หลี่ตงหยางใช้ตะเกียบคีบเนื้อปลาไหลชิ้นหนึ่งในต้มเืเป็ดหมาล่าขึ้นมาจากนั้นก็นำไปล้างในแก้วน้ำเปล่าข้างๆ เล็กน้อย พลางเอ่ยอย่างเอื่อยเฉื่อยว่า “คุณน่ะ อย่ารีบร้อน ฟังผมพูดก่อน! เื่นี้จะว่าง่ายก็ง่ายมากก็แค่อันธพาลกลุ่มหนึ่งไม่ใช่เหรอ หากคิดจะจัดการพวกเขาจริงๆก็ไม่ใช่ว่าผมจะทำไม่ได้ แต่จะว่าซับซ้อนก็ซับซ้อนมาก คุณอย่าเพิ่งถลึงตาใส่ผมสิฟังผมพูดก่อน!”
เขากินเนื้อคำหนึ่งค่อยๆ เคี้ยว ขณะที่มุมปากยังอมยิ้มบางๆท่าทางเช่นนี้แสดงให้เห็นถึงความมั่นใจและสุขุม“เหล่าไป๋ที่คุณพูดถึงคนนั้นผมรู้จัก เขามีมีประวัติอาชญากรอยู่ในสถานีตำรวจเขาแซ่กู้ ชื่อไป๋ เป็คนเมืองเยวี่ยหยาง มณฑลหูหนานเดิมเป็เสมียนฝ่ายการเงินและการบัญชีของเหวินเหอกรุ๊ปในภายหลังถูกจับและถูกตัดสินโทษจำคุกสี่ปีเพราะร่วมมือกับพนักงานบัญชีปลอมแปลงบัญชี และยักยอกเงินจำนวน 34,538 หยวนหลังจากเข้าคุกแล้วก็ทำตัวดี จึงถูกปล่อยออกมาก่อนสองปี แต่เมื่อออกมาเขาก็ต้องแบกรับประวัติอาชญากรรมเื่การยักยอกเงินจึงไม่มีที่ไหนรับเขาเข้าทำงาน เขาวิ่งเต้นไปทั่วก็ยังหางานไม่ได้ วันหนึ่งเขาดันซวยไปเจอนางนกต่อเข้าจึงถูกแย่งเงินที่เหลือไป และเกือบจะถูกซ้อมจนพิการหากไม่ใช่ว่าหวังเหวิ่นซานผ่านไปเห็นเข้าแล้วรับเขากลับมาเ้าหมอนี่ก็น่าจะตายไปั้แ่ห้าปีก่อนแล้ว หวังเหวิ่นซานรับเขาเอาไว้พาเขาเดินไปบนเส้นทางของกลุ่มอิทธิพลมืด นับั้แ่เหล่าไป๋คนนี้เข้าสู่วงการนี้ก็เหมือนเปลี่ยนเป็คนละคน ก่อกรรมทำชั่วทุกอย่าง เขาการศึกษาสูง มีวัฒนธรรมมีสมอง แผนการที่เสนอทั้งโเี้และดุร้าย หวังเหวิ่นซานใช้เขาอิทธิพลอำนาจก็ขยายไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้จึงกำเริบเสิบสานเป็อย่างมาก!”
หลี่ตงหยางเอ่ยอย่างคล่องแคล่วราวกับอ่านไฟล์เอกสารโจวฉวินที่ได้ฟังก็เบิกตากว้าง “คุณนี่ความจำไม่เลวเลย!”หลี่ตงหยางชี้ไปที่ศีรษะตนเองด้วยความภาคภูมิใจ “นี่คือปัญญาประดิษฐ์เลยนะ!” เขายิ้มเล็กน้อย แล้วเอ่ยต่อว่า “ส่วนเ้าขนทองเดิมมีชื่อว่าเจียงเสี่ยวปัว เป็คนเมืองตงไห่ เขาเป็อันธพาลั้แ่เล็กระหว่างอายุสิบถึงสิบห้าปีได้เข้าร่วมการทะเลาะวิวาทมากกว่าสี่สิบแปดครั้งถูกจับเข้าสถานพินิจสองครั้ง ครั้งหนึ่งหนึ่งปี อีกครั้งหนึ่งครึ่งปี”
โจวฉวินมองหลี่ตงหยางที่พูดจาฉะฉานมีหลักมีฐานเป็ขั้นเป็ตอนชัดเจนแล้ว ก็อดที่จะชื่นชมเขาอยู่ในใจไม่ได้จึงเป็ฝ่ายเปิดเบียร์แล้วรินให้หลี่ตงหยางเต็มแก้ว
หลี่ตงหยางยิ้มหน้าบาน“ไม่ง่ายเลยจริงๆ รู้จักคุณมา 198 วันแล้ว นี่เป็ครั้งแรกที่คุณรินเบียร์ให้ผม”
โจวฉวินเอ่ยยิ้มๆ“คุณโม้ไปเถอะ กี่วันแล้วยังจำได้แม่นขนาดนี้เลยเหรอ ฉันไม่เชื่อหรอก!”
