
ขบวนเดินทางของแม่ทัพใหญ่เว่ยเจามาหยุดลงที่หน้าประตูใหญ่ที่ทำจากไม้ซุงพันปีเสริมด้วยเหล็กกล้า ้าสลักอักษรสีแดงฉานดุจเืว่า ‘ค่ายพยัคฆ์อุดร’ สถานที่แห่งนี้ตั้งอยู่บนหุบเขาที่ลมหนาวพัดกรรโชกตลอดปี รอบค่ายล้อมรอบด้วยหน้าผาสูงชัน เป็จุดยุทธศาสตร์ที่ใช้ยับยั้งการรุกรานจากเผ่าเร่ร่อนทางเหนือ
เสียงแตรเขาสัตว์ดังกังวานก้องไปทั่วหุบเขาเพื่อประกาศการมาถึงของท่านแม่ทัพ ทหารนับพันในชุดเกราะยืนเรียงแถวต้อนรับอย่างเป็ระเบียบวินัย ทว่าสายตาทุกคู่กลับไม่ได้จับจ้องไปที่ผู้นำทัพเพียงอย่างเดียว แต่กลับจ้องมองไปยังบุรุษชุดฟ้าที่เดินตัวปลิวแบกหีบไม้ใบเขื่องตามหลังม้ามาอย่างน่าประหลาด
“นั่นน่ะหรือ... คุณชายสามสกุลหลี่?” ทหารนายหนึ่งกระซิบถามเพื่อนข้างกาย
“หน้าตางดงามเหมือนสตรีเช่นนี้... จะทนอยู่ที่นี่ได้ถึงสามวันหรือ ข้าพนันด้วยเบี้ยหวัดเดือนนี้เลยว่า... วันรุ่งขึ้นเขาต้องร้องไห้กลับจวนเป็แน่!”
“ดูนั่นสิ... แบกหีบใบใหญ่โตขนาดนั้น สงสัยข้างในจะมีแต่แป้งผัดหน้ากับน้ำอบดอกไม้ล่ะมั้ง ฮ่า ๆ ๆ”
เสียงหัวเราะเยาะเย้ยดังแว่วมาตามลม เฟิ่งเหลียนเพียงแค่เลิกคิ้วมองไปรอบ ๆ พลางสะบัดพัดจีบในมืออย่างใจเย็น แววตาของเขาไม่ได้มีความโกรธเคืองแม้แต่น้อย กลับมองทหารเ่าั้ด้วยความเอ็นดูเหมือนมองดูลูกสุนัขที่กำลังฝึกเห่าหอน
‘หืม... พลังหยางในค่ายนี้เข้มข้นดีจริง ๆ แต่เสียดายที่จัดวางที่พักทับเส้นเืัพอดิบพอดี มิน่าล่ะนะ... ทหารพวกนี้ถึงได้ดูหน้าตาดุร้ายและอารมณ์ร้อนนัก... ถ้าข้าไม่ช่วยปรับฮวงจุ้ยให้ มีหวังค่ายนี้คงได้วางมวยกันเองทุกวันเป็แน่’
เว่ยเจาลงจากม้าศึก สะบัดผ้าคลุมสีดำอย่างสง่างาม เขากวาดสายตามองไปยังทหารของตนก่อนจะหันมามองเฟิ่งเหลียน “ยินดีต้อนรับสู่ค่ายพยัคฆ์อุดร... หลี่เฟิ่งเหลียน ที่นี่ไม่มีคุณชาย ไม่มีเสนาบดี ไม่มียศใด ๆ ทั้งนั้น มีเพียงทหารที่ยอมสละชีพเพื่อแผ่นดิน”
