บทที่ 19 บุคคลผู้อยู่เื้ัเฉินเจิ้งฮัว
"เป็เ้าเองสินะ?"
จ้าวอู่เจียงยิ้มออกมา แววตาเป็ประกายคมกริบ
ขันทีน้อยผู้นั้นก้าวเดินออกมาข้างหน้าด้วยความลำบากใจ เมื่อเผชิญกับสายตาอันร้อนแรงของจ้าวอู่เจียง เ้าตัวก็รู้สึกไม่ต่างจากกำลังถูกเปลวไฟแผดเผา
จ้าวอู่เจียงเพียงใช้กลอุบายหลอกล่อด้วยคำพูด ก็สามารถดึงตัวผู้อยู่เื้ัเฉินเจิ้งฮัวออกมาจากกลุ่มคนได้สำเร็จ เพราะแน่นอนว่าบุคคลผู้นั้นย่อมไม่้าให้เขาเปิดเผยเนื้อหาในจดหมายออกไปต่อสาธารณะ
จ้าวอู่เจียงจดจำใบหน้าของขันทีผู้นี้ไว้ในใจ รอยยิ้มบนริมฝีปากยังคงไม่เลือนหาย แต่นำจดหมายยัดใส่มือขันทีน้อยที่กำลังคุกเข่า ก่อนจะตบไหล่เบา ๆ และเดินจากไป
กลุ่มขันทีที่อยู่ในบริเวณนั้นต่างตกตะลึง แต่พวกเขาก็ไม่สนใจ รีบเดินตามจ้าวอู่เจียงไปเพื่อทำการประจบเอาใจต่อตามเดิม
เมื่อพวกของจ้าวอู่เจียงเดินจากไป ขันทีน้อยก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นอย่างเชื่องช้า หน้าผากปรากฏเม็ดเหงื่อผุดซึม ด้านหลังเสื้อคลุมที่สวมใส่ก็เปียกชุ่มไปด้วยหยาดเหงื่อเช่นกัน
หลังจากซ่อนตัวอยู่ในวังหลวงมาหลายปี นี่เป็ครั้งแรกที่เขาถูกกระชากตัวออกมาสู่สายตาผู้อื่นด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำเท่านั้น
...
ตำหนักหย่างซิน ห้องบรรทมของฮ่องเต้
เนื้อความในจดหมายฉบับนั้นเป็สถานที่นัดพบนอกวังหลวง จ้าวอู่เจียงยังไม่ได้ไปตามการนัดหมายโดยทันที ในความเห็นของเขา ผู้ที่อยู่เื้ัหัวหน้าขันทีคนเก่าอย่างเฉินเจิ้งฮัวย่อมต้องเป็ศัตรูมากกว่ามิตร เพราะฉะนั้น ระวังตัวเอาไว้จึงดีที่สุด
จ้าวอู่เจียงนั่งใช้ความคิดอยู่บนเก้าอี้ั เลียนแบบท่าทางของเซวียนหยวนจิ้งด้วยการเคาะนิ้วลงบนโต๊ะเบา ๆ
กึก… กึก… กึก…
กึก กึก
เป็จังหวะยาวสาม สั้นสอง และสั้นสอง ยาวสามสลับกัน
วูบ!
ภายในห้องเกิดสายลมปั่นป่วน เงาร่างสีฟ้าครามปรากฏกายขึ้นคุกเข่าข้างเดียวด้วยท่วงท่าแสดงความเคารพ
"ผู้ต่ำต้อยเอ้อร์ซานถวายบังคมฝ่าา เอ๊ะ? จ้าวกงกง!"
