“เ้าว่าอย่างไรนะ! กู้เยี่ยนเฉิงแต่งงานแล้วอย่างนั้นหรือ?”
“แต่งแล้วขอรับ วันที่เกิดเหตุไฟไหม้เป็วันที่เขาพาภรรยาของเขากลับไปเยี่ยมบ้านเดิมหลังแต่งงานพอดี เขาจึงรอดพ้นจากการเสียชีวิตในวันนั้นไปได้”
“หน้าตาของภรรยาเขาเป็อย่างไร ฐานะเล่า ฐานะของนางเป็อย่างไร ยังมีบ้านเดิมอีก บ้านเดิมของนางอยู่ที่ใด” โจวม่านหรูยิงคำถามออกไปรัวๆ นางตกหลุมรักบัณฑิตหน้าตาหล่อเหลาผู้นั้นั้แ่แรกเห็น และคิดอยู่ทุกวันว่าจะต้องแต่งกับเขาให้ได้ แต่ไม่คิดว่าเขาจะมีภรรยาเสียแล้ว แต่นางที่เป็ถึงบุตรสาวของนายอำเภอและยังได้รับการยกย่องให้เป็สตรีอันดับหนึ่งของอำเภอเสียนหู่ นางจะยอมแพ้ให้กับหญิงชาวนาได้อย่างไร ต่อให้เขามีภรรยาแล้ว นางก็จะแย่งเขามาให้ได้ นางไม่มีวันยอมแพ้
“แม่นางผู้นั้นชื่อถังหลี เป็บุตรสาวของครอบครัวชาวนายากจน ตอนนี้นางอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านถังเจี่ยขอรับ”
“ความสัมพันธ์ของพวกเขาเป็อย่างไร” โจวม่านหรูถามต่อ
“พวกเขารักกันดีมากเลยขอรับ กู้เยี่ยนเฉิงยอมเหน็ดเหนื่อยที่จะเดินทางไปกลับระหว่างสำนักศึกษากับบ้านของตัวเอง โดยที่เขาไม่ยอมนอนที่หอพักของสำนักศึกษา เพียงเพราะเขาอยากกลับไปนอนกอดภรรยาทุกคืนขอรับ” หลงเป่าพูดความจริงทุกอย่างตามสิ่งที่ตนเองไปสืบมาได้ เอาไว้วันหลังเขาต้องไปขอบคุณ ‘พี่ชายเสี่ยวอู่’ กับ ‘พี่ชายเสี่ยวอี้’ สักหน่อยแล้ว หากไม่ได้ข้อมูลจากพี่ชายสองคนนั้น เขาจะรู้เื่ของกู้เยี่ยนเฉิงกับถังหลีอย่างละเอียดเช่นนี้ได้อย่างไร
“เขาถึงกับอยากนอนกอดนังบ้านนอกนั่นทุกคืน” โจวม่านหรูขว้างถ้วยน้ำชาลงพื้นจนแตกกระจาย “หลงเป่า! เ้าไปจับตัวนังนั่นมาให้ข้าให้ได้ ข้าอยากจะรู้เหมือนกันว่าหากนังนั่นถูกชายอื่นเชยชม กู้เยี่ยนเฉิงยังจะรักนางเหมือนเดิมอยู่ไหม”
“คดีลักพาตัวมีโทษร้ายแรง ทำไมคุณหนูไม่ให้คุณชายช่วยเื่นี้เล่าขอรับ” หลงเป่าเสนอ พี่เสี่ยวอู่กับพี่เสี่ยวอี้พูดถึงกฎหมายใหม่ของแคว้นให้เขาฟังมากมาย และบทลงโทษก็หนักกว่าเมื่อก่อนมาก ลำพังแค่คดีเก่าที่เขาเคยทำให้สกุลโจว โทษที่เขาจะได้รับคงไม่พ้นถูกส่งตัวไปใช้แรงงานที่ชายแดน แต่กฎหมายฉบับใหม่ คดีลักพาตัวหรือแม้แต่คดีพรากหญิงสาวไปให้ผู้อื่นขืนใจ โทษของผู้กระทำผิดคือต้องถูกปะา และคนที่ร่วมกระทำความผิดก็จะได้บทลงโทษเช่นเดียวกัน ไม่...เขาไม่อยากถูกปะา
“ให้เหวินฉิงช่วยอย่างนั้นหรือ? เ้าหมายความว่าอย่างไร”
“คุณชายมีสหายคนหนึ่งอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านถังเจี่ยเหมือนกันขอรับ และบังเอิญว่าสหายคนนั้นเป็น้องชายต่างมารดาของแม่นางถังหลีพอดี”
“ในเมื่อผู้ชายคนนั้นเป็น้องชายของถังหลี แล้วเขาจะร่วมมือกับข้าเพื่อทำร้ายพี่สาวของตัวเองได้อย่างไร?”
