มีแต่จะกำกลุ่มผมของนางแรงขึ้นเรื่อยๆ เท่านั้น
“หน้าด้านไม่หยุดหย่อน คนอย่างเ้าหากไม่ไปหลอกลวงใครให้สอน ใครจะอยากมาข้องเกี่ยวกัน”
หลินเยว่ชิงเหลือบมองไปยังข้างกำแพงที่ว่างเปล่าในทันที มีเพียงนางที่เห็นว่าที่ตรงนั้นมีอะไร นางคิดหาคำมาอธิบายก็ได้ความว่าิญญาตนนั้นมีความเกี่ยวข้องแน่นอน ทว่านางจะทำอะไรได้
สองแม่ลูกหงุดหงิดหัวเสีย คิดว่าเค้นคอไปกว่านี้ก็คงไม่ได้ความ พวกนางจึงกลับออกไปด้วยอาการหัวฟัดหัวเหวี่ยง ทั้งยังสั่งสาวใช้เอาไว้ว่าวันนี้ไม่ต้องตั้งสำหรับให้นางเป็การลงโทษ