ราตรีเคลื่อนคล้อยสู่ยามจื่อ (23:00-01:00 น.) อันเป็่เวลาที่สรรพสิ่งหลับใหลและม่านแห่งรัตติกาลแผ่คลุมหนาแน่นที่สุด เฟยหลงเคลื่อนไหวราวกับภูตพรายไร้เงา ทักษะการย่องเบาจากชาติก่อนที่ถูกหลอมรวมเข้ากับลมปราณของโลกใหม่ ทำให้ทุกย่างก้าวของเขาเงียบเชียบยิ่งกว่าแมวป่าที่ย่องล่าเหยื่อ เขาหลบหลีกศิษย์ยามที่เดินตรวจตราด้วยเส้นทางที่คำนวณไว้ล่วงหน้าอย่างสมบูรณ์แบบ ทิ้งสำนักกระบี่เมฆาคล้อยไว้เื้ัราวกับเป็เพียงฉากละครที่เขาเพิ่งเดินจากมา
“ป่าหมอกอสูร…ชื่อช่างสมกับเป็ฉากในนิยายเกรดบีเสียจริง” เขากระซิบกับตัวเองขณะที่พุ่งทะยานร่างเข้าสู่แนวป่าทึบเบื้องหน้า “แต่ถึงจะเกรดบีแค่ไหน ของรางวัลในฉากนี้กลับเป็ของจริงที่มองข้ามไม่ได้”
ภายในป่ามืดสนิทและอบอวลไปด้วยไอหมอกหนาทึบที่เย็นะเื กลิ่นอายของสัตว์อสูรและพืชพิษลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ เป็สถานที่อันตรายที่แม้แต่ศิษย์สายในก็ยังต้องจับกลุ่มกันเข้ามา แต่สำหรับเฟยหลงแล้ว มันไม่ต่างอะไรกับสวนหลังบ้านของเขา
“กลิ่นของ ‘บัวเกล็ดอสรพิษ’ ห่างออกไปทางซ้ายสามสิบก้าว…เป็ยาพิษที่ทำให้เป็อัมพาตได้…ไม่น่าสนใจ” เขาวิเคราะห์กลิ่นที่ลอยมาปะทะจมูก “เสียงฝีเท้าของ ‘กวางเขาทมิฬ’ อยู่ทางขวา…มันตื่นใอะไรงั้นรึ? อ้อ…มีกลุ่มคนสี่คนกำลังซุ่มอยู่หลังพุ่มไม้นั่นเอง…ลมปราณระดับรวบรวมลมปราณขั้นปลาย...ดูจากอาภรณ์แล้วคงเป็พวกนักล่าค่าหัวที่มาตามข่าวลือสินะ…พวกไก่อ่อน”
เขาเคลื่อนที่ผ่านกลุ่มนักล่าค่าหัวไปอย่างเงียบเชียบโดยที่อีกฝ่ายไม่รู้ตัวแม้แต่น้อย ราวกับเป็เพียงสายลมวูบหนึ่งที่พัดผ่านไปเท่านั้น
“วิชา ‘หมอกวารีซ่อนเร้น’ ที่ได้จากผลึกิญญาวารีมีประโยชน์กว่าที่คิดแฮะ” เขานึกในใจอย่างพึงพอใจ “มันไม่ได้แค่พรางตัว แต่ยังช่วยให้ข้ากลมกลืนไปกับไอหมอกของป่านี้ได้อย่างสมบูรณ์แบบ…ตอนนี้ต่อให้เป็ยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดขั้นปลายก็ยังยากที่จะจับััของข้าได้”