“สหายของคุณชายเหวินฉิงชื่อว่าถังซุนขอรับ ถังซุนเป็ลูกติดของมารดาเลี้ยงของแม่นางถังหลี ดังนั้นถังซุนกับถังหลีจึงไม่ใช่พี่น้องร่วมสายเืเดียวกัน และดูเหมือนพวกเขาจะเกลียดกันมากด้วยขอรับ”
“เกลียดกัน? เกลียดกันมากขนาดไหน”
“เกลียดจนถึงขั้นที่แม่นางถังหลียอมตัดสัมพันธ์พ่อลูกกับบิดา เพียงเพราะไม่อยากนับญาติกับถังซุนขอรับ”
โจวม่านหรูหัวเราะ “เช่นนั้นก็เหมาะ เ้าส่งข้อความไปหาเหวินฉิงแล้วบอกให้เขาไปบอกถังซุนว่าหากถังซุนสามารถทำลายชื่อเสียงและทำให้ถังหลีหย่ากับกู้เยี่ยนเฉิงได้ ข้าจะมอบเงินให้เขาห้าพันตำลึงและยังจะซื้อบ้านในอำเภอให้เขาอีกหนึ่งหลัง”
“ทำไมเสื้อผ้าของเ้าถึงได้สกปรกเช่นนี้เล่า หรือว่าถูกคนมาดักทำร้ายอีกแล้ว” ถังหลีถามสามีอย่างเป็ห่วง ก่อนที่นางจะมองไปที่แขนเสื้อ “ตรงนี้มีรอยเืด้วย เ้าได้รับาเ็ที่ใด”
“เ้าอย่าเพิ่งใ ไม่ใช่เืของข้าหรอก แต่เป็เืของคนอื่น” กู้เยี่ยนเฉิงจับมือภรรยาไว้
“เ้าปล่อยมือก่อน ให้ข้าได้สำรวจด้วยตัวเอง หรือว่าเ้าได้รับาเ็จริงๆ ก็เลยคิดที่จะปิดบังข้า”
“ไม่ใช่อย่างนั้น รอยเืนี้ไม่ใช่ของข้าจริงๆ เป็ของคนที่ข้าช่วยเขาไว้”
“ช่วยคน? เ้าช่วยเหลือใคร”
กู้เยี่ยนเฉิงเล่าเื่ที่เขาพบขอทานคนหนึ่งกำลังถูกกลุ่มอันธพาลทำร้ายอยู่ในตรอก เมื่อไล่อันธพาลไปได้ เขาจึงพาขอทานคนนั้นไปรักษาตัวที่โรงหมอ
“ท่านหมอบอกว่าขอทานคนนั้นน่าจะเป็คนที่เคยเรียนหนังสือมาก่อน พอข้าเห็นรอยด้านที่ฝ่ามือ ข้าก็รู้แล้วว่ารอยด้านนั้นเกิดจากการจับพู่กัน” กู้เยี่ยนเฉิงมีท่าทางลังเล “อาหลี หากข้าอยากให้เขามาเป็คนคอยติดตามข้า เ้าเห็นว่าอย่างไร”
ถังหลีพยักเห็นด้วย “ข้างกายเ้าควรมีผู้ติดตามจริงๆ ยิ่งขอทานคนนั้นรู้หนังสือก็สะดวกมากที่เ้าจะเรียกใช้งาน”
“ความจริงแล้วข้ารู้สึกถูกชะตากับเขา และรู้สึกว่าอยากช่วยเหลือเขา”
“ขอแค่เขาไม่คิดร้ายกับเ้า ที่เหลือข้าก็ไม่ขัดข้อง”
“ขอบใจนะหลีเอ๋อ” กู้เยี่ยนเฉิงกอดภรรยาไว้
“เ้าจะขอบใจข้าทำไม ตอนนี้เราพอมีเงินแล้ว จ้างผู้ติดตามไว้สักคนจะเป็ไรไป วันหน้าเมื่อเ้ามีตำแหน่งหน้าที่การงาน เ้าก็ต้องหาผู้ติดตามอยู่ดี ดังนั้นหาไว้ั้แ่ตอนนี้ก็ไม่ต่างกัน”
สองสามีภรรยาจัดการธุระส่วนตัวเสร็จ พวกเขาก็ออกมาสมทบกับบรรดาพี่ชาย
“ตกลงว่าเ้าเห็นด้วยหรือไม่ที่เยี่ยนเฉิงจะรับขอทานคนนั้นมาเป็ผู้ติดตาม” เฟิ่งเฮ่าถาม เพราะตอนที่เขากับกู้เยี่ยนเฉิงนั่งรถม้ากลับบ้าน กู้เยี่ยนเฉิงก็ปรึกษาเขาเื่นี้มาก่อนแล้ว ตอนนั้นเขาไม่มีความเห็น ได้แต่บอกให้กู้เยี่ยนเฉิงกลับมาปรึกษากับถังหลี
