จวนตระกูลหลินแห่งเมืองหลวงแคว้นชิงหลง บรรยากาศในเรือนฮูหยินใหญ่เต็มไปด้วยความยินดี
“ข้าได้ยินคุณหนูหลินจิ่นฮวาพูดกับคุณชายสามว่า อัญมณีชิ้นนี้เป็นของวิเศษที่หมอเทวดาให้ไว้ พวกเขาดูดซับพลังจากมันทำให้พลังปราณ
ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว และใช้เป็นแหล่งพลังหล่อเลี้ยงพืชผักวิญญาณเจ้าค่ะ” หวังเม่ยเม่ยยื่นกล่องไม้ให้กับเย่ชิงเหยาฮูหยินใหญ่ตระกูลหลิน
“ดีๆ ในเมื่อฆ่ามันไม่สำเร็จก็ชิงของวิเศษมันมา ดูซิว่าต่อไปมันจะเทียบกับลูกชายข้าได้อีกมั้ย” เย่ชิงเหยาเปิดกล่องแล้วหยิบอัญมณีสีดำแวววาวขึ้นมาดู ทันทีที่นางสัมผัสผลึกแก้วอันธการ ก็มีวงแหวนอักขระสีดำแทรกซึมเข้าไปในฝ่ามือของนางโดยไม่รู้ตัว
“สิ่งนี้ น่าจะเป็นอัญมณีสายอันธการที่หายากที่สุด ว่ากันว่ามันมีพลังวิญญาณสูงมาก และไม่ว่าจะเราจะมีธาตุใดก็สามารถดูดซับพลังวิญญาณได้ มิน่า พวกมันถึงมีพลังเพิ่มขึ้นรวดเร็วนัก” คุณชายใหญ่หลินต้าหยาง เอ่ยกับมารดาอย่างตื่นเต้น
“ดี งั้นเจ้าก็ดูดซับมันซะ ต่อไปจะไม่มีใครมาเทียบลูกชายของแม่ได้ เจ้าจะเป็นผู้ที่แข็งแกร่งที่สุด เหมาะสมที่สุดกับตำแหน่งนายท่านตระกูลหลิน” เย่ชิงเหยาเอ่ยกับบุตรชายอย่างภาคภูมิใจ และวางอัญมณีใส่กล่องปิดไว้อย่างดีแล้วยื่นให้กับบุตรชายที่นางรักที่สุด
“หวังเม่ยเม่ยเจ้าทำได้ดีมาก ที่บ้านพวกมันมีสิ่งใดผิดปกติอีกหรือไม่” เย่ชิงเหยาเอ่ยถาม
“ไม่มีแล้วเจ้าค่ะ นอกจากของวิเศษชิ้นนี้ทุกอย่างก็ปกติดีเจ้าค่ะ” หวังเม่ยเม่ยกล่าว นางจำได้แบบนั้น
“อือ นี่คือโอสถคืนปราณเจ้าเอากลับไปกินซะ” เย่ชิงเหยายื่นโอสถเม็ดหนึ่งให้หวังเม่ยเม่ย แล้วให้นางออกไป
“งั้นข้าขอตัวก่อนขอรับท่านแม่” หลินต้าหยางแทบทนรอไม่ไหวขอตัวลามารดา แล้วรีบกลับเรือนไปดูดซับพลังวิญญาณ
…….