ไม่นานนัก เขาก็มาถึงจุดหมาย…หน้าผาสูงชันที่ถูกกล่าวถึงในข่าวลือ บริเวณตีนหน้าผามีลานหินกว้างที่ว่างเปล่า เฟยหลงไม่รีรอ เขาทะยานร่างขึ้นไปบนยอดไม้ที่สูงที่สุดในบริเวณนั้นอย่างแ่เบาราวกับใบไม้ที่ปลิวตามลม เลือกกิ่งก้านที่หนาทึบที่สุดเป็ที่ซ่อนตัว แล้วทอดสายตาอันเยือกเย็นลงไปยังลานหินเบื้องล่าง
“มาถึงก่อนเวลา…ดีแล้ว” เขากระซิบกับตัวเอง “ในโลกของนักฆ่า ผู้ที่มาก่อนคือผู้ควบคุมสถานการณ์…ผู้ที่มาทีหลังคือผู้ที่ถูกควบคุม”
เขานั่งลงบนกิ่งไม้ หลับตาลง ปล่อยให้ประสาทััทั้งหมดทำงานอย่างเต็มที่ เฝ้ารอการมาถึงของตัวละครหลักในค่ำคืนนี้อย่างอดทน ในใจของเขานึกถึงบทกวีบทหนึ่งที่เคยอ่านในชาติก่อน
“ในเขามีพยัคฆ์ อย่าเพิ่งหาฟืน” เขาทวนความหมายในใจ “รอให้พยัคฆ์สองตัวกัดกันจนาเ็เสียก่อน…แล้วคนหาฟืนอย่างข้าค่อยเข้าไปเก็บเกี่ยวผลประโยชน์…ช่างเป็ปรัชญาที่เรียบง่ายแต่ลึกซึ้งเสียจริง”
เวลาผ่านไปราวครึ่งชั่วยาม เสียงฝีเท้าที่สม่ำเสมอและมั่นคงก็ดังขึ้นจากแนวป่า ร่างในอาภรณ์สีขาวสะอาดตาปรากฏขึ้นที่ขอบลานหิน…เย่เฉิน…พระเอกของโลกใบนี้มาถึงแล้ว
“มาแล้วสินะ…ตัวเอกของเื่” เฟยหลงลืมตาขึ้น แววตาคมกริบจับจ้องไปยังทุกการเคลื่อนไหวของอีกฝ่าย “ดูท่าทางระแวดระวังนั่นสิ…คงจะเริ่มสงสัยในข่าวลือเื่หญ้าิญญาเก้าใบแล้วจริงๆสินะ…สมกับเป็ลูกรัก์ ไม่ได้โง่เหมือนพวกตัวประกอบทั่วไป”
เย่เฉินกวาดสายตามองไปรอบๆ ลานหินที่ว่างเปล่า คิ้วของเขาขมวดเข้าหากันเล็กน้อย “แปลกจริง…ตามข่าวลือ ที่นี่ควรจะเป็ที่ที่หญ้าิญญาเก้าใบจะปรากฏขึ้นไม่ใช่รึ? แต่กลับไม่มีร่องรอยของสมุนไพรวิเศษใดๆ เลยแม้แต่น้อย…มีเพียงกลิ่นอายของไอสังหารจางๆ ที่ซ่อนอยู่ในสายลมเท่านั้น”
สิ้นคำพูดของเย่เฉิน! เงาร่างในชุดดำสนิทกว่าสิบสายก็พุ่งออกมาจากเงามืดรอบลานหิน พร้อมกับตาข่ายเหล็กกล้าที่ถูกเหวี่ยงเข้าครอบคลุมร่างของเขาไว้ในทันที!
“ฮ่าๆๆ! สมแล้วที่เป็ศิษย์พี่ใหญ่แห่งสำนักกระบี่เมฆาคล้อย! ประสาทััเฉียบคมไม่เลว!” เสียงหัวเราะอันแหบแห้งดังขึ้น พร้อมกับการปรากฏตัวของชายในหน้ากากอสูรสีเงินผู้เป็หัวหน้ากลุ่มนักฆ่า “แต่ถึงจะรู้ตัวก็สายไปแล้ว! ตาข่ายเหล็กดาวตกนี่ แม้แต่ยอดฝีมือระดับก่อกำเนิดก็ยังต้องใช้เวลาในการทำลาย! วันนี้คือวันตายของเ้า! เย่เฉิน!”