เฟิ่งเหลียนวางหีบไม้ลงบนพื้นหินดังตึง! (ซึ่งจริง ๆ เขาแอบใส่ปราณหนักหมื่นชั่งลงไปแกล้งทหารที่พยายามจะเข้ามาช่วยยก) “รับทราบขอรับท่านแม่ทัพ... ว่าแต่ที่พักข้าอยู่ไหนหรือขอรับ? ข้าอยากจะล้างหน้าล้างตาแล้วนอนเอนหลังสักงีบ เดินทางมาทั้งวันผิวข้าเริ่มจะแห้งแล้วนะขอรับ”
เว่ยเจายกยิ้มเย็น “ที่พักของเ้างั้นรึ? ตามข้ามาสิ”
เว่ยเจานำทางเฟิ่งเหลียนลัดเลาะไปจนถึงท้ายค่าย บริเวณที่อยู่ติดกับคอกม้าศึกและโกดังเก็บอาวุธเก่า เขาหยุดยืนหน้ากระท่อมไม้พุ ๆ ที่หลังคามีรูโหว่ขนาดเท่ากำปั้น และมีกลิ่นสาบม้าโชยออกมาอย่างรุนแรง
“นี่คือโรงนอนของทหารฝึกหัดหน่วยที่สิบสาม เ้าจะต้องพักที่นี่ร่วมกับทหารใหม่อีกห้านาย” เว่ยเจาเอ่ยพลางมองปฏิกิริยาของเฟิ่งเหลียน เขาคาดหวังจะเห็นใบหน้าที่บิดเบี้ยวด้วยความรังเกียจ หรือการโวยวายขอเปลี่ยนที่พัก
ทว่า... เฟิ่งเหลียนกลับเดินเข้าไปในกระท่อมนั้นพลางเอามือปัดฝุ่นที่โต๊ะไม้หัก ๆ อย่างเบามือ
‘โอ้... กลิ่นนี่มันช่าง... เข้มข้นดียิ่งนัก’ เฟิ่งเหลียนแอบสำลักในใจ ‘บน์... ขนาดคอกม้า์ของเทพราหูยังหอมกว่าห้องนอนฮ่องเต้จ้าวิเสียอีก แต่ที่นี่... มันคือบ่อของกลิ่นไม่พึงประสงค์ชัด ๆ!’
เขาส่งจิตไปสำรวจรอบกระท่อม พบว่าทหารอีกห้านายที่พักอยู่ก่อนแล้วกำลังจ้องมองเขาด้วยสายตาหาเื่ หนึ่งในนั้นคือชายร่างใหญ่ที่มีแผลเป็ที่หน้า แสร้งทำเป็ขัดกระบี่เล่มั์เพื่อข่มขวัญ
“เฮ้! คุณชายหลี่! ถ้าเ้าจะนอนที่นี่นะ กฎข้อแรกคือห้ามทำตัวสำอาง และกฎข้อที่สองคือ... เ้าต้องส่งของกินในหีบนั่นมาให้พวกข้าซะดี ๆ!” ชายร่างใหญ่คำรามขู่
เฟิ่งเหลียนหันไปมอง พร้อมยิ้มหวานจนตาหยี “พี่ชายท่านนี้... ท่านดูเหมือนกำลังจะมีเคราะห์นะ ปอดของท่านมีไอเย็นอุดตันอยู่ ถ้าท่านยังขัดกระบี่เสียงดังเช่นนั้น ข้าเกรงว่าคืนนี้ท่านจะไอจนไม่ได้นอนนะ...”
“เ้าว่ากระไรนะ!” ชายร่างใหญ่ลุกขึ้นยืนด้วยความโมโห
“พอได้แล้ว!” เว่ยเจาแทรกขึ้น น้ำเสียงทุ้มต่ำทำให้อากาศในกระท่อมเย็นเยียบลงทันที “หลี่เฟิ่งเหลียน! เก็บของของเ้าให้เรียบร้อย อีกครึ่งชั่วยามไปพบข้าที่ลานฝึก ข้ามีงานแรกให้เ้าทำ!”
