เพียงชายารักพึงใจล้วนดีงาม(อ่านฟรี)

    บทที่ ยี่สิบห้า

     

    บทที่ ยี่สิบห้า

     

    ในบ้านพักหลังขนาดกลางโม่เหวินหานยืนพิงขอบหน้าต่างไม้พร้อมกับสวมชุดสีเข้มเนื้อผ้าเก่าและดูซอมซ่อทอดมองแสงอาทิตย์ข้างนอกอย่างสงบขณะรอคอยบ้างสิ่งก่อนจะมีเสียงดังกุกกักขึ้นจึงหันกลับไปยังโต๊ะไม้กลางห้อง บนโต๊ะนั้นปรากฏห่อผ้าสองผืนผูกแน่นข้างในบรรจุสิ่งของที่ไม่มีใครคาดคิด

    “จัดการเรียบร้อยดีหรือไม่?” เสียงทุ้มเอ่ยกับบุรุษผู้ยืนค้อมกายอยู่กลางห้อง

    “เรียบร้อยดีขอรับ” เจียงเจียยิ้มจางแฝงความภาคภูมิ “ยาแก้พิษข้าน้อยใส่ไว้ในกล่องเครื่องมือแล้วทั้งหมึกชนิดพิเศษของนายท่านกับนายหญิง ส่วนชุดของนายท่านข้าน้อยก็เตรียมไว้พร้อมเหลือเพียงติดหน้ากากหากเหยียนปี้เจินยังมองออก ข้ายอมให้ลงโทษสิบไม้ขอรับ..”

    โม่เหวินหานแค่นยิ้มมือเรียวหยิบของสิ่งหนึ่งขึ้นมา สิ่งนั้นคือหน้ากากหนังบางดุจผิวหนังแท้บรรจงขึ้นรูปเหมือนเขาอย่างไม่ผิดเพี้ยนดวงตาเปล่งประกายวาวลึกเฉกเช่นผู้ที่รู้ชัยชนะอยู่ตรงหน้า

    “นี่มิใช่เพียงการปลอมตัวธรรมดา” เขาเดินเข้าใกล้เจียงเจียก่อนจะวางหน้ากากลงบนโต๊ะ“มีเพียงเราสามคนที่รู้ว่าหน้ากากหนังนี้มาจากมือของหลี่ต้ากงแม้จะมีคุณประโยชน์แต่ก็มีอันตรายเช่นกัน” เพราะโม่เหวินหานรู้ดีว่าถ้าสิ่งนี้ตกไปอยู่ในมือผู้ประสงค์ร้ายอาจจะทำให้แคว้นล่มได้ที่เดียว

    องครักษ์หนุ่มก้มมองหน้ากากกลางโต๊ะที่ยังไม่ได้ถูกสวมก็พลันขนลุกไม่รู้ด้วยเหตุใด“แค่มองหน้ากากนี้น่าหวาดกลัวจริงๆ” ส่วนหนึ่งเพราะหน้ากากนี้ทำจากยางไม้ชนิดหนึ่งส่วนกรรมวิธีมีเพียงหลี่ต้ากงที่รู้ ถ้าหล่อขึ้นรูปธรรมดาก็ตัดแต่งได้แต่ถ้าการจะทำให้เหมือนบุคคลนั้นต้องได้แม่พิมพ์จากคนจริงซึ่งก็คือใบหน้าของคนที่ต้องการนั้นเองหน้ากากนี้เมื่อติดเข้าไปแล้วจะแนบเนื้อไม่ว่าอย่างไรก็ดูไม่ออกตกน้ำก็ไม่หลุดขัดถูอย่างไรก็ไม่ถลอก มีเพียงสองทางที่จะเอาออกได้หรือใช้น้ำยาที่เอาไว้ลอกหน้ากากโดยตรงหรือใช้ไฟเผา

    “หึๆ” โม่เหวินหานหัวเราะในลำคอ “แต่เจ้าจำไว้อย่างหนึ่ง..อย่าให้ใครรู้เรื่องนี้แม้แต่นางก็ห้าม”

    เจียงเจียนิ่งเงียบด้วยความสงสัยเพราะพักหลังมานี้แผนการใดท่านผู้เป็นเจ้าแผ่นดินก็ไม่ปิดบังนางสักอย่างมีอะไรก็เรียกนางมาร่วมประชุมตลอด “เพราะเหตุหรือขอรับ?”

