เฉิงซีกวนแพทย์ประจำตัวของผู้เฒ่าจางเหมิน ซึ่งตอนนี้ต้องรับบทพาลูกสาวแสนสวยของคนป่วยเข้าไปเยี่ยมผู้เป็พ่อในห้องฉุกเฉิน
“คุณพร้อมหรือยัง” หมอเฉิงถามขึ้นเมื่อหันมาเผชิญหน้ากับหญิงสาว
“ค่ะฉันพร้อมแล้วค่ะ” จางจื่อฟ่านตอบเรียบๆ
เฉิงซีกวนแพทย์หนุ่มจึงออกเดินนำหน้าหญิงสาวเข้าไปในห้องๆหนึ่งที่มีกระจกกั้นอย่างมิดชิด หมอเฉิงหยุดกระทันหัน จึงทำให้ จางจื่อฟ่านที่เดินตามมาติดๆต้องหยุดชะงักตามไปด้วย
“มีอะไรหรือเปล่าคะ” หญิงสาวถามขึ้น
“เอ่อ ผมมีเื่ต้องคุยกับคุณนิดหน่อย” หมอเฉิงกล่าวอย่างระมัดระวัง จางจื่อฟ่านจ้องมองหน้าเขาแทนคำถาม
“คุณจางถึงแม้ว่าท่านจะฟื้นแล้ว แต่ก็ยังไม่พ้นขีดอันตรายเท่าที่ควร” หมอเฉิงพูด
“หมายความว่าอย่างไรคะหมอ” จางจื่อฟ่านถามห้วนๆ
“ด้วยสภาพร่างกายของท่านในตอนนี้อาจทำให้คุณผู้เป็ลูกเกิดการะเืใจมากก็เป็ได้” หมอเฉิงพูดอย่างไตร่ตรองที่สุด
“แต่จื่อลู่เข้าไปเยี่ยมท่านได้ไม่ใช่หรือ” หญิงสาวถามพยายามทำเสียงให้เป็ปกติ
“ก็จริงที่จื่อลู่ เข้าเยี่ยมคุณจางได้ปกติแต่คุต้องไม่ลืมว่าจื่อลู่เป็พยาบาล เธอทำงานทางด้านนี้โดยเฉพาะ และได้เห็นทุกสภาพมาจนหมดสิ้นแล้ว จึงไม่แปลกที่จื่อลู่จะเข้าไปเยี่ยมท่านได้ในอาการปกติ โดยไม่รู้สึกอะไร” หมอเฉิงพูดต่ออย่างระมัดระวัง
“อย่าห่วงเลยค่ะหมอฉันเข้มแข็งพอ” จางจื่อฟ่านพูดหน้านิ่งๆ อย่างเย่อหยิ่งตามนิสัยอันเด็ดขาดของหล่อน
“ในตอนนี้ฉัน้าเพียงได้เข้าไปเยี่ยมพ่อของฉันที่นอนป่วยอยู่ในห้องนั้นเท่านั้นก็พอ” จางจื่อฟ่านพูดอย่างดื้อดึง หมอเฉิงพยักหน้าอย่างเข้าใจ
“งั้นเปลี่ยนชุดซะ” หมอเฉิงงพูดพลางยื่นชุดที่ฆ่าเชื้อแล้วมาให้หญิงสาว
จางจื่อฟ่านยื่นมือออกไปรับมาสวมทับชุดของเธออย่างว่าง่าย และใส่หมวกและถุงมือที่เขายืนมาให้ทีหลังจนเรียบร้อย หมอเฉิงหันมาจ้องสำรวจความเรียบร้อยเพียงชั่วอึดใจจึงเดินนำหญิงสาวเข้าไปในห้องฉุกเฉิน
เมื่อประตูเปิดอ้าออกจื่อฟ่านได้กลิ่นรุนแรงของยาฆ่าเชื้อตลบอบอวลไปทั่วห้อง และยังได้ยินเสียง ติ๊ด ติ๊ด ของเครื่องยื้อชีวิตดังอยู่ตลอดเวลา ร่างกายของเธอสั่นเบาๆ อย่างควบคุมไม่อยู่ และเมื่อจ้องมองไปยังเตียงทางการแพทย์ที่ตั้งอยู่ตรงหน้า หญิงสาวก็ผงะทันที บนเตียงนั้นมีร่างชายชราที่ซูบผอมชนิดที่เรียกได้ว่าเหลือแค่หนังหุ้มกระดูกนอนหลับตาสนิทอย่างไม่ได้สติ เครื่องแสดงผลวัดชีพจรแสดงเส้นกราฟอย่างไม่สม่ำเสมอ อีกทั้งยังมีสายอะไรต่อมิอะไรระโยงระยางไปทั่วเตียง ใช่แล้วชายชราที่นอนอยู่ตรงนั้น
คือจางเหมิน พ่อของเธอนั่นเอง หญิงสาวมีอาหารไม่สู้ดีนัก เหงื่อเม็ดใหญ่เริ่มผุดขึ้นเต็มใบหน้า หญิงสาวมองภาพพ่อตรงหน้าอย่างอนาถใจ