เว่ยเจาเดินจากไป ทิ้งให้เฟิ่งเหลียนเผชิญหน้ากับเหล่าทหารโหดตามลำพัง
เมื่อเว่ยเจาลับสายตาไป เฟิ่งเหลียนก็หันมามองหีบไม้ของตน เขาดีดนิ้วเบา ๆ หนึ่งที (ที่มนุษย์นึกว่าเขาแค่ปัดแมลง) กางเขตแดนอำพรางตาเล็ก ๆ ครอบคลุมพื้นที่เตียงนอนของตัวเองไว้
“เอาล่ะพี่ชายทั้งหลาย ข้าเป็คนรักสงบ ถ้าหากพวกท่านไม่ยุ่งกับข้า ข้าก็จะไม่ยุ่งกับพวกท่าน...” เฟิ่งเหลียนเอ่ยพลางเปิดหีบออก
สิ่งที่เหล่าทหารเห็นคือเสื้อผ้าเก่า ๆ และม้วนกระดาษธรรมดา ๆ แต่สิ่งที่เฟิ่งเหลียนหยิบออกมาจริง ๆ คือ ‘ยันต์มรกตซ่อนเร้น’ เขาแอบแปะมันไว้ใต้เตียงไม้พุ ๆ ทันใดนั้น กลิ่นเหม็นสาบม้าที่เคยโชยเข้ามากลับถูกฟอกจนสะอาดบริสุทธิ์ดุจอากาศบนยอดเขาหิมะ ความร้อนอบอ้าวในกระท่อมมลายหายไป กลายเป็ความเย็นสบายที่พอเหมาะ
เขาสะบัดมืออีกครั้ง ฟูกนอนบาง ๆ ที่ทางค่ายจัดให้ก็ถูกซ้อนทับด้วย ‘ฟูกขนิญญา’ ที่เขายัดไว้ในมิติ มันนุ่มนิ่มจนถ้าผู้ใดได้ััคงไม่อยากลุกไปไหนตลอดชาติ
“เฮ้ย! ทำไมมุมห้องตรงนั้นมันดู... สว่าง ๆ กันนะ?” ทหารนายหนึ่งขยี้ตา มองไปที่เตียงของเฟิ่งเหลียนที่ตอนนี้ดูเหมือนมีแสงนวล ๆ ปกคลุมอยู่
“ตาฝาดไปเองกระมัง” ชายร่างใหญ่บ่นเบา ๆ พลางล้มตัวลงนอนบนเตียงไม้แข็ง ๆ ของตน “ไอ้เด็กนี่มันต้องมีของดีเป็แน่ คืนนี้ข้าจะแอบรื้อหีบมันดู!”
เฟิ่งเหลียนแอบขำในใจ ‘ลองรื้อดูสิพี่ชาย... ข้าเสกกับดัก ‘งูเขียวหาวนอน’ ไว้ในนั้น ผู้ใดเปิดสุ่มสี่สุ่มห้ามีหวังได้หลับลึกไปสามวันเจ็ดวันเป็แน่’
ณ ลานฝึกกลางค่าย เว่ยเจายืนกอดอกมองดูเฟิ่งเหลียนที่เดินทอดน่องมาด้วยท่าทางสบายใจเฉิบ ผิดกับทหารใหมนายอื่นที่วิ่งหน้าตั้งมาเข้าแถว
“มาช้าไปสามลมหายใจ” เว่ยเจาเอ่ยเสียงดุ
“แหม่ ท่านแม่ทัพ... ก็ทางมันขรุขระ ข้าแค่เกรงว่ารองเท้าคู่โปรดของข้ามันจะเสียทรงน่ะขอรับ” เฟิ่งเหลียนตอบพลางพัดวีตนเอง
เว่ยเจาแค่นเสียงหึ “ในเมื่อเ้ายังมีแรงล้อข้าเล่นเช่นนี้ งานแรกของเ้าคือ.... การไป ‘ทำความสะอาดคอกม้าศึก’ ของหน่วยทั้งหมดห้าสิบตัว ต้องสะอาดชนิดที่ไม่มีฟางเหลืออยู่แม้แต่เส้นเดียว และม้าทุกตัวต้องได้รับการแปรงขนจนเงาวับ... เ้าทำคนเดียว! ห้ามให้ผู้ใดช่วย!”