    โม่เหวินหานพลางส่ายหน้าเหตุผลของเขาอาจจะฟังดูน่าขันไปเสียหน่อย “..เจ้าลืมหรือเพราะครั้งหนึ่งเราก็เคยใช้หน้ากากเช่นนี้แอบเข้าใกล้นางมาก่อน..ข้าไม่อยากให้นางรู้” เสียงของเขาแผ่วดั่งสายลมฤดูหนาวที่โบกพัดผ่านกลางคิมหันต์เจียงเจียเลยจำได้ทันทีถึงเหตุการณ์ตอนช่วงพิธีบวงสรวงหลังนึกได้ก็พยักหน้าเข้าใจเหตุการณ์

    “ทางนั้นฝากเจ้าด้วยวันนี้เราต้องหาหลักฐานให้แน่ชัดตระกูลเหยียนวางแผนอะไร จงจำบทบาทเจ้าให้มั่นศิษย์หมอเทวดา อย่าเผยพิรุธ”

    “รับทราบขอรับ!”

    โม่เหวินหานพยักหน้าก่อนจะหยิบห่อผ้าอีกผืนแล้วหันหลังให้พร้อมเสียงเอ่ยเรียบเย็น“ภรรยารัก..ไปกันได้แล้วแม่และลูกชายจากป่าลึกจะต้องไปเข้าจวนเหยียนคืนนี้”

    กลางวันแปรเปลี่ยนเป็นยามสนธยาณ จวนตระกูลเหยียน

    โรงครัวเรือนใหญ่ร่างหญิงกลางคนผู้หนึ่งกับชายหนุ่มร่างสูงถูกส่งมาทำหน้าที่ดูแลแสงและไฟในจวนยามราตรีคนหนึ่งใบหน้าเหี่ยวย่นดำคล้ำอีกคนมีแผลเป็นทั่วผิวกายและใบหน้าซึ่งเป็นรอยแผลเป็นน่าชังจากโรคฝีป่า

    “นั่นใคร?” ผู้ดูแลโรงครัวขมวดคิ้วมองคนแปลกหน้า

    “พวกข้าน้อยมาจากป่าในเขตตะวันตกเจ้าค่ะขออภัยท่านที่ทำให้ระคายตา เราสองแม่ลูกเคยป่วยเป็นฝีป่า..หายช้าไปเสียหน่อย ฝีเลยขึ้นทั้งตัว” เสียงแหบพร่าของหญิงวัยกลางคนเอ่ยตอบ

    “ท่านพ่อบ้านซื้อตัวพวกเรามาสั่งให้มาช่วยดูแลไฟเฝ้าโคมในยามวิกาล..” ชายหนุ่มเอ่ยเสียงต่ำหลบสบตาไม่กล้ามองผู้ใดเช่นเป็นโรคกลัวคน

    ผู้ดูแลครัวพยักหน้าไม่ใส่ใจ“ถ้าเป็นคำสั่งก็ทำไปพวกเจ้าสองแม่ลูกหน้าตาอัปลักษณ์เช่นนี้นี่เอง มิหน่า..ท่านพ่อบ้านจึงไม่อยากให้ใครเห็นส่งไปทำงามเฝ้าไฟ”

    ในความมืดสลัวใต้แสงไฟอ่อนดวงตาคมเฉียบของโม่เหวินหานที่ซ่อนอยู่ในบุคคลที่อัปลักษณ์แท้จริงแผลเล่านี้มาจากหมึกประทับร่างทำให้ดูช้ำและน่ารังเกียจส่วนข้างกายเขาคือหลิวชิงเซียงในคราบหญิงวัยกลางคนที่เป็นมารดาเขามือเหี่ยวย่นแฝงด้วยฝีมือวรยุทธ์นั้นมาจากแป้งน้ำผสมสีทำให้เหนียวแล้วมาปั้นแต่งบนผิว..ทั้งสองแฝงตัวเข้าถ้ำเสือในฐานะคนงานอัปลักษณ์

