เปิดประตูสู่ความมั่งคั่งในยุค 90 : ความรุ่งโรจน์ของหญิงสาวผู้เกิดใหม่ 【จบ】

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 32 เงินซื้อคำพูด

            แต่ตอนนี้คนส่วนใหญ่ต่างเห็นว่าการมีโทรศัพท์ที่บ้านเป็นสัญลักษณ์แสดงถึงฐานะและหน้าตาของพวกเขา ใครที่มีโทรศัพท์ที่บ้านถือเป็นเรื่องน่าภูมิใจยิ่ง พวกเขาอยากจะป่าวประกาศให้คนทั้งโลกรู้ด้วยซ้ำว่า ‘บ้านของฉันมีโทรศัพท์แล้ว!’ ดังนั้นการที่ชื่อของพวกเขาถูกตีพิมพ์ในสมุดหน้าเหลืองนั้น จึงถือเป็นเหรียญกล้าหาญสำหรับครอบครัวที่มีโทรศัพท์ 

            ไม่เพียงแต่จะไม่มีใครไปฟ้องบริษัทที่พิมพ์สมุดหน้าเหลืองเท่านั้น เพราะขนาดคนที่เกี่ยวข้องเห็นชื่อกับเบอร์โทรศัพท์ของตนถูกพิมพ์ลงไปในสมุดหน้าเหลือง ยังรู้สึกปลื้มปีติยินดีมากกว่าเสียอีก พวกเขาอาจคิดว่าบริษัทนี้โง่มากถึงได้พิมพ์เบอร์โทรศัพท์ของพวกเขาลงไปฟรี ๆ และยังช่วยให้ชื่อเสียงของครอบครัวเขาโด่งดังมากขึ้น

            คังอิงพบว่าสมุดหน้าเหลืองที่เธอซื้อมาในราคาสิบห้าหยวนนั้นคุ้มค่ามาก สมุดหน้าเหลืองเป็นเครื่องมือที่ทำให้เธอได้รู้จักโครงสร้างทั้งหมดของหน่วยงานรัฐบาลและบริษัทต่างๆ ในยุคสมัยนี้อย่างละเอียด 

            หลังจากค้นหาข้อมูลอย่างถี่ถ้วนก็พบว่าตอนนี้มีสำนักงานใหญ่ธุรกิจด้วย ดูเหมือนโครงสร้างบริษัทแบบนี้จะคงอยู่ไปจนถึงยุคสมัยหลังๆ ดังนั้นห้างสรรพสินค้ามิตรภาพคงจะเป็นรัฐวิสาหกิจที่อยู่ภายใต้สำนักงานใหญ่ธุรกิจอย่างแน่นอน

            คังอิงจดจำเบอร์โทรศัพท์ของสำนักงานใหญ่ธุรกิจไว้ และเดินไปยังร้านโทรศัพท์สาธารณะของเอกชนแห่งหนึ่งในเมือง แล้ววางเงินมัดจำห้าหยวน ก่อนจะโทรไปที่สำนักงานใหญ่ธุรกิจทันที

            หลังจากต่อสายได้แล้ว เสียงรอสายก็ดังขึ้นอยู่หลายครั้งจึงจะมีคนรับสาย เสียงผู้หญิงที่ฟังสุขุมเอ่ยขึ้น “สวัสดีค่ะ ใครคะ?”

            “ขอโทษนะคะ ผู้อำนวยการหลี่อยู่ไหมคะ?” คังอิงถามด้วยน้ำเสียงไพเราะที่ดูไม่ออดอ้อนจนเกินไป 

            เสียงของคังอิงนั้นไพเราะมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งตอนที่เธอพูดช้าๆ เนื่องจากตอนนี้โทรศัพท์ไม่ได้เห็นหน้ากัน ดังนั้นเสียงจึงเป็นนามบัตรที่ใช้แนะนำตัวเองได้ดีที่สุด 

            ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้หญิงเช่นกัน แต่ด้วยน้ำเสียงไพเราะทางโทรศัพท์ แถมยังใช้คำพูดที่สุภาพอ่อนโยน อีกฝ่ายจึงไม่รู้สึกต่อต้าน เธอตอบว่า “คุณหลี่อยู่ค่ะ คุณเป็นใครคะ? ให้ฉันเรียกให้เขารับสายไหม?”

