เมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 51 ขโมยจูบ

              เป็นไปได้อย่างไร!

              เพียงชั่วพริบตาเมิ่งฝานพลันเผยสีหน้าตื่นตระหนกเขาพยายามใช้พลังปราณสยบอานุภาพอันรุนแรงของโอสถแต่กลับทำให้มันทรงอานุภาพยิ่งกว่าเดิมกระทั่งสุดท้ายเขาก็รู้สึกร้อนรุ่มไปทั้งร่าง ผิวหนังแดงเถือกกัดฟันเสียงดังกรอดและของสิ่งนั้นก็เริ่มแข็งตัว

              ข้างกายเขาคือมู่อวี่อินที่กำลังหลับตาบำเพ็ญตนเมื่อนางสัมผัสได้ถึงอาการของเมิ่งฝานจึงปรายตามองพลันสีหน้าแปรเปลี่ยนไปในทันใด แล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย“เจ้ากินโอสถพลังเทพไปเท่าใด?”

              “ห้าเม็ด!”

              เมิ่งฝานเอ่ยออกไปอย่างยากลำบาก สีหน้าของมู่อวี่อินเปลี่ยนไปทันใดก่อนนางจะเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงที่แสดงถึงความตกใจ“เหตุใดเจ้าถึงได้กินเข้าไปมากมายขนาดนั้น แม้แต่ข้าที่กินเข้าไปอย่างมากที่สุดเพียงครั้งละสองเม็ดก็ยังแทบจะไม่อาจรับมือกับผลของมันได้แล้วเพราะมันจะมีผลข้างเคียงที่ร้ายแรง!”

              ให้ตายสิเหตุใดจึงไม่บอกให้เร็วกว่านี้เล่า!

              เมิ่งฝานสบถออกมาเสียงดังเขานึกไม่ถึงเลยว่าตนเองจะทำผิดร้ายแรงเช่นนี้หากต้องตายเพราะฤทธิ์ของโอสถก็เกรงว่าคงต้องกลายเป็นเรื่องที่น่าขันที่สุดเลยก็ว่าได้

              เขาตวาดออกมาเสียงต่ำแล้วพยายามสยบความร้อนรุ่มในร่างกายอย่างสุดชีวิตแต่ร่างกายกลับไม่ยอมเชื่อฟัง เมื่อฤทธิ์ยาแสดงอาการเขาก็รู้สึกคล้ายดั่งร่างกายกำลังจะระเบิดก็ไม่ปาน

              “รนหาที่ตายเสียจริง!”

              มู่อวี่อินเดินขึ้นหน้าแล้วจับแขนของเมิ่งฝานเอาไว้เพื่อดูว่ายามนี้ร่างกายของเมิ่งฝานเป็นอย่างไรบ้างแล้วทว่าในวินาทีต่อมาอีกฝ่ายกลับตวัดแขนแล้วออกแรงดึงนางเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดแทน

              “เจ้า!”

              สีหน้าของมู่อวี่อินเปลี่ยนไปในทันใดนางคิดจะขัดขืนแต่กลับพบว่าในยามนี้นัยน์ตาของเมิ่งฝานกำลังแดงก่ำด้วยฤทธิ์ของโอสถพลังเทพจึงทำให้เขาขาดสติและต้องการเพียงระบายความต้องการออกมาเท่านั้น มู่อวี่อินออกแรงพยายามลุกขึ้นยืนทว่าในขณะนี้แขนทั้งสองข้างของเมิ่งฝานกลับคล้ายดั่งหินที่หนักนับหมื่นชั่งเขาโอบกอดเอวบางของนางเอาไว้แล้วพลิกกายขึ้นมาอยู่บนร่างของนาง

              หนักเสียจริง!

              มู่อวี่อินพยายามออกแรงผลัก แต่กลับพบว่าในยามนี้ราวกับว่ามีหินก้อนใหญ่ทับอยู่บนร่างจนนางไม่อาจผลักอีกฝ่ายออกไปได้

              “เจ้าถอยไปเดี๋ยวนี้ข้ามีวิธีอื่นที่จะช่วยเหลือเจ้า เจ้ารีบถอยออกไป!”

              แต่สิ่งที่ตอบกลับมาก็มีเพียงนัยน์ตาที่คล้ายดั่งสัตว์ร้ายของเมิ่งฝานเท่านั้นเมื่อสตรีงามรูปร่างอรชรอยู่ในอ้อมกอด เมิ่งฝานรู้สึกอยากจูบลงไปบนริมฝีปากสีแดงระเรื่อที่น่าหลงไหลของมู่อวี่อินอย่างยิ่ง

              ให้ตายเถอะนึกไม่ถึงว่าข้าจะถูกเขาขโมยจูบ!