เย่เฉินที่ติดอยู่ในตาข่ายมองไปยังกลุ่มคนตรงหน้าด้วยแววตาที่สงบนิ่ง ไม่มีความตื่นตระหนกแม้แต่น้อย “พวกเ้าคือคนของตระกูลหวังสินะ? คิดจะใช้วิธีสกปรกเช่นนี้ลอบสังหารข้าในป่ารกร้างงั้นรึ? ช่างไร้ยางอายสิ้นดี”
“ไร้ยางอายรึ? ฮ่าๆๆ! ในยุทธภพนี้ ผู้ชนะคือาา ผู้แพ้คือโจร! ประวัติศาสตร์ถูกเขียนโดยผู้ชนะเสมอ! เด็กน้อยอย่างเ้ายังไม่เข้าใจสัจธรรมข้อนี้รึ!” ชายหน้ากากอสูรคำรามลั่น “ไม่ต้องพูดพร่ำทำเพลง! พี่น้อง! จัดการมัน! สังหารเย่เฉินซะ!”
เหล่านักฆ่าในชุดดำคำรามรับคำสั่ง ก่อนจะชักดาบออกมาแล้วพุ่งเข้าใส่เย่เฉินที่ยังติดอยู่ในตาข่ายพร้อมกัน!
เฟยหลงที่มองดูอยู่บนยอดไม้หรี่ตาลง “ค่ายกลสังหารพื้นฐาน…นักฆ่าระดับรวบรวมลมปราณขั้นปลายสิบคน…หัวหน้าระดับก่อกำเนิดขั้นต้นอีกหนึ่งคน…เป็การลงทุนที่สูงพอสมควรสำหรับการจัดการเด็กหนุ่มคนหนึ่ง…แต่พวกเ้าประเมิน ‘บัฟพระเอก’ ต่ำเกินไปแล้ว”
ในขณะที่คมดาบของนักฆ่าคนแรกกำลังจะฟันลงบนร่างของเย่เฉินนั้นเอง!
“เพลงกระบี่เมฆาพิรุณ…กระบวนท่าที่เจ็ด…พิรุณสลายเงา!”
เสียงของเย่เฉินดังขึ้นอย่างเยือกเย็น! ทันใดนั้น ร่างของเขาที่อยู่ในตาข่ายก็พลันสลายกลายเป็ไอหมอกจางๆ!
“อะไรกัน! ภาพลวงตางั้นรึ!” หัวหน้านักฆ่าร้องออกมาด้วยความใ
“ผิดแล้ว…นี่ไม่ใช่ภาพลวงตา…แต่เป็ความเร็วยังไงล่ะ!”
เสียงของเย่เฉินดังขึ้นจากเื้ัของนักฆ่าคนหนึ่ง! ไม่มีใครเห็นว่าเขาออกมาจากตาข่ายั้แ่เมื่อใด! ปลายกระบี่ ‘ชิงเฟิง’ ของเขาส่องประกายเย็นะเืภายใต้แสงจันทร์ ก่อนจะตวัดผ่านลำคอของนักฆ่าคนนั้นอย่างรวดเร็วดุจสายฟ้า!
*ฉัวะ!*
โลหิตสาดกระเซ็น! ร่างของนักฆ่าคนนั้นล้มลงไปกองกับพื้นโดยที่ยังไม่ทันได้ร้องออกมาแม้แต่คำเดียว!
“แข็งแกร่ง…แข็งแกร่งกว่าในนิยายเสียอีก” เฟยหลงวิเคราะห์จากบนยอดไม้ “การที่ข้าชิงผลึกิญญาวารีไป ทำให้เขาพลาดโอกาสในการเสริมพลังธาตุน้ำ แต่ดูเหมือนว่าโชคชะตาจะชดเชยให้เขาด้วยการทำให้เขาบรรลุเพลงกระบี่เมฆาพิรุณในระดับที่สูงขึ้นแทน…น่าสนใจ…นี่คือการปรับสมดุลของโลกงั้นรึ?”