            “เอ่อ ไม่ต้องหรอกค่ะ ขอบคุณนะคะ เดี๋ยวฉันจะไปพบเขาเอง”

            หลังจากที่คังอิงยืนยันว่ามีหน่วยงานนี้ และมีผู้รับผิดชอบคนนี้แล้ว เธอก็กล่าวขอบคุณอีกฝ่าย ก่อนจะวางสายไป

            การโทรศัพท์ในยุคสมัยนี้นับว่าเป็นเรื่องที่ทั้งเปลืองเงินและเอาไว้แต่โอ้อวด คนส่วนใหญ่ที่โทรศัพท์กันมักจะพูดด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น เพราะรู้ว่าการพูดคุยกันในทุกๆ วินาทีล้วนต้องเสียเงินทั้งสิ้น ดังนั้นการที่สามารถควบคุมอารมณ์แล้วพูดคุยกับอีกฝ่ายทางโทรศัพท์อย่างสุภาพและอ่อนโยนเช่นนี้ ถือเป็นความเพลิดเพลินอย่างหนึ่งสำหรับฝ่ายที่รับโทรศัพท์

            พอคังอิงวางสาย เจ้าของร้านก็มองดูนาฬิกาจับเวลา แล้วกล่าวว่า “ยังไม่ถึงหนึ่งนาทีเลย คิดเงินคุณสองหยวนพอ”

            คังอิงคิดในใจ ‘หนึ่งนาที บริษัทโทรคมนาคมคิดเงินแค่เจ็ดเหมา แต่เธอกลับคิดเงินฉันตั้งหนึ่งหยวน ธุรกิจแบบนี้ช่างเป็นธุรกิจที่ทำกำไรงามจริงๆ เลยนะ’

            เจ้าของร้านคืนเงินมัดจำสามหยวนให้เธอ 

            แน่นอนว่าถ้าจะพูดกันตามตรง แม้จะเป็นธุรกิจที่ทำกำไรงาม แต่คนที่มาโทรศัพท์ทั้งวันทั้งคืนก็มีไม่มากนัก นอกจากคู่รักทางไกล ใครที่ไหนจะยินดีเสียเงินเพื่อคุยกัน?

            คังอิงขึ้นจักรยาน และมุ่งหน้าไปหาผู้อำนวยการหลี่ ผู้รับผิดชอบสำนักงานใหญ่ธุรกิจ แต่นอกจากที่อยู่ที่เขียนอยู่ในสมุดหน้าเหลืองแล้ว ตอนนี้เธอไม่รู้เรื่องอะไรเลย ไม่มีใครคอยช่วยเหลือ ทั้งยังไม่รู้จักผู้อำนวยการหลี่อีกด้วย

            ในสถานการณ์เช่นนี้คังอิงจึงทำได้เพียงรวบรวมความกล้าจากพนักงานขายที่เธอเคยเป็นในชาติที่แล้ว ‘การเยี่ยมลูกค้าที่ไม่รู้จัก!’