เจี๋ยเอ้อร์ซานไม่ได้มีร่างกายแข็งแกร่งเหมือนเจี๋ยสือจิ่ว อีกทั้งยังผอมแห้ง ลักษณะอ่อนแอเป็อย่างยิ่ง
เขากำลังจะไปรายงานเจี๋ยสือจิ่วพอดีว่าได้พบผู้ต้องสงสัยตามที่ฝ่าาให้ไปค้นหาตัวแล้ว แต่ยังไม่ทันไปรายงานให้เจี๋ยสือจิ่วได้รับทราบ เจี๋ยเอ้อร์ซานก็ได้ยินเสียงการส่งสัญญาณดังขึ้นจากห้องบรรทมของฮ่องเต้ จึงรีบเข้ามาถวายความเคารพ แต่คิดไม่ถึงเลยว่าผู้ที่เรียกตนมานั้นกลับเป็จ้าวอู่เจียง
"ติดตามข้าไปนอกวังหลวง!" จ้าวอู่เจียงออกคำสั่งด้วยท่าทางขึงขัง
"แต่ว่ารูปลักษณ์ของข้าน้อย…"
ใบหน้าแก่ชราที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากของเจี๋ยเอ้อร์ซานกระตุกอย่างต่อเนื่อง องครักษ์ัไม่เคยเปิดเผยโฉมหน้าให้ผู้อื่นได้พบเห็นมาก่อน
"เื่นั้นไม่ต้องห่วง" จ้าวอู่เจียงลุกขึ้นยืนช้า ๆ ยื่นมือข้างหนึ่งออกมา ในซอกนิ้วมีเข็มแหลมอยู่สี่เล่ม
"อยู่เฉย ๆ"
จ้าวอู่เจียงเดินเข้าไปยืนข้างกายเจี๋ยเอ้อร์ซาน ก่อนจะนำเข็มแหลมเ่าั้ปักลงไปบนศีรษะของเจี๋ยเอ้อร์ซานตามจุดที่มีความพิเศษเฉพาะตัว
ผู้คนที่อยู่ในหน่วยองครักษ์ัต่างก็มีความซื่อสัตย์ และมีวิทยายุทธ์สูงล้ำ เจี๋ยเอ้อร์ซานไม่จำเป็ต้องขัดขืน แต่ใบหน้าที่ซ่อนอยู่ใต้หน้ากากของเขาเต็มไปด้วยความสงสัย
ในไม่ช้า เขาก็เริ่มรู้สึกว่ากล้ามเนื้อบนใบหน้าเกิดการกระตุกอย่างควบคุมไม่ได้ ถึงขั้นกระดูกโหนกแก้มกำลังเคลื่อนตัวด้วยซ้ำ
นี่คือวิชาการแปลงโฉมด้วยการฝังเข็ม!
สิ่งนี้เรียกว่าวิชาเข็มเงินพันหน้า เป็วิชาลับที่ถ่ายทอดกันมาจากโบราณ เพียงไม่นาน ใบหน้าของเจี๋ยเอ้อร์ซานก็เปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง เขาเข้าใจเื่ราวขึ้นมาโดยทันที
ใบหน้าของเขากำลังเปลี่ยนไปตามทักษะการควบคุมเข็มในมือของขันทีผู้นี้
นี่หมายความว่าการฝังเข็มของจ้าวอู่เจียงนอกจากจะช่วยรักษาโรคร้ายและช่วยชีวิตผู้คนได้แล้ว ยังสามารถใช้มันเป็เครื่องมือสังหารผู้คน รวมถึงใช้ในการปลอมแปลงตัวตนได้อีกด้วย!
จ้าวอู่เจียงมีอายุเพียงเท่านี้ แต่กลับสามารถใช้เข็มเงินได้อย่างสมบูรณ์แบบ สมควรแล้วที่กลายเป็คนสนิทของฮ่องเต้ ไม่แปลกใจเลยที่เจี๋ยสือจิ่วจะแสดงความเกรงใจอยู่หลายส่วนเวลาพูดกับคนผู้นี้ เจี๋ยเอ้อร์ซานค่อย ๆ ปลดหน้ากากสีฟ้าครามลงจากใบหน้า เปิดเผยให้เห็นถึงใบหน้าที่ผ่านการแปลงโฉมเรียบร้อยแล้ว
"ทักษะของท่านลึกล้ำยิ่งนัก ข้าน้อยขอคารวะ!"
"เวลาออกไปข้างนอก เรียกข้าว่านายน้อย" จ้าวอู่เจียงเดินนำออกไปจากประตูด้วยท่วงท่ามีสง่าราศี
พลันได้ยินเสียงรับคำด้วยความเคารพดังขึ้นจากด้านหลัง
"รับทราบขอรับ!"
...