    ขณะที่ทั้งสองแยกตัวไปเดินตรวจสอบพื้นที่เปลี่ยนโคมให้สว่างไสวอยู่เสมอหลิวชิงเซียงก็เกิดคำถามจึงเอ่ยเสียงกระซิบ“ท่านแน่ใจได้อย่างไรว่าเจียงเจียจะไม่ถูกจับได้ว่าเป็นตัวปลอม?” แม้ทั้งสองส่วนสูงจะพอๆ กันใส่เสื้อผ้าก็พอจะพลางรูปร่างได้ แต่ว่าใบหน้าอย่างไรก็ไม่เหมือนกันนางสงสัยมาตลอดช่วงบ่ายแต่ไม่มีโอกาสถามเพราะยุ่งอยู่กับการปลอมตัว

    โม่เหวินหานนึกขันคนเช่นนางจะไม่เห็นจุดบกพร่องนี้ได้อย่างไร บอกจะปลอมตัวใช่ว่าจะปลอมตัวกันง่ายๆเหยียนปี้เจินรู้จักเขาย่อมหลอกไม่ง่าย แต่วิธีของเขาแนบเนียนซับซ้อนกว่านั้น

    ชายหนุ่มเลยหันสบตานางผ่านความสลัว“วางใจ นางไม่มีทางรู้ แผนของเรารัดกุมมากกว่าที่เจ้าเห็น” หลังส่งยิ้มบางก่อนหนึ่งรอบถึงกล่าวต่อ“แม้รู้จักมาก่อนก็ยากจะจับได้แต่อย่าให้เจ้ารู้เลยเพราะข้า..” เพียงแต่จู่ๆ ท้ายประโยคเสียงเข้มก็หายไป

    หลิวชิงเซียงขมวดคิ้วเพราะไม่ได้ยิน“ว่าอะไรนะ?”

    โม่เหวินหานคลี่ยิ้มแสร้งโง่ไม่ตอบแล้วหันไปจุดโคมในมืออย่างสงบท่ามกลางเสียงก้าวย่างเหยียบใบไม้กรอบนับชั่วยามใต้แสงโคมไฟที่ถูกเปลี่ยนใหม่ลุกเรืองทั่วบริเวณจวนหลังใหญ่ร่างของหญิงอัปลักษณ์และลูกชายผู้มีแผลเป็นทั่วกายเคลื่อนผ่านลานอย่างเงียบงันเช่นปีศาจราตรี

    โม่เหวินหานในคราบชายขี้เหร่มือข้างหนึ่งถือกระถางโคมไฟสำหรับเปลี่ยนใหม่ข้างกายคือหลิวชิงเซียงหญิงกลางคนที่ถือถังน้ำมันไว้ในมือทั้งสองต่างเดินผ่านเรือนหลังน้อยใหญ่อย่างระมัดระวัง ไม่ตกหล่นการตรวจตราไม่ใช่เพียงหวังเติมไฟแต่หาสถานที่

    จนกระทั่งมาถึงเรือนแห่งหนึ่งแม้ทั้งเรือนจะสว่างด้วยแสงโคมไฟแต่ขณะผ่านเรือนเล็กหลังหนึ่งซึ่งอยู่ถัดจากเรือนหลักของบุตรชายคนโตของเหยียนเผิงกลับทำให้โม่เหวินหานชะงักเท้าสีหน้าแฝงความฉงน

    “หยุดก่อน…” เสียงเขากระซิบแผ่วทำให้หลิวชิงเซียงหยุดตามพลางหันไปมองทิศทางเดียวกัน ริมฝีปากเม้มแน่นก่อนจะเห็นสิ่งผิดปกติทันที

    “เรือนนี้..เหตุใดจึงไม่มีโคมแม้แต่ดวงเดียว?” นางพึมพำแผ่วเบิกดวงตากลมโตกว้างขมวดคิ้ว