การต่อสู้เบื้องล่างดำเนินไปอย่างดุเดือด เย่เฉินเคลื่อนไหวราวกับเทพกระบี่จุติลงมาก็ไม่ปาน เพลงกระบี่ของเขาทั้งรวดเร็ว งดงาม และทรงพลังในเวลาเดียวกัน ทุกครั้งที่ตวัดกระบี่ออกไป จะต้องมีนักฆ่าล้มลงหนึ่งคนเสมอ
“สเต็ปการเคลื่อนไหวไร้ที่ติ…การเชื่อมต่อกระบวนท่าลื่นไหลราวกับสายน้ำ” เฟยหลงพึมพำกับตัวเองราวกับกำลังชมการแสดง “แต่…มันก็ยังมีจุดอ่อน”
เขาจ้องมองไปยังการต่อสู้เขม็ง สมองของนักฆ่าอัจฉริยะทำงานอย่างเต็มประสิทธิภาพ
“ทุกครั้งที่เขาใช้กระบวนท่า ‘เมฆาพันทิวา’ แขนขวาของเขาจะเปิดออกเป็เวลาศูนย์จุดสามวินาที…และทุกครั้งที่เขาใช้ท่า ‘พิรุณโปรยปราย’ เขาจะเผยช่องว่างที่จุดตันเถียนเป็เวลาสั้นๆ…เป็จุดอ่อนเล็กๆ ที่คนธรรมดามองไม่เห็น แต่สำหรับนักฆ่าระดับพระกาฬแล้ว…มันคือช่องว่างแห่งความตาย”
เฟยหลงยกยิ้มที่มุมปาก “และจุดอ่อนที่ใหญ่ที่สุดของเขา…คือจิตใจ”
ขณะนั้นเอง เย่เฉินเพิ่งจะโค่นนักฆ่าคนสุดท้ายลงได้สำเร็จ เหลือเพียงหัวหน้าในหน้ากากอสูรที่ยืนตัวสั่นด้วยความโกรธและความหวาดกลัว
“เป็ไปไม่ได้! พลังของเ้า…เหตุใดถึงได้แข็งแกร่งถึงเพียงนี้!”
เย่เฉินชี้ปลายกระบี่ไปที่อีกฝ่าย “บอกมา…ใครคือผู้บงการที่แท้จริง? ใช่คุณชายใหญ่แห่งตระกูลหวัง…หวังเทียนใช่หรือไม่?”
“หึ…อยากรู้ก็ลงไปถามพญายมเอาเองเถอะ!” ชายหน้ากากอสูรคำรามลั่น ก่อนจะกัดลงบนยาพิษที่ซ่อนไว้ในซอกฟัน! โลหิตสีดำทะลักออกจากปากของเขาทันที ร่างของเขาล้มลงขาดใจตายในพริบตา
เย่เฉินมองภาพนั้นด้วยสีหน้าที่เรียบเฉย ก่อนจะถอนหายใจออกมาเบาๆ “คิดจะฆ่าตัวตายปิดปากงั้นรึ? น่าเสียดาย…ที่ข้าไม่คิดจะเค้นความลับจากเ้าั้แ่แรกแล้ว”
เขาเดินไปค้นตามร่างกายของเหล่านักฆ่า เก็บป้ายคำสั่งและของมีค่าบางอย่างมาเป็หลักฐาน ก่อนจะหันไปมองยังหน้าผาสูงชันที่ตั้งตระหง่านอยู่เื้ั
“ข่าวลือเื่หญ้าิญญาเป็เื่หลอกลวง…แต่ข่าวลือเื่เหยี่ยวอัสนีกลับน่าสนใจกว่ามาก” เย่เฉินพึมพำกับตัวเอง “อสูรที่ควบคุมสายฟ้าได้…หากได้แก่นอสูรของมันมาหลอมรวมกับกระบี่ชิงเฟิงของข้า…พลังของมันจะต้องเพิ่มขึ้นอีกหลายเท่าตัวเป็แน่”