หลี่ตงหยางมองเธออย่างมีเลศนัย“แน่นอน ผมคนนี้ไม่มีข้อดีอะไร มีแค่ดวงตาเฉียบคมที่ใช้ในการมองคนกับสมองที่ยอดเยี่ยม เื่นานขนาดนี้แล้ว ผมยังจำได้ โดยเฉพาะ...”
โจวฉวินย่อมรู้ความหมายโดยนัยของคำพูดนี้ว่าคืออะไรเธอมองดวงตาคู่นี้ ในใจลุกลี้ลุกลนเล็กน้อย แล้วเอ่ยขัดจังหวะขึ้นมาอย่างอดไม่ได้“โอเคๆ รู้แล้วว่าคุณเก่ง! คุณรีบพูดต่อสิพูดวิธีการที่เป็รูปธรรมน่ะ!”
หลี่ตงหยางมองโจวฉวินแวบหนึ่งแล้วเอ่ยว่า “สองคนที่พูดถึงเมื่อกี้นี้ กู้ไป๋เป็มันสมองของแก๊งชิงเสอ มีหน้าที่เสนอแผนการโดยเฉพาะเจียงเสี่ยวปัวเป็แค่ลูกกระจ๊อก สองคนนี้ไม่ควรค่าให้กลัวเลยหาก้าจัดการแค่พวกเขาสองคนนั้นง่ายมาก แต่หาก้าจัดการแก๊งชิงเสอนั่นก็ยุ่งยากพอสมควร!”
โจวฉวินถามกลับ“ยุ่งยากอย่างไร”
หลี่ตงหยางเผยรอยยิ้มลึกซึ้งจนคาดเดาไม่ถูก“คุณรู้ไหมว่ามีประโยคหนึ่งที่กล่าวว่า ั้แ่สมัยโบราณดีชั่วไม่แบ่งแยกกัน”
โจวฉวินถลึงตาใส่เขา“ทำไม คุณเป็พวกเดียวกันกับพวกเขาเหรอ ฉันก้าวเข้ามาในกับดักนี้เองงั้นสิ”
หลี่ตงหยางยิ้มเจื่อน“คุณอย่ารีบร้อนขนาดนี้ได้ไหม”
โจวฉวินเถียงกลับ“คุณจะพูดให้จบรวดเดียวเลยได้ไหม จะแสร้งมีลับลมคมในไปทำไม”
หลี่ตงหยางลูบจมูกตนเองส่ายหน้ายิ้มเจื่อนๆ “ก็ได้ๆ ! ความผิดผมเอง! พวกเรามาพูดเื่จริงจังกันต่อเถอะ! คุณนิสัยตรงไปตรงมาเกินไป ผมไม่กล้าบอกคุณทั้งหมดจริงๆได้แต่เลือกส่วนสำคัญที่สุดมาพูดกับคุณ คุณอย่าพูดไปทั่วเชียวล่ะ ไม่เช่นนั้นจะเป็การหาเื่ใส่ตัว!”
โจวฉวินเอ่ยอย่างหงุดหงิด“พอได้แล้ว คุณที่เป็ตำรวจของประชาชนมีความสามารถก็ไปขู่พวกสังคมอิทธิพลมืดนู่นมาขู่ฉันที่เป็ประชาชนตัวเล็กๆ ทำไม รีบพูดเร็วเข้า!”