    เรือนหลังนั้นเป็นเรือนเดี่ยวตั้งห่างจากเรือนอื่นเล็กน้อยไม่มีแสงไฟทั้งไม่มีแม้แต่เสียงใดเล็ดลอดออกมา แม้กระทั่งห้องหนังสือของเหยียนเผิงที่มีเพียงเอกสารสำคัญยังมีโคมไฟประดับหน้าทางเข้าเพื่อแสดงให้เห็นว่ามีผู้ดูแลแต่เรือนหลังนี้..กลับจงใจให้ดูร้างราวกับไม่มีผู้ใดอาศัยทั้งที่หากจำไม่ผิดที่นี่คือเรือนของบุตรชายคนโตของเหยียนเผิงไม่ควรปล่อยปละละเลยขนาดนี้

    โม่เหวินหานเดินเข้าใกล้เพียงระยะพอประมาณดวงตาคมสังเกตผนังเรือน หน้าต่างที่ปิดสนิทไร้ร่องรอยแม้แต่เงาเทียนด้านข้างมีเพียงแนวต้นไม้และบ่อน้ำตื้นเก่าแก่ที่ถูกปล่อยทิ้งไว้จนมีเพียงน้ำขังและเศษใบไม้แห้ง

    “พวกมันจงใจ..ให้เราคิดว่าไม่มีสิ่งใดสำคัญ” เสียงเขาแผ่วต่ำ “แต่ยิ่งซ่อน..ก็ยิ่งมีพิรุธ”

    แต่ทั้งสองไม่ได้รีบร้อนชิงหลักฐานทำเพียงหันกลับแล้วไปดำเนินหน้าที่ตนจบสิ้น รอเวลาผ่านไปจนยามสามที่ดึกสงัดความเงียบงันเข้าปกคลุมทั่วบริเวณจวนที่เคยคึกคักเสียงสนทนาในเรือนใหญ่เรือนน้อยเงียบลง คนงานที่ดูแลครัวก็ทยอยกลับเข้าที่พักเหลือเพียงไฟในโคมที่ยังลุกโชนส่องแสงสลัวและคนเฝ้ายาม

    ชายหนุ่มเดินออกไปสำรวจชั่วครู่แล้วกลับสู่โรงครัว“ปลอดคนแล้ว” จากนั้นเขากับหลิวชิงเซียงก็หลบตัวออกมายังด้านหลังโรงครัวที่ติดกับสวนหลังเรือนอ้อมไปตามแนวต้นไม้จนถึงด้านข้างของเรือนต้องสงสัย

    “ดับไฟเถิด ที่นี่มืดสนิทเช่นนี้ถือโคมไฟคนอื่นต้องรู้ทันที” หลิวชิงเซียงกระซิบบอกชายหนุ่มจึงยกโคมในมือมาเป่าให้ดับแล้วแฝงตัวเข้าไปในเรือน

    หลังเข้ามาในเรือนแม้จะไร้แหล่งกำเนิดแสงแต่พอสายตาเริ่มคุ้นชินก็พอจะมองเห็นรางๆในเรือนเล็กหลังนี้แทบจะเรียกได้ว่าว่างเปล่า มีโต๊ะเก้าอี้ริมผนังและชั้นวางที่ไม่มีของอีกสองหลังที่เหลือคือพื้นที่ว่าง

    “ถ้าที่นี่ซ่อนความลับจริงก็ควรจะเป็นที่พื้น” เสียงชายหนุ่มกระซิบเขาวัดจากขนาดในห้องและด้านนอกด้วยสายตาแล้วเรียกได้ว่าไม่ต่างกันฉะนั้นถ้ามีห้องลับควรอยู่ใต้เท้าเสียมากกว่า

    หลังคำพูดวิเคราะห์หลิวชิงเซียงคิดว่าก็ไม่น่าจะผิดตามที่อีกฝ่ายคาดการณ์นางก้มมากวาดตามองพื้นอย่างละเอียดราวกับตามหาบางสิ่งสลับกับใช้มือคลำหาสิ่งผิดปกติแต่ก่อนที่นางจะได้เจออะไรเสียงของชายหนุ่มก็ดังเรียกความสนใจขึ้นก่อน

