ตอนที่สี่ เงามืดในใจ และ แสงแรกแห่งความหวัง
หลังจากค่ำคืนที่ภาพความทรงจำอันสวยงามของลูน่าถูกฉายซ้ำด้วยฉากสุดท้ายที่ไม่มีวันหวนคืน เอเดนก็จมดิ่งลงสู่ห้วงแห่งความมืดมิดอีกครั้ง ความจริงที่ว่า “บทเพลงสุดท้ายของหัวใจ” นั้นเป็ของลูน่า อดีตภรรยาที่จากไปของเขา เป็เหมือนคมมีดที่กรีดแทงาแเก่าๆ ในใจให้เปิดออกอีกครั้ง เืแห่งความเ็ปและความรู้สึกผิดหลั่งไหลออกมาไม่หยุดหย่อน
เขาไม่สามารถทำงานได้อีกต่อไป ร้านซ่อมเครื่องดนตรีที่เคยเป็ที่หลบภัยของเขากลับกลายเป็กรงขังที่เต็มไปด้วยเสียงสะท้อนของความทรงจำ ลูน่า... ใบหน้าของเธอ ผมสีแดงอมส้ม ปากแดงสด ดวงตาที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา... ทุกรายละเอียดของเธอปรากฏขึ้นในความคิดของเขาอย่างชัดเจน ราวกับเธอยังมีชีวิตอยู่ตรงหน้า
เอเดนไม่กิน ไม่นอน เขานั่งเหม่อลอยอยู่บนเก้าอี้ตัวเดิมในห้องทำงาน จ้องมองคริสตัลเสียงที่วางอยู่บนโต๊ะ แสงสีฟ้าอ่อนๆ ที่เคยให้ความรู้สึกอบอุ่น บัดนี้กลับดูเหมือนแสงจากหลุมศพที่กำลังดูดกลืนเขาลงไปสู่ความสิ้นหวัง
ความรู้สึกผิดกัดกินหัวใจของเขาอย่างรุนแรง เขาย้อนคิดถึงทุกคำพูด ทุกการกระทำที่เขาเคยทำกับลูน่า การสนทนาบอกลากันในครั้งสุดท้ายในวันนั้น... ถ้าเขารู้ว่าเธอเป็โรคร้ายเร็วกว่านี้ มันคงยังทัน คงยังพอมีวิธีรักษาอาการเธอได้ เธอก็คงจะยังมีชีวิตอยู่
“ผมน่าจะใส่ใจคุณให้มากกว่านี้ ลูน่า ฮึก ... ทั้งหมดมันเป็เพราะผมเองลูน่า ... ทั้งหมดมันเป็เพราะผม!” เสียงะโดังของความรู้สึกผิดดังก้องอยู่ในหัวของเขาซ้ำแล้วซ้ำเล่า มันเป็เสียงที่ทรมานเขามากกว่าสิ่งใด
ร่างกายของเอเดนเริ่มอ่อนล้าลงเรื่อยๆ จากการอดนอนและไม่ได้รับประทานอาหาร เขาผอมซูบ ใบหน้าซีดเซียว ดวงตาโหลลึก และมักจะเหม่อลอยไปในอากาศ
เขาพยายามที่จะจับเครื่องมือช่างเพื่อซ่อมเครื่องดนตรี แต่ก็ไม่มีสมาธิ มือของเขาสั่นเทาจนไม่สามารถทำงานที่ละเอียดอ่อนได้
ในที่สุด เอเดนก็ตระหนักว่าเขาไม่สามารถรับมือกับสิ่งนี้ได้อีกต่อไป ความเ็ปที่เข้มข้นนี้มันเกินกว่าที่เขาจะแบกรับไว้คนเดียวได้ เขาเคยคิดว่าตัวเองเข้มแข็งพอที่จะผ่านทุกอย่างไปได้ แต่ตอนนี้เขารู้แล้วว่าเขาอ่อนแอเพียงใดเมื่อต้องเผชิญหน้ากับาแที่ฝังลึกในใจ