“เฮ้อไม่รู้ว่าชาติที่แล้วไปล่วงเกินอะไรคุณไว้!” หลี่ตงหยางถอนหายใจ ดื่มเบียร์ไปอึกหนึ่ง แล้วเอ่ยว่า“ผมจะพูดกับคุณสามประโยค หนึ่ง หวังเหวิ่นซานมีอิทธิพลอำนาจมากขนาดนายกเทศมนตรียังไม่กล้าแตะต้องเขาตามใจชอบหากแตะต้องเขาต้องข้ามขั้นไปหาผู้ปกครองระดับมณฑล สองความสัมพันธ์ของด้านมืดและด้านสว่างในเมืองตงไห่นั้นซับซ้อน ในสังคมด้านสว่างมีคนเลวอยู่ในสังคมด้านมืดก็มีคนดีอยู่ แสดงตัวเป็ไส้ศึกกันอย่างดุเดือดอีกอย่างผมก็ได้ยินข่าวมาว่าคณะกรรมาธิการตรวจสอบวินัยระดับมณฑลได้ส่งคนมาตรวจสอบสิ่งที่เกี่ยวข้องกับเื่นี้แล้วผมไม่มั่นใจสถานการณ์ จึงเคลื่อนไหวตามใจชอบไม่ได้ ไม่อย่างนั้นหากคณะผู้ตรวจสอบ้ากวาดล้างแก๊งชิงเสอกับพรรคพวกที่เกี่ยวข้องผมจะกลายเป็ตัวก่อกวนให้ยุ่งเหยิง จัดการเก็บกวาดยากนั้นเป็เื่เล็กแต่แหวกหญ้าให้งูตื่นจนเป็อันตรายต่อมวลชนนั้นเป็เื่ใหญ่ สามเื่ของคุณกับถังชวน ผมจะเป็คนไปหาหวังเหวิ่นซานเอง เคาะูเาสะท้านพยัคฆ์[1]เขาน่าจะเห็นแก่หน้าผม เื่นี้คุณวางใจได้ สี่ ไม่มีแล้ว...”
โจวฉวินที่ได้ฟังก็อึ้งงันไม่ได้สติอยู่นานสองนาน เนิ่นนานถึงได้ถอนหายใจ “โลกใบนี้วุ่นวายจริงๆเห็นอยู่ทนโท่ว่าเป็สังคมที่อยู่ภายใต้กฎหมาย ทำไมถึงได้กลายเป็คนเลวกุมอำนาจเสียล่ะรู้อยู่แท้ๆ ว่าที่ไหนมีคนเลววางอำนาจบาตรใหญ่แต่กลับไม่สามารถไปจัดการพวกเขาให้สิ้นซากได้! น่าโมโหจริงๆ !”
หลี่ตงหยางก็ถอนหายใจ“คุณไม่ต้องพูดแล้ว ถึงท้องฟ้าจะมืดครึ้มนานเพียงใด มันก็จะผ่านไปคุณเคยเห็นเมฆดำบดบังดวงอาทิตย์ได้ตลอดเวลาเหรอ บาปกรรมที่แก๊งชิงเสอทำเอาไว้นั้นมากพอแล้วทำเื่ชั่วร้ายเอาไว้มาก สุดท้ายก็เป็การรนหาที่ตายให้ตนเอง คุณรอก็ดูเถอะ!”
โจวฉวินก็ยกแก้วขึ้นมาดื่มอย่างกลัดกลุ้ม“คุณไม่ได้อยู่ด้วย แต่เ้าคนพวกนี้กำเริบเสิบสานเกินไปแล้ว วันนี้กลางวันแสกๆยังจะกล้าพาตัวนักเรียนของฉันไปอย่างโจ่งแจ้งโดยไม่ละอายใจพูดว่าจะให้เขาใช้หนี้ด้วยชีวิตเป็การเชือดไก่ให้ลิงดู! นี่ยังมีกฎหมายบ้านเมืองอยู่อีกเหรอฉันโมโหจะตายอยู่แล้ว!”