    “ที่นี่..” เขาใช้เท้าเหยียบซ้ำๆที่จุดหนึ่งที่คล้ายจะพองตัวเล็กน้อยราวกับถูกแซะขึ้นบ่อยครั้ง ก่อนจะค่อยๆก้มเอื้อมมือจับแผ่นหินที่พองขึ้นเล็กน้อยแถบนั้นแล้วออกแรงดึง

    กึก..เสียงเบาราวกับกลไกขยับ

    แผ่นหินด้านหนึ่งเลื่อนลงเผยให้เห็นช่องแคบเล็กๆใต้ถุนเรือนที่ปิดบังไว้อย่างแนบเนียน กลิ่นอับชื้นและฝุ่นผงโชยออกมาเบาๆทางลับนี้ดูคล้ายช่องเก็บของสำหรับเก็บถังไม้หรืออุปกรณ์ทั่วไปแต่ความลึกและความหนาของโครงสร้างกลับชี้ให้เห็นว่าไม่ใช่แค่ที่เก็บของธรรมดา

    โม่เหวินหานหันไปสบตาหลิวชิงเซียงก่อนทั้งสองก้าวลงสู่ทางลับนั้นพร้อมกันอย่างรู้ใจ

    ภายในห้องลับใต้เรือน

    แสงไฟจากโคมในมือส่องให้เห็นชั้นเก็บของเรียงรายผนังไม้แข็งแรงถูกเสริมด้วยเหล็กบาง ตู้ไม้ปิดสนิทเรียงรายตลอดแนวฝั่งขวาอีกด้านเป็นโต๊ะเรียบขนาดใหญ่ มีม้วนเอกสารมากมายซ้อนทับวางกระจัดกระจาย

    หลิวชิงเซียงเดินตรงไปยังมุมเอกสารสำเร็จชั้นล่างของตู้ซึ่งมีหีบไม้ซุกอยู่ เมื่อเปิดออกช้าๆกลิ่นหมึกและกระดาษเก่าลอยตลบออกมา ทันทีที่หยิบม้วนหนึ่งขึ้นพลิกดูสีหน้านางพลันเปลี่ยนเป็นเคร่งเครียด

    “แผนการส่งคนลอบเข้าเขตซีเป่ย..รายชื่อผู้สื่อสารกับแคว้นซีเป่ยอย่างลับๆ” เสียงนางเบาหวิวเอกสารนี้ระบุไว้ว่าเป็นช่วงห้าถึงหกปีก่อน น่าจะตอนที่ซุ่ยหยวนพึ่งเป็นเมืองขึ้นของจินหยางได้มาไม่กี่ปี

    โม่เหวินหานเดินไปยังโต๊ะตรงกลางหยิบแผนที่เมืองซุ่ยหยวนที่ถูกขีดเขียนใหม่แสดงจุดวางกำลังอย่างละเอียด พร้อมลายมือจารึก “ยึดเมืองซุ่ยหยวนภายในฤดูหนาวหน้า” ดวงตาเขาเย็นเฉียบนิ้วเรียวยาวไล้ไปตามแผนที่ที่เต็มไปด้วยรอยขีดเขียนเขาสำรวจเส้นทางการเคลื่อนทัพที่วาดไว้ด้วยหมึกสีแดงเข้มร่องรอยของปลายพู่กันที่ลากผ่านกระดาษ

    ด้านข้างกายเขาหลิวชิงเซียงค่อยๆพับเอกสารที่เพิ่งอ่านจบลง นางแม้จะเห็นหลายกลลวงในชีวิตแต่ความลึกซึ้งของแผนการนี้ก็ยังน่าขนลุก เอกสารที่อยู่ในมือแสดงถึงการวางรากฐานอย่างแยบยลไม่เพียงที่ซีเป่ยส่งคนเข้าเมืองซุ่ยหยวน แต่ยังค่อยๆแทรกซึมแหล่งข่าวจากผู้หิวกระหายอำนาจอย่างตระกูลเหยียนแล้วใช้ผู้มีอำนาจในเมืองร่วมมือกันซ่องสุมกำลัง