ความคิดเื่การไปพบจิตแพทย์แวบเข้ามาในหัวของเขาในตอนแรก เอเดนปฏิเสธความคิดนั้นทันที เขาไม่เคยเชื่อในเื่พวกนี้ เขาเชื่อว่าปัญหาทุกอย่างสามารถแก้ไขได้ด้วยตัวเอง แต่ยิ่งเวลาผ่านไป ความเ็ปก็ยิ่งทวีคูณ จนเขาไม่เหลือทางเลือกอื่น
เขาใช้เวลาหลายวันในการค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับจิตแพทย์ในอินเทอร์เน็ต เขาเลื่อนดูรายชื่อแพทย์แล้วรายชื่อแพทย์เล่า จนกระทั่งสายตาของเขาไปสะดุดกับชื่อหนึ่ง: "คลินิกจิตเวช ดร. เมโลดี้ วัฒนา"
ชื่อ “เมโลดี้” นั้นคุ้นหูอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าเขาเคยได้ยินมันมาก่อน แต่ก็จำไม่ได้ว่าที่ไหน เขาคลิกเข้าไปดูรายละเอียดของคลินิก ภาพของหญิงสาวคนหนึ่งปรากฏขึ้นบนหน้าจอ เธอมีใบหน้าที่อ่อนโยน ดวงตาที่ฉายแววเข้าใจ และ รอยยิ้มที่อบอุ่น
เอเดนลังเลอยู่ชั่วขณะ ก่อนจะตัดสินใจกดโทรศัพท์เพื่อจองคิว เขากำหนดนัดหมายในอีกสองวันข้างหน้า และนั่นเป็ครั้งแรกในรอบหลายปีที่เขารู้สึกว่าตัวเองกำลังจะก้าวออกจากโลกที่เขาเคยปิดกั้นตัวเองไว้
สองวันต่อมา เอเดนเดินทางไปยังคลินิกของ ดร. เมโลดี้ วัฒนา ด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกันระหว่างความหวังและความกังวลใจ คลินิกแห่งนี้ตั้งอยู่ชานเมือง ห่างไกลจากความวุ่นวายของตัวเมือง มันเป็อาคารหลังใหญ่ที่ดูสง่างาม รายล้อมไปด้วย พื้นที่ส่วนตัวที่กว้างขวาง และ สนามหญ้าสีเขียวขจีขนาดใหญ่ ที่ได้รับการดูแลเป็อย่างดี บรรยากาศภายในดูเงียบสงบและอบอุ่นกว่าที่เขาคิดไว้ มีกลิ่นหอมอ่อนๆ ของสมุนไพรลอยคละคลุ้งอยู่ในอากาศ
เขาเดินเข้าไปในห้องรอรับแขก มีเก้าอี้นวมนุ่มๆ วางเรียงรายอยู่ไม่กี่ตัว และมีภาพวาดนามธรรมแขวนอยู่บนผนัง เอเดนนั่งลงบนเก้าอี้ตัวหนึ่ง พยายามสงบจิตใจที่กำลังเต้นระรัว เขามองดูผู้คนที่นั่งรออยู่รอบๆ บางคนดูเคร่งเครียด บางคนดูเหม่อลอย และ บางคนก็ดูเหมือนกำลังต่อสู้กับอะไรบางอย่างภายในใจ
ไม่นานนัก ประตูห้องทำงานก็เปิดออก และหญิงสาวคนหนึ่งก็เดินออกมา เธอมีใบหน้าที่อ่อนโยน ดวงตาที่ฉายแววเข้าใจ และรอยยิ้มที่อบอุ่นเหมือนในรูปที่เขาเห็นในเว็บไซต์ ผมของเธอเป็สีน้ำตาลเข้มตรงยาว และริมฝีปากของเธอก็เป็สีชมพูธรรมชาติ
“คุณเอเดนใช่ไหมคะ” เธอถามด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวลและเป็มิตร
เอเดนเขาพยักหน้าช้าๆ เขาลุกขึ้นยืน แล้วเดินตามเธอเข้าไปในห้องทำงาน