ว่าแล้วเขาก็ทะยานร่างขึ้นไปตามหน้าผานั้นอย่างรวดเร็ว มุ่งหน้าไปยังรังของอสูรเหยี่ยวอัสนีตามที่เฟยหลงได้ชี้นำเอาไว้
เฟยหลงมองตามแผ่นหลังของเย่เฉินที่ค่อยๆ ลับหายไปบนหน้าผาด้วยรอยยิ้มที่พึงพอใจ
“ไปเถอะ…ไปเอารางวัลปลอบใจของเ้าซะ” เขากระซิบกับความมืด “เ้าจัดการพวกตัวน่ารำคาญให้ข้าหมดแล้ว…แถมยังช่วยยืนยันตำแหน่งของรังนกนั่นให้อีก…ช่างเป็พระเอกที่มีประโยชน์เสียจริง”
เขามองไปยังซากศพของเหล่านักฆ่าที่นอนเกลื่อนกลาดอยู่บนลานหินเบื้องล่าง แววตาของเขาเ็าไร้ความรู้สึก
“แข็งแกร่ง…แต่ยังขาดความอำมหิต” เฟยหลงกล่าวสรุปถึงตัวตนของเย่เฉิน “เ้าสังหารศัตรู…แต่เ้ากลับไม่คิดจะใช้ประโยชน์จากศพของพวกมันเลยแม้แต่น้อย…น่าเสียดาย…น่าเสียดายจริงๆ”
เฟยหลงะโลงจากยอดไม้ ร่อนลงสู่พื้นดินอย่างเงียบกริบราวกับขนนก เขาเดินเข้าไปยังลานหินที่คละคลุ้งไปด้วยกลิ่นเือย่างไม่รีบร้อน
“เย่เฉินเอ๋ย…เ้าไม่รู้หรอกว่า ‘สมบัติ’ ที่แท้จริงในค่ำคืนนี้…ไม่ใช่ไข่นกที่อยู่บนหน้าผานั่น”
เขาก้มลงไปที่ศพของหัวหน้านักฆ่าในหน้ากากอสูร ใช้นิ้วเคาะเบาๆ ที่ฟันกรามซี่หนึ่งของมัน ก่อนจะออกแรงเพียงเล็กน้อย…ฟันซี่นั้นก็หลุดออกมา เผยให้เห็นช่องว่างเล็กๆ ที่ซ่อน ‘ม้วนหนังแกะ’ ขนาดจิ๋วเอาไว้ข้างใน
“มันคือ ‘ข้อมูล’ ต่างหากเล่า” เฟยหลงหยิบม้วนหนังแกะนั้นขึ้นมาคลี่ออก แสงจันทร์สาดส่องลงมากระทบตัวอักษรเล็กจิ๋วที่บันทึก ‘รายชื่อขุนนางที่ตระกูลหวังติดสินบน’ เอาไว้
“แข็งแกร่งอย่างเดียวมันไม่พอหรอกนะพระเอก…ในโลกที่โหดร้ายใบนี้…ผู้ที่กุมข้อมูล…คือผู้ที่กุมทุกสิ่ง”
เขายกยิ้มอย่างเ็า ก่อนจะเผาม้วนหนังแกะนั้นทิ้งราวกับเป็เพียงเศษกระดาษไร้ค่า แต่ข้อมูลทั้งหมด…ได้ถูกจารึกลงในสมองของเขาเรียบร้อยแล้ว
“และตอนนี้…ก็ได้เวลาไปเก็บ ‘ของจริง’ กันเสียที”
เฟยหลงเงยหน้าขึ้นมองไปยังยอดหน้าผาที่มืดมิด…ที่ซึ่งพระเอกของเื่กำลังจะได้พบกับ ‘รางวัลปลอบใจ’ ของเขา…โดยที่ไม่รู้เลยว่า ‘รางวัลใหญ่’ ที่แท้จริงนั้น…กำลังจะตกไปอยู่ในมือของอสุราผู้ซ่อนกายอยู่ในเงามืดตนนี้