    “เหยียนเผิงมันไม่ใช่แค่คิดจะยึดซุ่ยหยวน” เสียงนางเบาราวลมพัด “มันหมายเอาเมืองซุ่ยหยวนเป็นสะพานให้ซีเป่ยยึดครองดินแดนตะวันตก”

    ขณะที่ทั้งสองยังจดจ้องเอกสารเพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติมขณะเดียวกันนั้นเสียงฝีเท้าเบาๆจากภายนอกกลับดังแว่วเข้ามาในห้องลับอย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทั้งสองชะงักทันที แววตาของโม่เหวินหานเปลี่ยนเป็นเข้มข้นในพริบตาเขายกมือชี้ขึ้นเป็นสัญญาณให้เงียบ ก่อนจะเดินย่องไปใกล้ช่องทางเข้าฟังเสียงอย่างตั้งใจ

    “ดับไฟ!” เสียงของโม่เหวินหานต่ำและแผ่วอย่างเร่งเร้าและชี้ขึ้นไปบนคานเบี้องบน

    หลิวชิงเซียงรีบก้มเป่าเบาๆให้แสงดับสิ้น ทันทีที่ความมืดปกคลุมพวกเขาทั้งสองก็เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วเตรียมขึ้นไปบนคานไม้เหนือศีรษะที่พาดอยู่ด้านบนของห้องลับนี้เพื่อป้องกันดินถล่ม

    ท่านกลางความมืดโม่เหวินหานขึ้นมาถึงก่อนจึงรีบกระซิบกระซิบเตือนอีกฝ่าย“ขึ้นมา” นางจึงกระโดดกระโดดขึ้นอย่างคล่องแคล่วร่างทั้งสองหลบซ่อนแนบแน่นบนคานไม้ท่ามกลางความมืดที่ไร้แสง

    แต่คานนั้นแคบกว่าที่คิดหลิวชิงเซียงรู้ตัวว่านางกำลังแนบตัวทับกับร่างของบุรุษอีกคนเกินว่าครึ่งตัวจึงเริ่มขยับตัวเพื่อหลีกเลี่ยงแต่อย่างไรก็ไม่อาจหนีการเบียดชิดอย่างเกินพอดีนี้กับชายหนุ่มได้ทำได้เพียงใช้สองแขนยันข้างศีรษะของเขาไว้เพื่อไม่ให้ร่างแนบจนเกินไปใบหน้าของนางห่างจากใบหน้าอีกฝ่ายเพียงไม่กี่คืบ กลิ่นกายอุ่นซ่านและลมหายใจอ่อนๆของชายหนุ่มแตะผิวแก้มโดยไม่ตั้งใจ พลันรู้สึกถึงความคุ้นเคย กลิ่นเช่นนี้..?

    หัวใจของหลิวชิงเซียงเต้นถี่ความใกล้ชิดเช่นนี้มิอาจเมินเฉยได้ทั้งกระอักกระอ่วนและว้าวุ่น นางจึงเริ่มพยายามขยับอีกเล็กน้อย แต่พร้อมกันนั้นแขนของโม่เหวินหานกลับรัดรอบเอวไว้แน่น

    “อย่าขยับ” เสียงกระซิบดังขึ้นติดริมใบหูนางสะดุ้งเล็กน้อย“ไม่เช่นนั้นได้ตกลงไปพร้อมกันแน่” เสียงของเขานุ่มแต่หนักแน่นอ้อมแขนนั้นไม่ได้แรงจนเจ็บแต่มั่นคงพอจะไม่ให้ขยับไปไหนได้จริงๆ

    หลิวชิงเซียงเม้มริมฝีปากแน่นใจสั่นวูบวาบยิ่งกว่าเดิมแม้สถานการณ์จะตึงเครียดแต่กลับมีความรู้สึกประหลาดตีตื้นขึ้นในอกนางสูดลมหายใจลึก คิดจะกลั้นไว้ไม่ให้ใจเต้นแรงจนเขารู้แต่เพียงครู่เดียวเสียงบานไม้เปิดออกก็เรียกสติของทั้งสองกลับมา