หลี่ตงหยางรินเบียร์ให้เธอเต็มแก้วโจวฉวินยกแก้วขึ้นมาดื่มรวดเดียวไปครึ่งแก้ว ดวงหน้าจึงขึ้นสีแดงระเรื่อดูงดงามเป็พิเศษ เอ่ยต่อว่า “นี่ยังไม่อะไร ที่น่าโมโหที่สุดคือคนที่มุงดูพวกนั้นแต่ละคนไม่มีใครกล้ายืนหยัดเพื่อความถูกต้องเลย เอ่ยช่วยสักคำก็ไม่มีคุณรู้ไหมว่าคนที่ยืดออกเผชิญหน้ากับเหตุการณ์นี้เป็คนแบบไหน”
หลี่ตงหยางเอ่ยยิ้มๆ“รู้สิ แม่เฒ่าหวงที่คุณพูดถึงสินะ! ประหลาดและไม่เหมือนใครจริงๆ ! ตามที่คุณพูดมาเธอเป็รุ่นเดียวกับตู้เยวี่ยเซิง ถึงขั้นที่อาจจะแก่กว่าเขาด้วยคุณว่าเธอจะอายุเท่าไร คุณว่าเธอแต่งเื่หลอกสองคนนี้หรือเปล่า”
โจวฉวินครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วเอ่ยว่า “แม้ว่าแม่เฒ่าหวงจะพูดกับฉันเองว่า เธอหลอกคนสารเลวสองคนนั้นแต่ฉันว่าไม่เหมือน!หากตอนนั้นคุณอยู่ด้วยแล้วได้เห็นพลังที่เธอแสดงออกมาจะต้องมีความคิดเหมือนฉันแน่นอน ตัวเล็กขนาดนั้นร่างกายอ่อนแอขนาดนั้น แต่เมื่อตวาดขึ้นมาก็ถึงกับะเืจนเศษฝุ่นร่วงกราวจากกำแพงพลังที่ะเิออกมาตอนนั้นสุดยอดมากจริงๆ ! หากไม่ใช่คนที่เกิดในตระกูลสูงศักดิ์พบเจอเื่ราวบนโลกมามากคงไม่มีพลังแบบนั้นแน่!ฉันไม่เชื่อว่าเธอกำลังหลอก! เฮ้อ ใช่แล้วคุณไม่ได้บอกว่าคุณพ่อคุณมีประสบการณ์และความรู้ที่กว้างขวางหรอกเหรอคุณลองถามเขาดูสิ”
หลี่ตงหยางยิ้มเจื่อน“ถามเขาเหรอ จะถามอย่างไรล่ะ ข้อมูลเล็กน้อยที่คุณให้มาพวกนั้น แม่เฒ่าหวงเหรอตู้เยวี่ยเซิงเรียกเธอว่าคุณนายน้อยฮวา จางจั้วหลินเจอเธอแล้วต้องประจบสอพลอเหรอในยุคสมัยนั้นมีคนแบบนี้ที่ไหนกัน”
โจวฉวินกลอกตามองบนใส่เขาครั้งหนึ่ง“ไม่ถามก็ไม่ถาม ไม่เชื่อก็ช่างเถอะ! แต่ฉันเชื่อ! หากเธอพูดว่าตอนนั้นเธอเป็หวังไห่เกอแห่งหาดเซี่ยงไฮ้ฉันก็เชื่อ!” เอ่ยจบ เธอก็ตะลึง แล้วเอ่ยเสียงเบาว่า “เฮ้คุณว่า ปีนั้นแม่เฒ่าหวงจะเป็บุคคลแนวหน้าอย่างหวังไห่เกอคนนี้ไหม”
หลี่ตงหยางอึ้งไปครู่หนึ่งแล้วถามกลับว่า “หวังไห่เกอคือใครเหรอ”
โจวฉวินโมโหจนปากระดาษทิชชู่ก้อนหนึ่งใส่เขา“ไร้การศึกษา น่ากลัวจริงๆ ! คุยเื่นี้กับคุณนั้นถือว่าฉันทำให้ตนเองอับอาย!”
หลี่ตงหยางทำหน้าทะเล้น“ผมแค่ไม่ละอายที่จะสอบถามเื่ที่ไม่รู้”
เื่ที่โจวฉวินกังวลเมื่อครู่ถูกประโยคเดียวของหลี่ตงหยางจัดการเรียบร้อยเธอรู้ว่าผู้ชายคนนี้ตามจีบเธอมาตลอด เื่ที่รับปากนั้นจะต้องทำได้แน่นอนและรู้ดีแก่ใจว่าไม่สามารถล่วงเกินและเฉยชาต่อเขาเกินไปได้ดังนั้นจึงคีบเนื้อปลาไหลจิ้มน้ำพริกวางลงในชามให้เขาหนึ่งชิ้น แล้วเอ่ยแค้นๆ ว่า“กินๆๆ คุณรีบกินสิ!กับข้าวจะเย็นหมดแล้ว!”