            คังอิงเดินทางไปหาเขาตัวเปล่า เธอคิดว่าการซื้อของฝากไปให้ผู้อำนวยการหลี่คงไม่เหมาะสมนัก เพราะเธอเพิ่งเคยเจอหน้าผู้อำนวยการหลี่เป็นครั้งแรก อย่างไรเสียเขาคงไม่กล้ารับของฝากจากเธอแน่ๆ

            สำนักงานของบริษัทตั้งอยู่ที่เลขที่ 182 ถนนเฉิงหนาน อยู่ห่างจากห้างสรรพสินค้ามิตรภาพเพียงแค่ถนนสายเดียว แม้จะไม่ใช่ย่านทำเลทองใจกลางเมือง แต่ก็ตั้งอยู่ในที่ที่ดี

            หน่วยงานรัฐบาลและรัฐวิสาหกิจในยุคสมัยนี้ต่างก็เลือกสร้างอาคารสำนักงานในทำเลที่ดี ดังนั้นหน่วยงานที่มั่นคงอย่างสำนักงานอุตสาหกรรมและพาณิชย์ สำนักงานใหญ่ธุรกิจจึงเลือกสร้างสำนักงานอยู่ในย่านที่เจริญรุ่งเรืองของเมือง ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา

            นี่เป็นครั้งแรกที่คังอิงเข้าร่วมการเจรจาทางธุรกิจนับตั้งแต่กลับมาเกิดใหม่ เธอรู้สึกตื่นเต้นเล็กน้อย เธอไม่รู้ว่าทักษะการเจรจาต่อรองที่สั่งสมมาในชาติที่แล้ว จะยังคงใช้ได้ดีในโลกยุคนี้หรือเปล่า

            คังอิงมีกำลังใจเต็มเปี่ยม เธอปั่นจักรยานราวกับล้อไฟ จนในที่สุดก็มาถึงเลขที่ 182 ถนนเฉิงหนาน

            สองข้างทางของถนนเฉิงหนานปลูกต้นมะม่วงเอาไว้เป็นไม้ประดับ ทำให้ถนนสายนี้มีกลิ่นอายของเขตร้อน

            ตอนนี้เป็นช่วงฤดูร้อน ผลมะม่วงขนาดเท่าฝ่ามือห้อยระย้าอยู่เต็มต้น ริมถนนมีเด็กอายุสิบสามสิบสี่ปีกำลังใช้ไม้ไผ่สอยมะม่วงที่อยู่บนต้น ส่วนเด็กที่ตัวเล็กกว่าก็เอาชายเสื้อยืดของตนเองรวบขึ้นมาทำเป็นถุงเพื่อรับมะม่วงที่ร่วงลงมาจากต้น

             พอเด็กๆ รับมะม่วงได้ ก็ส่งเสียงร้องอย่างตื่นเต้น หากรับมะม่วงพลาดจนร่วงหล่นลงพื้น พวกเขาก็จะส่งเสียงร้องออกมาด้วยความเสียดาย

            แต่ว่าเด็กๆ ก็ไม่ได้รังเกียจอะไร ขอแค่เพียงมะม่วงไม่เละ พวกเขาก็ยังคงหยิบมะม่วงที่ร่วงบนพื้นใส่ตะกร้าใบเล็กด้านข้าง

            ภาพที่เด็กๆ เล่นไปทำงานไปแบบนี้ ไม่มีให้เห็นในยุคสมัยก่อนที่คังอิงจะกลับมาเกิดใหม่เลยสักนิด พอถึงช่วงปิดเทอมฤดูร้อน เด็กๆ ในเมืองส่วนใหญ่จะถูกส่งไปเรียนพิเศษ เรียนทักษะพิเศษต่างๆ พอปิดเทอมก็ไม่ได้พักผ่อน ทั้งเด็กและผู้ใหญ่ต่างก็รีบเร่ง พวกเขาต้องไปๆ มาๆ ระหว่างสถาบันกวดวิชา จะมีเวลาว่างให้เล่นได้อย่างไรกัน

            พอเห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มของเด็กๆ ที่อยู่ใต้ต้นไม้ คังอิงพลันรู้สึกมีความสุขตามไปด้วย

            เธอจอดจักรยานไว้ที่หน้าประตูสำนักงานใหญ่ธุรกิจ บริษัทแห่งนี้ชื่อเสียงโด่งดัง แต่กลับมีอาคารสำนักงานที่ดูเรียบง่าย มันตั้งอยู่ท่ามกลางร้านค้าต่างๆ บนถนนเฉิงหนาน อาคารอิฐสีเทาไม่ได้ดูโดดเด่นแต่อย่างใด