ย่านเจียงตู่
สวนอู่ถง
สวนอู่ถงเป็หนึ่งในสามสวนดอกไม้ที่สวยงามที่สุดของเขตตะวันออก เมื่อเทียบกับอีกสองสวนดอกไม้ที่เหลืออยู่ สถานที่แห่งนี้นับว่ามีความงดงามอ่อนหวานมากกว่าหลายเท่า
ด้วยเหตุนี้เอง เหล่าคนที่มาที่นี่จึงมักเป็บัณฑิตท่องตำรา นักกวีผู้ร่ำรวยทางภาษา แต่ละคนล้วนเป็ผู้มีหน้าตาอ่อนโยน กิริยาวาจาเป็ผู้ดีั้แ่ศีรษะจรดปลายเท้า
จ้าวอู่เจียงกับเจี๋ยเอ้อร์ซานปลอมตัวเป็คุณชายผู้สูงศักดิ์กับบ่าวรับใช้เดินเข้าสู่สวนอู่ถง
สวนอู่ถงได้รับการแบ่งแยกเป็พื้นที่ด้านหน้าและด้านหลัง
พื้นที่ทางด้านหน้าเหมาะสมสำหรับการดื่มน้ำชา จับกลุ่มพูดคุย ส่วนพื้นที่ทางด้านหลังเหมาะสมสำหรับการพูดคุยของกลุ่มชนชั้นสูงเท่านั้น
ระหว่างเดินชมสวน จ้าวอู่เจียงได้รับรอยยิ้มจากสตรีมากมาย ก่อนจะเดินมาถึงห้องรับรองทางด้านหน้า
ภายในห้องรับรองมีโต๊ะเล็ก ๆ ตั้งอยู่เต็มไปหมด ตามโต๊ะเ่าั้ย่อมมีบัณฑิตนั่งดื่มสุรา ดื่มน้ำชา และเขียนบทกวี ส่งมอบให้สตรีผู้งดงามที่นั่งอยู่ด้านข้างได้คอยอ่านเป็ระยะ
จ้าวอู่เจียงใช้สายตาอันเฉียบคมของตนกวาดมองกลุ่มผู้คนอยู่ในห้องรับรอง ทางมุมห้องทิศตะวันออกเฉียงใต้ เขาพบชายชราผู้หนึ่งนั่งดื่มอยู่เพียงลำพัง ชายชราผู้นั้นแต่งกายดูภูมิฐาน แต่กลับมีท่าทีเหม่อลอย
ในจอกสุราของชายชรามีสมุนไพรเก๋ากี้ลอยอยู่จำนวนหนึ่ง
จ้าวอู่เจียงกับเจี๋ยเอ้อร์ซานรีบเดินตรงเข้าไปอย่างรวดเร็ว พวกเขาไปถึงที่โต๊ะเล็กของชายชรา จ้าวอู่เจียงสะบัดชายเสื้อคลุมของตนเองเล็กน้อย ก่อนจะนั่งลงบนเบาะรองนั่ง
"ในที่สุดก็มา!" เสียงของชายชราเย็นเยียบเป็อย่างยิ่ง
"นับเป็สถานที่นัดพบอันประเสริฐนัก" จ้าวอู่เจียงถูนิ้วมือด้วยสีหน้ายิ้มแย้ม ขณะที่เจี๋ยเอ้อร์ซานยืนอยู่ด้านหลังด้วยท่าทางไม่มีพิษมีภัย รอยยิ้มอันอบอุ่นยังคงปรากฏอยู่บนใบหน้าเสมอ
ชายชราในชุดเสื้อคลุมปักลายดอกจ้องมองมาที่ตน "ขันทีจ้าว?"
"บอกข้ามาว่ามีเื่อันใด?" จ้าวอู่เจียงตรงเข้าประเด็นอย่างไม่รอช้า
"เฉินเจิ้งฮัวตายแล้ว นับจากนี้ไป ขันทีจ้าวจะกลายเป็หัวหน้าขันทีคนใหม่" ชายชรายิ้ม และประสานมือตอบกลับมา
"และข้าก็หวังเป็อย่างยิ่งว่าขันทีจ้าวจะช่วยให้งานของพวกเราง่ายขึ้น"