หลี่ตงหยางกำลังจะคีบเนื้อปลาไหลชิ้นนั้นไปล้างในชามน้ำเปล่าแต่กลับเห็นโจวฉวินถลึงตาใส่เขา “มีใครกินอาหารเสฉวนเหมือนคุณแบบนี้กันดูถูกอาหารเสฉวนของพวกเราใช่ไหม”
หลี่ตงหยางทำหน้าทุกข์ใจขณะส่งเนื้อปลาไหลที่แดงเหมือนเืเข้าปาก เมื่อกัดเข้าไป สีหน้าก็บิดเบี้ยวอยู่ครู่หนึ่ง
โจวฉวินปิดปากหัวเราะขณะที่เธอกำลังลำพองใจ สายตาก็กวาดไปทางกระเป๋าตนเอง ในใจก็พลันตกตะลึง ‘ไอ้หยา แย่แล้ว! ฉันให้เงินเสี่ยวชวนจื่อไปหมดแล้วนี่ ไม่มีเงินติดตัว แถมไม่พกบัตรด้วย! จะทำอย่างไรดี ได้อับอายขายขี้หน้าแน่!สมควรตายจริงๆ หากพูดออกมาจะไม่ทำให้นายตำรวจหน้าเหม็นคนนี้หัวเราะฉันเหรอ ไม่ได้ฉันต้องคิดหาวิธี!’
ลูกตาเธอกลอกไปมาหลายรอบในที่สุดก็มีแผนในใจ ตนเองกินอาหารไม่กี่คำ พลางเติมท้องให้อิ่มพลางคุยไปหัวเราะไปกับหลี่ตงหยาง รอจนทั้งสองคนกินไปได้พอสมควรแล้วเธอก็หยิบกระเป๋าหนังขึ้นมา แล้วเอ่ยยิ้มๆ ว่า “ฉันจะไปห้องน้ำหน่อย!”
หลี่ตงหยางก็ไม่ได้สนใจอารมณ์ดื่มของเขากำลังได้ที่ จึงรินเบียร์พลางวางตะเกียบแล้วเอ่ยว่า “ไปเถอะๆ ! จะให้ผมไปเป็เพื่อนคุณไหม”
โจวฉวินถลึงตาใส่เขา“กล้าก็ตามมา!”
หลี่ตงหยางหัวเราะฮิๆมองส่งหญิงสาวรูปร่างมีเสน่ห์เย้ายวนลงไปชั้นล่าง แล้วส่ายหน้า ในใจก็นึกถึงทุกอากัปกิริยาการแสดงออกและการพูดจาที่แง่งอนของเธอ ผู้หญิงคนนี้สวยมาก งดงามจริงๆ ! แต่มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวเกินไปหนานแหลมทิ่มแทงใส่ผู้คนเกินไป!แต่ผู้ชายก็ชอบดอกไม้ที่มีหนามแหลมคมเช่นนี้! หากครั้งนี้ฉันจัดการเื่นี้ให้เธอได้เรียบร้อยเธอจะต้องตั้งใจขอบคุณฉันแน่ๆ ใช่ไหม
เขากำลังฝันหวานไหนเลยจะรู้ว่าถูกทิ้งและเบี้ยวนัดไปแล้ว!
ผ่านไปครู่หนึ่งพลันมีเสียงกระวนกระวายและลนลานมากของโจวฉวินดังลอยมาจากชั้นล่าง “หลี่ตงหยางเกิดเื่ขึ้นในที่ทำงานฉัน ฉันต้องรีบไป ขอตัวก่อนนะ ขอโทษด้วย! ครั้งหน้าไว้ฉันเลี้ยงขอโทษ! คุณจ่ายค่าอาหารไปก่อน ฉันไม่ทันแล้ว!”
หลี่ตงหยางที่กำลังดื่มเบียร์อย่างมีความสุขได้ยินประโยคนี้ก็ส่งเสียง“พรูด” ออกมา เมื่อก้มหน้าก็เห็นว่าเลอะไปทั้งกางเกงแล้ว
เชื่อเลยขอให้คนช่วยทำอะไรให้ด้วยท่าทีที่ไม่เกรงอกเกรงใจก็ช่างเถอะแต่นี่ถึงกับให้เขาจ่ายค่าอาหารให้ด้วย!!