เธอก้าวขาไม่ออกแล้วตอนนี้ ทุกส่วนในร่างกายของเธอหนักอึ้งเธอกำลังจะล้มลงในเดี๋ยวนี้แล้ว
พอดีกับจังหวะที่หมอเฉิงหันมาพอดี เขาถลาเข้ามาพยุ่งร่างของเธอไว้
“คุณเป็อย่างไรบ้างคุณจาง” หมอเฉิงถามอย่างตระหนก
“ขะ ขอโทษ ด้วยค่ะที่ทำให้เป็ภาระ แต่ตอนนี้ฉันรู้สึกว่าฉันไม่ไหว” จางจื่อฟ่านกระซิบเบาๆแทบจะไม่ได้ยิน
“อย่าพูดเลยครับ”หมอหนุ่มออกแรงพยุงร่างที่ไร้เรี่ยวแรงนั้นไปนั่งที่เก้าอี้ข้างคนป่วยที่หมดสติอยู่ จางจื่อฟ่านจ้องมองใบหน้าซีดเผือดที่นอนอยู่บนเตียงของพ่ออย่างทำอะไรไม่ถูก
“เพียงแค่เธอกลับมาให้เร็วกว่านี้ ถ้าเธอกลับมาหาพ่อบ่อยๆอย่างที่ควรจะทำ วันนี้เธอคงไม่ต้องมานั่งเสียใจเช่นนี้” หญิงสาวคิดอย่างตำหนิตัวเอง พลางกำผ้าปูเตียงแน่นจนเล็บแทบจะหัก เธอพยายามข่มน้ำตาที่ตอนนี้เต็มตื้นขึ้นมาทั้งสองข้าง
“พอเถอะครับ” หมอเฉิงที่มองอยู่ข้างๆ มาโดยตลอด เข้ามาค่อยๆแกะมือของหญิงสาวออกจากการจิกผ้าปูเตียง จางจื่อฟ่านหันไปสบตากับหมอหนุ่มอย่างไม่ตั้งใจ ด้วยระยะที่ใกล้กันเพียงแค่นี้ทำให้หมอเฉิงได้เห็นใบหน้าชัดๆของเธออย่างเต็มตา เขาจึงเบนหน้าหลบสายตาไปทางอื่นเสีย อย่างไม่รู้สาเหตว่าทำไมต้องทำแบบนั้น แต่เขาบอกกับตัวเองว่าไม่สามารถมองสบตากับผู้หญิงที่อยู่ตรงหน้าได้จริงๆ
“ออกไปข้างนอกเถอะครับ” หมอเฉิงพูดพร้อมกับจับแขนจางจื่อฟ่านเบาๆ แล้วเดินนำหน้าออกไป หญิงสาวถอดชุดที่ใส่ออกอย่างรวดเร็วด้วยมือที่ยังสั่นน้อยๆ โดยมีหมอเฉิงยืนอยู่ใกล้ๆคอยประคับประคอง เมื่อสลัดชุดออกจากตัวจนหมดหญิงสาวเดินอกไปจากห้องโดยไม่พูดอะไร จางจื่อฟ่านรีบเดินมาจนถึงที่ๆเธอมั่นใจว่าลับตาคน หญิงสาวทนไม่ไหวอีกต่อไปแล้วเธอทรุดเข่าลงนั่งเอามือปิดหน้าแล้วปล่องเสียงร้องไห้โฮออกมาอย่างสุดที่จะกลั้น จางจื่อฟ่านซบหน้าลงกับฝ่ามือน้ำตาไหลออกมาไม่หยุด
“พ่อคะ ฮือออ จะทำอย่างไรดี จะทำอย่างไรดี” หญิงสาวพึมพำกับตัวเองอย่างน่าเวทนา ในสภาพที่หมดกำลังใจและแทบจะไม่มีความหวังนั้นเอง
เมื่อนั้นหญิงสาวก็ได้ัักับอ้อมแขนที่อบอุ่นมั่นคงที่เอื้อมมารั้งกายของหล่อนขึ้น จางจื่อฟ่านหันหลังไปก็พบดวงตาดำสนิทที่จ้องมาก่อนแล้ว น้ำตายังคงไหลผ่าแก้มอยู่เช่นนั้น อ้อมแขนที่ทรงพลังนั้นก็ดึงตัวของหล่อนไปแนบชิด
“อย่าคิดมากไปเลยครับ พ่อของคุณยังมีทางรักษา” เสียงกระซิบแ่เบาที่ริมหู ซึ่งหล่อนเพิ่งเคยได้ยินถ้อยคำอ่อนโยนจากเขาเป็ครั้งแรก ที่จริงแล้วั้แ่เริ่มพบกันหญิงสาวคิดเอาว่าหมอเฉิงไม่ค่อยจะชอบหน้าเธอเท่าไหร่ด้วยซ้ำ เพราะเขาเบือนหลบสายตาของเธอตลอดเวลา