ทหารรอบข้างแอบหัวเราะคิกคัก คอกม้าหน่วยขึ้นชื่อเื่ความดุร้ายของม้า และความสกปรกที่สะสมมานับเดือน เป็งานที่แม้แต่ทหารที่แกร่งที่สุดในค่ายยังต้องใช้เวลาทำทั้งวัน
“คนเดียวงั้นรึ?” เฟิ่งเหลียนเลิกคิ้ว “ได้สิขอรับ... แต่ถ้าข้าทำเสร็จก่อนเวลากินข้าวเย็น ท่านแม่ทัพต้องให้ข้านั่งกินข้าวร่วมโต๊ะกับท่านนะ ข้าไม่อยากไปแย่งข้าวกับพวกพี่ชายในโรงครัวหรอกนะ”
เว่ยเจามองดูเด็กหนุ่มตรงหน้าด้วยสายตาประเมิน ‘เ้าเด็กนี่ช่างโอหังนัก’ “ถ้าเ้าทำเสร็จและงานออกมาไร้ที่ติ... ข้าจะอนุญาตให้เ้านั่งร่วมโต๊ะ แต่ถ้าไม่เสร็จ เ้าจะต้องนอนในคอกม้านั่นทั้งคืน!”
“ตกลง!” เฟิ่งเหลียนยิ้มกริ่ม
เฟิ่งเหลียนเดินมาที่คอกม้าศึกด้วยท่าทางร่าเริง ทันทีที่เขาก้าวเท้าเข้าไป ม้าศึกรูปร่างกำยำสีดำทมิฬตัวหนึ่งก็ส่งเสียงขู่และพยายามจะดีดกะโหลกใส่เขา ทหารที่แอบดูอยู่ต่างพากันลุ้นให้คุณชายผู้นี้โดนดีดตัวปลิว
‘ใจเย็น ๆ นะเ้าลูกม้าทั้งหลาย...’ เฟิ่งเหลียนส่งกระแสจิตออกไป กลิ่นอายโอรสเทพ์ที่อ่อนโยนแผ่กระจายออกมาจากร่างของเขา ทันใดนั้น ม้าที่เคยดุร้ายกลับนิ่งงัน ดวงตาของพวกมันเปลี่ยนจากความกราดเกรี้ยวเป็ความเลื่อมใส
พวกมันต่างพากันก้มหัวให้เฟิ่งเหลียน ราวกับกำลังทำความเคารพจักรพรรดิผู้ยิ่งใหญ่
เฟิ่งเหลียนดีดนิ้วหนึ่งที น้ำในถังไม้ที่ตั้งอยู่ใกล้ ๆ ก็พุ่งทะยานขึ้นมาเป็สายน้ำวนขนาดใหญ่ มันหมุนรอบคอกม้าอย่างรวดเร็ว กวาดเอาสิ่งสกปรกและเศษฟางหายวับไปในชั่วพริบตา ก่อนจะพุ่งลงท่อระบายน้ำไปอย่างแม่นยำ
จากนั้น เขาหยิบ ‘หวีหยก์’ ออกมาสะบัดเบา ๆ พลังงานสีเงินกระจายไปเกาะที่ขนของม้าทุกตัว ขนที่เคยหยาบกร้านและเปื้อนโคลนกลับกลายเป็เงามันวับราวกับอาบด้วยแสงจันทร์
ม้าศึกทั้งห้าสิบตัวยืนเรียงแถวกันอย่างสงบงดงาม ราวกับม้าเทพที่พร้อมจะเหาะขึ้นฟ้า
งานที่ต้องใช้เวลาทำสิบชั่วโมง... เฟิ่งเหลียนกลับทำเสร็จภายในสิบนาที!