            ชั้นหนึ่งมีห้องรับรองแขก คุณลุงคนหนึ่งที่สวมแว่นสายตายาวกำลังอ่านหนังสือพิมพ์อยู่ เขาเงยหน้าขึ้นมองคังอิงแวบหนึ่ง คังอิงกังวลใจว่าเขาจะสอบถามเธอ ทว่าลุงคนนั้นเหลือบมองเธอแวบเดียวก่อนจะก้มหน้าอ่านหนังสือพิมพ์ต่อ 

            เขาคงเห็นว่าเธอสวมชุดกระโปรงยาวถึงเข่าสีฟ้าอ่อนดูเหมือนข้าราชการหญิง จึงไม่ได้ถามอะไร ปล่อยให้เธอเข้าไปข้างในอย่างง่ายดาย

            คังอิงตั้งใจจะไปติดต่อราชการ จึงแต่งตัวให้ดูดี เธอเลียนแบบการแต่งกายของข้าราชการหญิงในยุคนี้ แต่งหน้าแต่งตัวอย่างพิถีพิถัน ทำให้ดูสง่างาม และดูเหมือนจะได้ผลจริงๆ

            คังอิงเดินขึ้นไปชั้นสองได้อย่างราบรื่น เธอเห็นประตูห้องที่ติดป้าย ‘สำนักงาน’ เปิดอยู่ แต่ยังไม่เดินเข้าไป เธอแค่เคาะประตู ‘ก๊อกๆ’ เสียก่อน

            มีคนสี่ห้าคนกำลังทำงานอยู่ในห้องทำงาน คนที่อยู่ใกล้ประตูมากที่สุดก็คือหญิงสาวอายุสามสิบกว่าๆ คนหนึ่ง เธอเงยหน้าขึ้นมองคังอิงแวบหนึ่งแล้วถามว่า “คุณมาหาใคร?”

            คังอิงตอบอย่างสุภาพ “ฉันมาหาผู้อำนวยการหลี่ค่ะ ไม่ทราบว่าเขาอยู่ไหมคะ?”

            พอได้ยินเสียงของคังอิง อีกฝ่ายก็รู้สึกคุ้นหู จึงกล่าวว่า “เมื่อกี้คุณเป็นคนโทรมาถามหาผู้อำนวยการหลี่ไม่ใช่เหรอ?”

            คังอิงได้ยินเสียงของหญิงสาวคนนั้น เธอคือคนที่รับโทรศัพท์เมื่อครู่นี่เอง คังอิงจึงแย้มยิ้มแล้วกล่าว “ใช่แล้วค่ะ ฉันเอง เมื่อกี้คุณเป็นคนรับโทรศัพท์ใช่ไหมคะ?”

            “อืม ฉันเอง ผู้อำนวยการหลี่อยู่ค่ะ แต่ตอนนี้เขามีแขก คุณรอสักครู่ก็แล้วกันนะ”

            หญิงสาวคนนั้นเห็นว่าคังอิงมีท่าทางที่สง่างามใจกว้าง และไม่ดูหวาดกลัว  จึงไม่กล้าดูถูกเธอ แล้วพูดจาตอบกลับด้วยท่าทางสุภาพ

            คังอิงกล่าวขอบคุณอีกฝ่าย กำลังคิดว่าเธอจะยืนรอผู้อำนวยการหลี่ตรงไหนดี แต่หญิงสาวคนนั้นเห็นเธอมองไปรอบๆ จึงเอ่ยขึ้น

            “เข้ามานั่งรอข้างในก่อนสิ แขกของผู้อำนวยการหลี่คงไม่ออกไปง่ายๆ หรอก คุณคงต้องรอนานแน่ๆ”