ที่ห้องหนังสือเรือนใหญ่ จิ่นฮวาและบิดานั่งจิบชาอยู่ริมหน้าต่าง มีบ่าวชายเข้ามารายงาน
“ผู้ที่ส่งนางมาคือคุณชายใหญ่และฮูหยินใหญ่ตระกูลหลินขอรับนายท่าน” หย่งเจี้ยนที่แอบตามหวังเม่ยเม่ยไปกลับมารายงาน
“แล้วพวกเขาเป็นเช่นไรบ้าง” จิ่นฮวาเอ่ยถามในขณะที่บิดาทำหน้าเคร่งขรึม
“สองวันหลังจากที่หวังเม่ยเม่ยนำของเข้าไปให้ทั้งสอง ข้าคอยสืบข่าวอยู่แถวนั้น ได้ข่าวว่าฮูหยินใหญ่ล้มป่วยไม่ทราบสาเหตุ หมอไม่สามารถรักษาได้ พลังปราณอ่อนลงเรื่อยๆ ขอรับ ส่วนคุณชายใหญ่เป็นหนักกว่า ตอนนี้ลมปราณรั่วไหล ไม่สามารถกักเก็บพลังปราณที่ตันเถียนได้ ทำให้มิอาจฝึกฝนพลังปราณได้อีกขอรับ ตระกูลหลินกำลังประกาศตามหาหมอมารักษาทั้งคู่ แต่ก็ไม่มีหมอคนใดรักษาได้เลยขอรับ” หย่งเจี้ยนรายงาน
“หวังเม่ยเม่ยล่ะ หากนางไม่ใช่คนที่ถูกผู้อื่นส่งมา ข้ากับนางคงเป็นสหายที่เข้ากันได้ดีอย่างมาก” จิ่นฮวารู้สึกเสียดาย
“หวังเม่ยเม่ย นางถูกยาพิษ เสียชีวิตแล้วขอรับ คาดว่าจะเป็นการฆ่าปิดปากขอรับ” หย่งเจี้ยนเอ่ย
จิ่นฮวาได้ฟังรายงานก็พยักหน้า นางมอบเงินหนึ่งตำลึงทองเป็นรางวัลกับหย่งเจี้ยนและให้เขาออกไปได้
“ข้าทำเกินไปหรือไม่ท่านพ่อ อย่างน้อยก็เป็นญาติกัน” จิ่นฮวาเอ่ยถามบิดา
“มันเป็นสิ่งที่พวกเขาสมควรได้รับแล้ว เจ้าไม่ต้องคิดมาก อย่างน้อยเราก็ไม่ได้ฆ่าพวกเขา พ่อสงสัยว่าโจรป่าเมื่อครั้งก่อนก็เป็นพวกเขาที่ส่งมา” หลินซานหยางกล่าวและลูบหัวบุตรสาวอย่างอ่อนโยน
ย้อนกลับไปก่อนหน้านี้
ตอนที่หวังเม่ยเม่ยบอกว่านางกำลังจะถูกพาไปขายที่หอนางโลม เยว่เอ๋อร์และจิ้นซื่อที่ใช้นมต์พรางตัวอยู่บอกกับทุกคนว่า หวังเม่ยเม่ยโกหก นางมีเจตนาไม่ดี
“ตามน้ำไปก่อนเจ้าค่ะท่านพ่อ” จิ่นฮวากระซิบบอก
หลินซานหยางจึงก้าวไปขวาง ไม่ให้คนมาจับตัวหวังเม่ยเม่ย
หลังจากที่หญิงวัยกลางคนจากไปแล้ว จิ่นฮวาได้ส่งสายตาให้บิดาทำตามความคิดนาง
นางขอตรวจร่างกายของหวังเม่ยเม่ย จิ่นฮวาสัมผัสได้ถึงฤทธิ์ยาบางอย่างที่ผนึกลมปราณเอาไว้ ทำให้หวังเม่ยเม่ยไม่สามารถเดินลมปราณได้
“ท่านพ่อท่านแม่ไม่ว่าอะไรใช่หรือไม่หากข้าจะพาพี่เม่ยเม่ยกลับไปกับเรา” จิ่นฮวาทำทีเอ่ยถามความสมัครใจของบิดามารดา
“ตามแต่เจ้าเห็นสมควรเถอะ” เมื่อบิดาตอบรับ ละครฉากใหญ่จึงเริ่มขึ้น
จิ่นฮวาพานางกลับมาด้วย ดูแลนางอย่างดี พาไปซื้อของใช้ เสื้อผ้า พูดคุยด้วยอย่างสนิทสนม แท้จริงคือต้องการจับพิรุธตอนที่หวังเม่ยเม่ยเผลอ
เมื่อถึงบ้าน นางได้บอกเล่าแผนการให้บิดามารดาฟัง
“ข้าต้องการรู้ว่าใครเป็นคนส่งนางมา และต้องการอะไรกันแน่เจ้าค่ะ” จิ่นฮวากล่าว