จางจื่อฟ่านพิงศรีษะของเธอไปยังแผ่นอกที่กว้างและมั่นคงนั้น หญิงสาวหลับตาแน่นใบหน้ายังคงเต็มไปด้วยน้ำตา ชายหนุ่มไม่ได้กล่าวคำใดอีก เขานิ่งเงียบดุจท่อนหิน ให้เธอได้พักพิงใน่เวลาที่ว้าเหว่เช่นนี้
เวลาผ่านไปชั่วอึดใจจางจื่อฟ่านจึงค่อยๆมีสติขึ้น หญิงสาวยกมือขึ้นปาดน้ำตาแล้วดึงตัวเองออกจากแผ่นอกหนาของเขา หมอเฉิงจึงประคองหล่อนให้ลุกขึ้นยืน
“ดีขึ้นบ้างหรือยังครับ” หมอหนุ่มถาม
“ค่ะ ขอบคุณมากนะคะ” จางจื่อฟ่านตอบ นี่เป็ครั้งแรกที่เธอร้องไห้ให้คนเห็น ไม่หนำซ้ำยังเป็คนแปลกหน้าที่เพิ่งรู้จักกันอีกด้วย จางจื่อฟ่านคิดอย่างตำหนิตัวเอง เหมือนกับหมอเฉิงจะรู้ความคิดของหล่อน เขายื่นผ้าเช็ดหน้าให้
“อย่าคิดมากเลยครับ ถ้าผมเจอเหตุการณ์แบบคุณก็คงจะกลั้นไว้ไม่อยู่เช่นเดียวกัน” หมอหนุ่มกล่าว ทำให้จางจื่อฟ่านยิ้มออกมาได้น้อยๆ
“ไปรอจื่อลู่ที่ห้องทำงานผมเถอะครับ” หมอหนุ่มกล่าวชวน เมื่อเห็นว่าสภาพจิตใจของจื่อฟ่านปรับมาอยู่ในระดับที่ดีขึ้นมากแล้ว
“ค่ะ” หญิงสาวตอบสั้นๆ หมอหนุ่มจึงก้าวเดินนำหน้า ออกไปและไม่หันกลับมามองดูเธออีกเลย
“จื่อฟ่าน” เสียงจางจื่อลู่เรียกชื่อของหล่อน เมื่อเดินเข้ามาในห้อง ขณะนี้เป็เวลาใกล้ค่ำน้องสาวของเธอถึงเวลาเลิกงานพอดี
“ทำไมพี่หน้าซีดแบบนี้” จางจื่อลู่ทักอย่างใ เมื่อเห็นสีหน้าซีดเซียวของหญิงสาว
“ไม่เป็ไรหรอก แค่เหนื่อยจากการเดินทางนิดหน่อยน่ะ” จางจื่อฟ่านตอบ หมอเฉิงจึงลอบชำเลืองมองดูหน้าของหญิงสาวผ่านหางตาโดยที่คนถูกมองไม่รู้สึกตัว
“คนอะไรเย่อหยิ่งไม่เข้าเื่” หมอเฉิงคิดในใจ
“หมอเฉิงจะกลับเลยมั้ยคะ” จางจื่อลู่หันไปถามหมอหนุ่มอย่างสนิทสนม
“ยังครับ ผมมีงานต้องเคลียร์อีกนิดหน่อย” หมอตอบอย่างสุภาพ
“งั้นฉันกับพี่ขอตัวกลับก่อนน่ะคะ” จื่อลู่กล่าว
“เชิญครับ” หมอหนุ่มพูดโดยที่ไม่เงยหน้าขึ้นมอง สองพี่น้องจึงขยับจะเดินออกจากห้องไป
“เอ่อ คุณจางครับ” หมอเฉิงระบุเรียกไปยังคนพี่อย่างสุภาพ
“ก่อนกลับแวะรับยาสักหน่อยนะครับ” พูดจบหมอเฉิงก็จดใบสั่งยายุกยิก 2-3 อย่างแล้วยื่นใบรอรับยาให้กับหล่อน
“ให้ฉันหรือคะ” จางจื่อฟ่านถามอย่างงุนงง
“ครับ ผมคิดว่า คุณควรจะกลับไปทานข้าวอาบน้ำให้ร่างกายสดชื่น แล้วทานยานี้ก่อนนอน มันจะทำให้คุณหลับสนิทและจะตื่นมาอีกทีในตอนเช้าของวันพรุ่งนี้” หมอหนุ่มกล่าวเรียบๆ
“แต่ฉันไม่ได้ป่วย” จางจื่อฟ่านแย้งและรับกระดาษที่เขาส่งให้มาดู จางจื่อลู่ จึงดึงกระดาษแผ่นนั้นไปอ่าน
“ยานอนหลับกับยาบำรุงน่ะจื่อฟ่าน หมอเฉิงคงเห็นว่าพี่
อ่อนเพลียมากในวันนี้ ไปกันเถอะ ขอบคุณนะคะคุณหมอ” น้องสาวหันไปขอบคุณแล้วลากพี่สาวออกจากห้องไป….