“ข้าย่อมตามใจสามีอยู่แล้วเ้าค่ะ” ถังหลีตอบยิ้ม
“เดี๋ยว! พวกเ้าอย่าเพิ่งหวานกันตอนนี้ ข้ายังมีเื่สำคัญที่จะบอกพวกเ้า” เฟิ่งฮวนรีบพูดขึ้น ทำอย่างไรเขาก็ทนความหวานของน้องสาวกับน้องเขยไม่ได้จริงๆ
“เื่อะไรหรือเ้าคะ”
“วันนี้มีคนมาสอบถามข้ากับเส้าหย่วนเกี่ยวกับข้อมูลของน้องเขย ดูเหมือนเขาจะสนใจเื่ส่วนตัวของน้องเขยเป็พิเศษ”
“ไม่เท่านั้น เขายังถามเกี่ยวกับความสัมพันธ์ของเ้ากับน้องเขยด้วยว่าพวกเ้าแต่งงานกันได้อย่างไร และความสัมพันธ์ของพวกเ้าดีเพียงใด” ฝานเส้าหย่วนอธิบายเพิ่ม
“คนผู้นั้นจะมาถามเื่พวกนี้ไปทำไมกัน” เฟิ่งเฮ่าหันไปมองกู้เยี่ยนเฉิงตาขวาง “ไม่ใช่ว่าเ้าไปให้ความหวังกับแม่นางคนใดไว้หรอกนะ อย่าให้ข้ารู้เชียว ไม่เช่นนั้นข้าจะพาหลีเอ๋อหนีไปอยู่ที่เมืองหลวง และยังจะให้หลีเอ๋อหย่ากับเ้าด้วย”
“ใช่! ข้าเห็นด้วยกับพี่ใหญ่ ถ้าเ้ากล้านอกใจหลีเอ๋อ ข้าก็จะให้หลีเอ๋อหย่ากับเ้าเหมือนกัน” ถังซานสนับสนุนความคิดของเฟิ่งเฮ่า
“เื่นั้นไม่มีทางเกิดขึ้นแน่นอนขอรับ” กู้เยี่ยนเฉิงจับมือภรรยาไว้ “ข้าไม่มีวันนอกใจและจะไม่มีวันหย่ากับเ้าแน่นอน”
ถังหลียิ้มให้สามี “ข้าเชื่อเ้า แต่ตอนนี้เรามาช่วยกันคิดก่อนดีกว่าว่าคนคนนั้นมาถามข้อมูลของพวกเราทำไม”
“ข้ากับเส้าหย่วนสะกดรอยตามผู้ชายคนนั้นไปแล้ว แต่น่าเสียดายที่พอเข้าไปถึงตัวอำเภอ เราสองคนก็คลาดกับเขาไปเสียแล้ว” เฟิ่งฮวนพูดอย่างเสียดาย
“คุณชายเหวินฉิง เ้าเรียกข้ามาพบด้วยเื่ใด” ถังซุนเดินยิ้มเข้าไปในห้องรับรอง ตอนที่ยังเรียนอยู่สำนักศึกษา เขาหลอกเอาเงินจากบิดามารดามาเที่ยวที่โรงสุราแห่งนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่หลังจากที่เขาถูกไล่ออก เขาก็ไม่มีข้ออ้างให้ขอเงินออกมาเที่ยวเตร่ได้อีก เขาคิดถึงสุราหอมหวานและแม่นางน้อยไร้กระดูกที่ต้องเข้ามาคลอเคลียอยู่ทุกวัน หลังจากที่นอนเซ็งอยู่บ้านจนตัวเกือบจะมีรากงอกออกมาอยู่แล้ว คนของคุณชายโจวเหวินฉิง อดีตสหายร่วมชั้นก็ไปบอกให้เขามาพบกับโจวเหวินฉิงที่โรงสุราแห่งนี้
“ทำไมเรียกเสียห่างเหินเช่นนั้นเล่า แม้เ้าจะถูกไล่ออก แต่มิตรภาพของเราก็ยังเหมือนเดิม” โจวเหวินฉิงรินสุราใส่จอก “มามา มาดื่มกัน วันนี้ไม่เมาไม่เลิกรา และข้ายังสั่งเหล้าไผ่เขียวมาเพื่อเ้าโดยเฉพาะอีกด้วย”
ถังซุนรีบนั่งแล้วซดเหล้าเข้าไปจนหมดจอกในคราวเดียว แม้จะเคยมาเที่ยวที่โรงสุราแห่งนี้หลายครั้ง แต่มีไม่กี่ครั้งที่เขามีโอกาสได้ดื่มเหล้าไผ่เขียว วันนี้คุณชายโจวเหวินฉิงถึงกับซื้อเหล้าไผ่เขียวให้เขาดื่ม เหล้าดีๆ เช่นนี้เขาจะปฏิเสธได้อย่างไร