เขาเดินออกมาพิงประตูคอกม้า หยิบขนมดอกท้อขึ้นมาเคี้ยวพลางมองดูเหล่าม้าคึก ‘อืม... ยังเหลือเวลาอีกเพียบ ไปเดินเล่นรอบค่ายก่อนหน่อยดีกว่า อยากรู้จังว่าห้องทำงานของท่านแม่ทัพนั่นจะซ่อนความลับอันใดไว้บ้างกันนะ...’
เว่ยเจาที่นั่งอยู่ในห้องทำงาน พลางขมวดคิ้วมองดูรายงานราชการ แต่ในใจกลับว้าวุ่นอย่างประหลาด เขาเรียกทหารคนสนิทเข้ามา “หลี่เฟิ่งเหลียนเป็อย่างไรบ้าง? โดนม้าดีดสลบไปแล้วหรือยัง?”
“เอ่อ... ท่านแม่ทัพขอรับ...” ทหารคนสนิททำหน้าเหมือนเห็นผี “ข้าน้อยว่า... ท่านไปดูด้วยตาตัวเองเถิดขอรับ ข้า... ข้าน้อยอธิบายไม่ถูกจริง ๆ”
เว่ยเจารีบเดินไปยังคอกม้า และเขาก็ต้องตกตะลึงจนแทบหยุดหายใจ คอกม้าที่เคยเหม็นและสกปรก บัดนี้กลับสะอาดเอี่ยมราวกับห้องบรรทมของฮ่องเต้ ม้าทุกตัวยืนสงบนิ่ง ขนเป็เงาวับจนสะท้อนกับแสงแดด และที่สำคัญ... หลี่เฟิ่งเหลียนกำลังนั่งเล่นหมากเก็บกับทหารยามอย่างสนุกสนาน
‘เ้าเด็กนี่... มันทำได้อย่างไรกัน!’ เว่ยเจารู้สึกถึงความไม่ธรรมดาที่ทวีคูณขึ้น
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ดังขึ้นในหัวของเขา... เป็เสียงที่เขาจำได้แม่นยำว่าเป็เสียงของคุณชายสามสกุลหลี่
‘ท่านแม่ทัพ... อย่ามัวแต่ยืนทึ้งสิขอรับ สัญญาต้องเป็สัญญานะขอรับ มื้อเย็นนี้ข้าจะไปรอที่โต๊ะของท่านนะ... อ้อ! แล้วก็เตรียมสุราดี ๆ ไว้ด้วยนะ ข้าไม่ชอบสุราธรรมดา ๆ น่ะขอรับ’
เว่ยเจาสะดุ้งโหยง เขามองไปที่เฟิ่งเหลียนที่ยังคงนิ่งเฉยและหันมายิ้มให้เขาจากระยะไกล
‘การสื่อสารทางจิตงั้นหรือ? มนุษย์ธรรมดาจะทำเื่เช่นนี้ได้อย่างไรกัน!’ เว่ยเจาเริ่มตระหนักแล้วว่า คุณชายที่เขาพาเข้าค่ายมาในวันนี้... อาจจะไม่ใช่แค่มนุษย์ที่ฟื้นจากความตาย แต่นี่คือสิ่งที่อยู่เหนือจินตนาการของเขาไปไกลแสนไกล
และที่เมืองหลวง... ฮ่องเต้จ้าวิที่กำลังนั่งตรวจฎีกาจามออกมาอย่างรุนแรง “ฮัดชิ้ว! ท่านโสมเทพ... ท่านเริ่มจะป่วนค่ายทหารแล้วใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ... ข้าน้อยขอสวดมนต์ให้แม่ทัพเว่ยรอดพ้นคืนนี้ไปด้วยเถิด!”