ห้องทำงานของเมโลดี้ดูเรียบง่ายแต่เป็ระเบียบ มีชั้นหนังสือขนาดใหญ่ที่เต็มไปด้วยหนังสือเกี่ยวกับจิตวิทยาและจิตเวชศาสตร์ มีต้นไม้เล็กๆ วางอยู่บนโต๊ะทำงาน และมีหน้าต่างบานใหญ่ที่มองเห็นวิว สนามหญ้าสีเขียว และ ต้นไม้ใหญ่ที่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงา
“เชิญนั่งค่ะ” เมโลดี้ชี้ไปที่เก้าอี้ตัวหนึ่งที่วางอยู่ตรงข้ามกับโต๊ะทำงานของเธอ
เอเดนนั่งลง เขารู้สึกประหม่าเล็กน้อยเมื่อต้องเผชิญหน้ากับคนแปลกหน้า โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อต้องเปิดเผยความอ่อนแอของตัวเอง
“ผม... ผมนอนไม่หลับมาหลายคืนแล้วครับ” เอเดนเริ่มพูด เสียงของเขาแหบพร่า
“ไม่ค่อยอยากอาหาร ไม่มีสมาธิทำงาน แล้วก็... รู้สึกเศร้าตลอดเวลาครับ”
เมโลดี้พยักหน้าช้าๆ เธอจดบันทึกบางอย่างลงในสมุดของเธอ
“คุณรู้สึกเศร้าเกี่ยวกับอะไรคะ” เมโลดี้ถามด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยน
“มีเหตุการณ์อะไรที่เกิดขึ้นเมื่อไม่นานมานี้ที่ทำให้คุณรู้สึกแบบนี้ไหมคะ”
“…”
เอเดนเงียบไป เขากำลังชั่งใจว่าจะเล่าเื่ลูน่าดีหรือไม่ แต่ความเ็ปที่อัดแน่นอยู่ในอกมันมากเกินกว่าจะเก็บไว้คนเดียวได้
“ผม... ผมเพิ่งจะเจอเื่ราวในอดีตที่เ็ปครับ” เอเดนพูดเสียงแ่
“มันเป็เื่ที่ผมพยายามลืมมาตลอดชีวิต แต่ตอนนี้มันกลับมาหลอกหลอนผมอีกครั้ง”
เมโลดี้มองเอเดนด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความเข้าใจ
“คุณอยากเล่าให้ฉันฟังไหมคะ”
เอเดนลังเลอีกครั้ง ก่อนจะตัดสินใจเล่าเื่ราวของลูน่าให้เมโลดี้ฟัง เขาเล่าถึงความรักที่เขากับลูน่าเคยมีให้กัน และโรคร้ายที่พรากลูน่าไปจากเขา เขาเล่าถึงความรู้สึกผิดที่กัดกินหัวใจของเขามาตลอดหลายปีที่ผ่านมา โดยไม่ได้เอ่ยถึงเื่คริสตัลเสียงเลย
เมโลดี้ฟังเอเดนอย่างตั้งใจ เธอไม่ขัดจังหวะ ไม่ตัดสิน เธอเพียงแค่รับฟังทุกคำพูด ทุกความรู้สึกที่เอเดนระบายออกมา
“ฉันเข้าใจค่ะว่าคุณคงเ็ปมาก” เมโลดี้กล่าวหลังจากเอเดนเล่าจบ
“การสูญเสียคนที่เรารักเป็เื่ที่ยากลำบากเสมอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อมันมาพร้อมกับความรู้สึกผิด”
เธออธิบายให้เอเดนฟังถึงอาการของภาวะซึมเศร้าและภาวะเครียดหลังเหตุการณ์ะเืใจ (PTSD) ซึ่งเป็สิ่งที่เอเดนกำลังเผชิญอยู่ เธอบอกว่ามันไม่ใช่ความผิดของเขา และมันเป็เื่ปกติที่คนเราจะรู้สึกแบบนี้เมื่อต้องเผชิญกับ ความเ็ปที่รุนแรง