“เ้าค่อยๆ ดื่มก็ได้ หากไม่พอข้าจะสั่งมาให้อีก” โจวเหวินฉิงบอก เมื่อก่อนเขาไม่ได้สนิทสนมกับถังซุนสักเท่าไหร่ คนระดับเขาทำไมต้องลดตัวลงมาคบหากับลูกชาวนาด้วย แต่วันนี้พี่หญิงขอให้เขามาหาถังซุนเพื่อให้ถังซุนทำงานบางอย่างให้ เขาขัดพี่หญิงไม่ได้ จึงได้แต่ต้องมานั่งดื่มกับไอ้อ้วนจะกละคนนี้
ถังซุนมองไม่เห็นสายตาดูถูกของอีกฝ่ายแม้แต่น้อย เมื่อดื่มสุราเข้าไปหลายจอก เขาจึงเอ่ยถาม “เหวินฉิง เ้าเรียกข้ามาพบด้วยเื่ใด”
โจวเหวินฉิงข่มความรังเกียจเอาไว้ ยิ่งได้ยินอีกฝ่ายเรียกชื่อเขาอย่างสนิทสนม เขาก็ยิ่งต้องควบคุมตัวเองให้มากขึ้นไปอีก งานของพี่หญิงจะเสียไม่ได้ “เ้ารู้จักกับบัณฑิตที่ชื่อกู้เยี่ยนเฉิงใช่หรือไม่”
“รู้จักสิ รู้จักดีเสียด้วย” ถังซุนซดเหล้าเข้าปากอีกรอบ เขาจะไม่รู้จักคนชื่อนี้ได้อย่างไร ก็ไม่ใช่เพราะคำพูดของไอ้พี่เขยนั่นหรือที่ทำให้คนทั้งหมู่บ้านรู้ว่าเขาถูกไล่ออกจากสำนักศึกษาแล้ว
“หืม...เ้ารู้จักเขาดีอย่างนั้นหรือ” โจวเหวินฉิงแสร้งทำหน้าประหลาดใจ “เ้ามีความสัมพันธ์ใดกับเขากัน”
“ไอ้หมอนั่นมันเป็พี่เขยของข้า ไม่สิ...ตอนนี้ท่านพ่อของข้าตัดสัมพันธ์กับนังพี่สาวอัปลักษณ์นั่นไปแล้ว เพราะฉะนั้นตอนนี้ครอบครัวของข้ากับพวกเขาย่อมไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกัน”
“อ้อ...เช่นนั้นก็เท่ากับว่าเขาเป็แค่คนที่อาศัยอยู่หมู่บ้านเดียวกับเ้าสินะ”
“อืม”
“ข้าได้ยินมาว่าที่หมู่บ้านถังเจี่ยเปิดโรงงาน เป็โรงงานเกี่ยวกับอะไร”
“เป็โรงงานทำผักดองแล้วก็อาหารอะไรสักอย่าง ข้าจำไม่ได้แล้ว แต่ได้ยินมาว่ารายได้จากโรงงานดีมากทีเดียว สินค้าที่ผลิตออกมาจะส่งไปขายที่เมืองหลวงเพียงแห่งเดียว แม้แต่อำเภอเราก็ไม่มีขาย”
“ใครเป็เ้าของโรงงานนั้น”
“ก็พี่สาวกับพี่เขยสารเลวของข้าอย่างไรเล่า” พูดถึงตรงนี้ถังซุนก็ซดเหล้าเข้าไปอีกจอกอย่างโมโห โรงงานควรเป็ของเขา
โจวเหวินฉิงแอบยิ้มเมื่อเห็นอีกฝ่ายเริ่มโกรธ เขาสืบรู้มาบ้างแล้วว่าถังซุนและบิดามารดาล้วนเป็พวกโลภมาก เขารีบพูดเข้าประเด็น “อาซุน เ้าไม่อยากได้โรงงานนั้นกลับมาเป็ของเ้าบ้างหรือ”
“อยากสิ ทำไมจะไม่อยาก หากข้าได้โรงงานนั้นมา ข้าก็ไม่ต้องทนใช้ชีวิตยากจนแบบนี้อีก”
“หากเ้าช่วยงานข้าสักอย่าง ข้าจะมอบโรงงานแห่งนั้นให้เ้าเป็อย่างไร”
ถังซุนแทบจะหายเมาด้วยความดีใจ “เ้าจะให้ข้าช่วยอะไร”