“แต่เจ้าต้องระวังตัวด้วย นางไม่ได้มาดี” หลินซานหยางเป็นห่วงบุตรสาว
“ท่านพ่อท่านแม่ก็ต้องระวังด้วยเจ้าค่ะ ให้หย่งเจี้ยนแอบจับตาดูนางไว้ แล้วข้าจะให้เยว่เอ๋อร์และจิ้นซื่อช่วยจับตาดูอีกทาง" เยว่เอ๋อร์และจิ้นซื่อใช้มนต์พรางตาสามารถเลือกให้ใครเห็นหรือไม่เห็นก็ได้ เขาทั้งสองไม่เคยปรากฏตัวให้หวังเม่ยเม่ยเห็นสักครั้ง
ขณะที่จิ่นฮวาและบิดาคุยกันที่ห้องหนังสือ จิ้นซื่อก็บินเข้ามา
“นางแอบฟังอยู่หน้าประตูขอรับ” จิ้นซื่อรายงาน
จิ่นฮวาจึงขยิบตาให้บิดาเล่นตามนาง นางนำผลึกแก้วอันธการออกมาจากแหวนมิติ
“ท่านพ่อเจ้าคะ ของวิเศษที่ท่านหมอเทวดามอบให้เรา ข้าว่าให้ท่านเก็บไว้ดีกว่า ของสำคัญอย่างนี้เก็บไว้ที่ข้าคงไม่ดี” จิ่นฮวาแกล้งเอ่ยให้คนข้างนอกได้ยิน
“อืม พ่อจะเก็บไว้เอง ผลึกนี่วิเศษจริงๆ เราแค่ดูดซับพลังจากมันไม่นานก็เลื่อนระดับอย่างรวดเร็ว แถมมันยังช่วยให้ผักของเรามีพลังวิญญาณอีกด้วย” หลินซานหยางกล่าวเสริม
จิ่นฮวายิ้มและยกนิ้วโป้งให้บิดา จากนั้นจึงวาดวงแหวนอักขระคำสาปแล้วประทับลงไปบนผลึกแก้วอันธการ
คำสาปของนางจะทำให้ผู้สัมผัสมันถูกคำสาปดูดกลืนพลังปราณไปเรื่อยๆ จนอ่อนแอลง แต่ถ้าหากใครดูดซับมันคำสาปจะทำให้ตันเถียนถูกผนึก ไม่สามารถกักเก็บพลังปราณได้อีก ทำให้คนผู้นั้นกลายเป็นขยะไม่อาจฝึกยุทธ์ได้
เมื่อประทับวงแหวนคำสาปเสร็จนางจึงนำผลึกแก้วใส่ลงในกล่องไม้ ปิดให้สนิท เพื่อไม่ให้บิดาเผลอโดนคำสาปไปด้วย
“ข้าว่าท่านเก็บไว้ที่ห้องตำราของท่านก็ดีเจ้าค่ะ ไม่มีใครเข้าไปยุ่งที่ห้องนั้นอยู่แล้วน่าจะปลอดภัย” จิ่นฮวายื่นกล่องให้บิดาแล้วเอ่ยบอกสถานที่เก็บ
“พ่อก็คิดเหมือนเจ้า” บิดาตอบรับ
ที่ด้านนอกเมื่อหวังเม่ยเม่ยได้ยินสิ่งที่ต้องการแล้วจึงรีบเดินหนีไป จิ่นฮวาเปิดประตูออกมา เห็นหลังนางเดินออกไปไม่ไกลมาก จึงแกล้งบอกว่าเป็นเสียงลมพัดใบไม้
หลินซานหยางนำกล่องไม้ไปวางไว้ที่ชั้นวางตำรา ในตำแหน่งที่ไม่เป็นที่สังเกต แต่ค้นหาได้ไม่ยาก จากนั้นวันต่อมาจึงแกล้งออกไปข้างนอก
จิ้นซื่อรับหน้าที่จับตามองหวังเม่ยเม่ยทุกย่างก้าว เมื่อนางแอบเข้าห้องตำราแล้วขโมยของออกไป เขาจึงใช้มนต์ลบความทรงจำนางออกบางส่วน เพื่อไม่ให้นางเปิดเผยความลับของเจ้านาย จากนั้นก็ให้หย่งเจี้ยนแอบติดตามไปจนถึงเมืองหลวง ลอบติดตามเข้าจวนตระกูลหลินและสืบจนรู้ความจริงทั้งหมด
“คนที่คิดร้ายกับคนอื่น ก็ควรได้รับผลกรรม” จิ่นฮวาเอ่ยปลอบตัวเอง นางเป็นคนจิตใจดี จึงไม่สบายใจนักเวลาต้องทำร้ายผู้อื่น แต่ครั้งนี้ถ้านางไม่ทำ ผู้อื่นก็จะมาทำร้ายครอบครัวนาง