“เราจะค่อยๆ ทำงานร่วมกันนะคะ” เมโลดี้กล่าว
“ฉันจะช่วยให้คุณได้ระบายความรู้สึกออกมา เรียนรู้ที่จะจัดการกับความเ็ป และค่อยๆ ก้าวผ่านมันไปได้”
เอเดนรู้สึกเหมือนมีก้อนบางอย่างที่อัดแน่นอยู่ในอกกำลังค่อยๆ คลายออก การได้ระบายความรู้สึกออกมาให้ใครสักคนฟัง โดยที่ไม่ถูกตัดสิน ทำให้เขารู้สึกโล่งขึ้นบ้าง
เมโลดี้ให้คำแนะนำเบื้องต้นแก่เอเดนเกี่ยวกับการดูแลตัวเอง เช่น การพยายามนอนหลับให้เพียงพอ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และการหากิจกรรมที่ช่วยผ่อนคลาย เธอนัดหมายให้เอเดนมาพบเธออีกครั้งในสัปดาห์หน้า
เมื่อเอเดนเดินออกจากคลินิก แสงแดดยามบ่ายสาดส่องลงมาต้องใบหน้าของเขา เขารู้สึกเหมือนมีภาระบางอย่างถูกยกออกจากบ่า แม้ว่าความเ็ปจะยังคงอยู่ แต่เขาก็รู้สึกเหมือนมีแสงสว่างเล็กๆ ปรากฏขึ้นที่ปลายอุโมงค์
เขาไม่ได้รู้สึกโดดเดี่ยวอีกต่อไปแล้ว
เมโลดี้เองก็รู้สึกประหลาดใจกับกรณีของเอเดน ชายหนุ่มผู้ปิดกั้นตัวเองจากโลกภายนอก แต่กลับมีความเ็ปที่ลึกซึ้งซ่อนอยู่ภายใน เธอรู้สึกถึงความเชื่อมโยงบางอย่างกับเขาอย่างน่าประหลาด ราวกับว่าเธอเคยพบเขามาก่อน หรือเคยได้ยินเื่ราวของเขาที่ไหนสักแห่ง
เธอหยิบแฟ้มประวัติของเอเดนขึ้นมาดูอีกครั้ง รูปภาพที่เอเดนนำมาให้เธอดูในระหว่างการสนทนา เป็รูปของหญิงสาวผมสีแดงอมส้ม ใบหน้าสวยหวาน ดวงตาที่เต็มไปด้วยชีวิตชีวา...
เมโลดี้จ้องมองรูปนั้นด้วยความรู้สึกที่ผสมปนเปกัน ทั้งความคุ้นเคย ความเศร้า และความสงสัย
“ลูน่า...” เมโลดี้พึมพำเสียงแ่เบา
“พี่สาวของฉัน...”
เธอไม่เคยคิดเลยว่าโลกจะกลมถึงเพียงนี้ ชายหนุ่มที่กำลังจมดิ่งอยู่ในความทุกข์จากความตายของลูน่า... คืออดีตคนรักของพี่สาวเธอเอง!
“เราจะทำไงดี…”
หัวใจของเมโลดี้เต้นระรัว เธอรู้สึกเหมือนกำลังถูกดึงเข้าไปในเื่ราวที่ซับซ้อนและเ็ปนี้ เธอจะทำอย่างไรต่อไป? จะเปิดเผยตัวตนของเธอให้เอเดนรู้หรือไม่? หรือจะเก็บความลับนี้ไว้ เพื่อช่วยให้เอเดนได้เยียวยาตัวเองโดยไม่ถูกรบกวนจากความจริงที่อาจทำให้เขายิ่งเ็ป?
คำถามเหล่านี้ยังคงค้างอยู่ในใจของเมโลดี้ ขณะที่เธอมองออกไปนอกหน้าต่าง แสงอาทิตย์ยามเย็นเริ่มลับขอบฟ้า ทิ้งไว้เพียงเงามืดที่ทอดยาว และความลับที่ยังคงรอคอยการเปิดเผย
Alice คนชอบทะเล