ปกติเขาพบเจอกับผู้คนหลายระดับชั้นในสังคมมีคนแบบไหนที่ไม่เคยพบบ้าง โจวฉวินฉลาดทันคน แต่เขา หลี่ตงหยางเป็คนฉลาดในหมู่คนฉลาด ไม่เช่นนั้นจะจับคนร้ายได้อย่างไร
หลี่ตงหยางได้ยินเธอพูดแบบนี้ก็รู้ทันทีว่าเกิดอะไรขึ้นดวงตาเบิกกว้าง ตัวแข็งทื่อเหมือนท่อนไม้อยู่ตรงนั้น ในใจทั้งฉุนเฉียวทั้งขบขันนั่งหัวเราะอึ้งๆ ด้วยความโมโหตรงนั้นอยู่นานสองนาน “เวรเอ๊ยคิดจะหนีความรับผิดชอบเหรอ!”
บริกรเห็นร่างเขาเปียกชุ่มจึงเอากระดาษทิชชู่มาส่งให้ หลี่ตงหยางคว้าหมับเข้าที่มือของบริกรและเอ่ยอย่างจริงใจ “เฮ้ คนสวย คุณว่าผมหน้าตาเป็อย่างไร”
บริกรคนนี้เหลือบตาขึ้นมองผู้ชายตรงหน้าคนนี้คิ้วเข้มตาโต มีประกายเก่งกล้าโดดเด่นกว่าผู้อื่น จู่ๆถูกถามแบบนี้ หัวใจจึงเต้นระรัว ดวงหน้าแดงระเรื่อ ขณะเอ่ยยิ้มๆ ว่า“แน่นอนว่าเป็หนุ่มหล่อคนหนึ่งค่ะ!”
หลี่ตงหยางตบโต๊ะทำให้คนรอบๆ ใสะดุ้ง พลางมองเขาอย่างไม่เข้าใจ
หลี่ตงหยางถอนหายใจดึงบริกรที่หน้าแดงก่ำคนนี้ พลางเอ่ย “คุณบอกว่าผมหน้าตาดี แล้วทำไมโจวฉวินผู้หญิงคนนั้นถึงไม่ชอบผมล่ะ สาวสวยที่ตามจีบผมก็ไม่น้อย ทำไมผมถึงไม่ชอบกัน”
บริการถูกท่าทางเหมือนคนเมาของเขาทำให้ใและหัวเราะจึงเม้มปาก เอ่ยยิ้มๆ ว่า “สิ่งที่ได้มายากมักมีค่าเสมอ!” หลี่ตงหยางตบต้นขา “ถูกต้อง! น้องสาว ประโยคนี้ของคุณพูดได้ถูกต้องสุดๆ ! สิ่งที่ได้มายากมักมีค่าเสมอ! ผู้ชายอย่างฉันนี่นะ เชี่ยเอ้ย เชี่ยจริงๆ !!”
เขาสะอึก“ช่างเถอะ ไม่ทำให้คุณลำบากใจแล้ว คิดเงิน!”
บริกรเอ่ยอย่างโล่งใจ“คุณผู้ชาย ทั้งหมดหนึ่งร้อยสามหยวนค่ะ...”
หลี่ตงหยางค้นกระเป๋าสตางค์จู่ๆ ก็ชะงักไป ผ่านไปนานถึงได้ทำหน้าด้าน หันไปเอ่ยยิ้มๆ ว่า “น้องสาว จู่ๆผมก็อยากกินอีกครู่หนึ่ง อีกสักพักค่อยคิดเงินได้ไหม”
เขาเห็นบริกรวิ่งหนีไปราวกับกระต่ายตัวน้อยถึงได้โล่งอกและหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาต่อสายหาเบอร์หนึ่ง “ฮัลโหล เสี่ยวซีใช่ไหม กินข้าวรึยังยังไม่กินเหรอ พอดีเลย รีบมาที่ภัตตาคารชวนฝูสิ มากินด้วยกัน เร็วหน่อยฉันยังกินไม่เสร็จ! อืม รีบมานะ! เรียกรถเหรอ ไร้สาระ แน่นอนว่าต้องเรียกรถสิ!มาช้าฉันจะซ้อมนาย!”
เขาวางสายโทรศัพท์แล้วส่ายหน้าพลางถอนหายใจ “โจวฉวินเอ๋ยโจวฉวิน คุณนี่ขยันสร้างเื่ให้คนอื่นจริงๆ !”
[1] เคาะูเาสะท้านพยัคฆ์ หมายถึงการจงใจเตือนเพื่อให้หวาดกลัว