    พร้อมการปรากฏตัวของชายคนหนึ่งกับแสงโคมที่สว่างจ้าชายชุดคลุมยาวรูปโฉมของเขาคมเข้ม ผิวขาวซีดเล็กน้อยดวงตาเรียวยาวแฝงรอยเจ้าเล่ห์น่าหวาดระแวงนามของเขาคือ ‘เหยียนซื่อหรง’ บุตรชายคนโตของเหยียนเผิง

    ดวงตาของโม่เหวินหานในความมืดพลันเย็นเฉียบเขารู้จักชายผู้นี้จากข่าวลับมาก่อนแล้วตอนที่สืบเรื่องตระกูลเหยียน

    ขณะที่คนด้านล่างกำลังตรวจดูเอกสารแสงโคมจากด้านล่างก็ฉายขึ้นด้านบนเช่นกัน จนมากระทบใบหน้าของทั้งสองที่ซ่อนอยู่แม้เป็นเพียงแสงรำไร แต่ก็พอให้เห็นใบหน้าของกันและกันชัดเจน

    หลิวชิงเซียงสบตาโม่เหวินหานที่ห่างไม่ถึงคืบในความมืดแล้วถึงกับเบิกตากว้าง ริมฝีปากพลันเม้มแน่นเพราะแทบจะไม่อาจกลั้นเสียงหัวเราะได้..ใบหน้าเขายังอยู่ในสภาพขี้เหร่เต็มไปด้วยรอยหมึกเพื่อสร้างแผลปลอมและด้านนี้ก็มีคราบเขม่าดำปะปนกับเส้นผมพันกันยุ่งเหยิง ขณะเดียวกันเขาเองก็จ้องหน้านางที่ยังมีรอยเหี่ยวย่นและคราบแป้งผสมสีจนดูเหมือนหญิงที่แก่ก่อนวัยกลางคนทั่วไปสายตาของทั้งสองสบกันนิ่งก่อนจะพลันเบือนหน้าหนีแทบไม่ทัน ใบหูแดงระเรื่อทั้งต้องกลั้นเสียงหัวเราะ ทั้งกลั้นใจไม่ให้เผลอขยับตัว

    โม่เหวินหานขมวดคิ้วพยายามไม่สั่นตัวเพราะกลั้นขำและประคองร่างด้านบนยิ่งมือของนางเผลอแตะหน้าอกเขาโดยไม่ตั้งใจเขายิ่งต้องกัดฟันข่ม

    ที่ด้านล่างเหยียนซื่อหรงจัดเก็บเอกสารที่นำมาเรียบร้อยก็เดินไปเปิดหีบและตู้ไม้อีกหลายใบจากนั้นจู่ๆ ก็พูดเสียงต่ำอย่างสงสัย “สารนี้ไม่ใช่ว่าอยู่บนโต๊ะหรือ?”

    หลิวชิงเซียงใจเต้นโครมมือเผลอบีบแขนโม่เหวินหานแน่นราวกลัวถูกจับได้ แต่อีกฝ่ายกลับยังคงใบหน้าเรียบนิ่งค่อยๆ ประคองให้นางขยับมาวางตัวให้แนบลงกับร่างเขายิ่งขึ้น หลีกเลี่ยงเสียงใดๆที่อาจดังหลุดไป เวลาผ่านไปเหมือนชั่วนิรันดร์

    “ท่านพ่อมาเก็บเอกสารด้วยหรือ” จากนั้นเขาก็ปิดตู้และคว้าโคมที่กลางโต๊ะแล้วเดินออกไปในที่สุดเสียงฝีเท้าของเหยียนซื่อหรงก็ค่อยๆจางหายไปเหลือเพียงความเงียบในห้องลับอีกครั้ง

    โม่เหวินหานรอฟังจนแน่ใจแล้วจึงกระซิบเบา“ไปแล้ว” เสียงเขาติดหัวเราะบางๆ ในลำคอมือหนึ่งขยับเช็ดคราบบางอย่างจากแก้มของหลิวชิงเซียง

    “คราบแป้งเจ้าหลุด” เขาพูดเบาๆ นางจึงรีบยกมือปิดหน้าก่อนถอยตัวออกจากอกเขาอย่างรวดเร็ว

     

     

    นิยายแนะนำ