              เพียงชั่วพริบตาต่อมาแม้แต่ผู้ที่แข็งแกร่งอย่างมู่อวี่อินก็ยังทำตัวไม่ถูกน่าเสียดายที่ในเวลานี้นางมีพลังเทียบเท่ากับจอมยุทธ์ขั้นฝึกกายาระดับเซียนเท่านั้นหากพลังของนางอยู่ในขั้นหลอมปราณดังเดิมก็คงจะปล่อยพลังออกมาเพื่อทำให้เมิ่งฝานกระเด็นออกไปแล้ว

              ในเวลานี้นางทำได้เพียงต่อกรกับเมิ่งฝานด้วยพละกำลังเท่านั้นแต่ถึงอย่างไรนางก็หาใช่คู่ต่อสู้ของเมิ่งฝานที่ทรงพลังเป็นอย่างยิ่งไม่

              ทั้งสองอยู่ในท่วงท่านี้นานนับเจ็ดแปดอึดใจต่อมาฝ่ามือของเมิ่งฝานก็เริ่มเลื่อนสูงขึ้นไปอย่างช้าๆ แล้วกอบกุมยอดปทุมมาทั้งสอง

              ชั่วพริบตาต่อมามู่อวี่อินพลันแข็งทื่อไปทั้งร่างในที่สุดนางก็ได้สติก่อนจะกัดฟันแน่นแล้วกัดเข้าที่ริมฝีปากของเมิ่งฝาน

              ความเจ็บปวดมากมายทำให้เมิ่งฝานได้สติขึ้นมาชั่วครู่เขามองไปยังนัยน์ตาที่อัดแน่นไปด้วยความเยือกเย็นของมู่อวี่อินแล้วลอบสบถออกมาเหตุใดโอสถนี้จึงคล้ายดั่งวสันตโอสถซึ่งมีฤทธิ์ในการกระตุ้นความอยาก?

              จากนั้นมู่อวี่อินก็เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น“ปล่อย แล้วข้าจะมอบโอสถสงบจิตให้แก่เจ้า!”

              เมิ่งฝานรีบคลายอ้อมกอดแล้วพยายามถอยหนีส่วนมู่อวี่อินก็รีบนำโอสถสีเหลืองออกมาจากแหวนคลังวัตถุแล้วใส่เข้าไปในปากของเมิ่งฝานต่อมาเมื่อโอสถสงบจิตเข้าสู่ร่างกายก็ทำให้เมิ่งฝานสั่นสะท้านไปทั้งร่าง จากนั้นฤทธิ์ของโอสถพลังเทพก็ถูกสยบลงไป

              เมิ่งฝานนั่งขัดสมาธิแล้วพยายามสยบฤทธิ์ยาต่อไปแต่ถึงกระนั้นร่างกายของเขาก็ยังคงร้อนรุ่มดังเดิมต่อมามู่อวี่อินก็รีบเดินจากไปพร้อมทั้งเอ่ยขึ้นมาด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น “ใช้โอสถสยบจิตผสานเข้ากับฤทธิ์ยาในร่างกายเจ้า แล้วเจ้าระบายมันออกมาด้วย!”

              ในระหว่างที่เอ่ยวาจานางก็ได้ออกไปจากถ้ำแห่งนี้แล้ว

              ปลดปล่อย? เมิ่งฝานชะงักงันไปชั่วครู่เขาทั้งร้อนรุ่ม เจ็บปวด และยากจะอดทน สุดท้ายฝ่ามือของเขาก็ค่อยๆ ลูบลงต่ำไปยังเบื้องล่าง...

              ไม่มีผู้ใดรู้ว่าเวลาผ่านพ้นไปนานเท่าใดแล้วในที่สุดเมิ่งฝานก็ตื่นจากการหลับใหล

              เมื่อลุกขึ้นยืนเมิ่งฝานก็สั่นสะท้านไปทั้งร่างเพราะในยามนี้เขาสามารถสัมผัสได้ว่าลมปราณภายในร่างกายกำลังเดือนพล่านทั้งยังมากมายอย่างบ้าคลั่งพลังในตัวเพิ่มขึ้นมากกว่าเดิมถึงสามเท่าเป็นอย่างต่ำเกรงว่าต่อให้ต้องเผชิญหน้ากับจอมยุทธ์ในขั้นหลอมปราณก็ยังไม่เป็นรอง!

              นี่ช่างเป็นโอสถพลังเทพที่แข็งแกร่งเสียจริง!

              เด็กหนุ่มกำหมัดแน่นพร้อมทั้งหัวเราะออกมาอย่างชอบใจของสิ่งนี้เป็นประโยชน์ต่อเขาอย่างยิ่ง เกรงว่าอีกไม่นานเขาก็คงจะมีสิทธิ์ก้าวขึ้นเป็นจอมยุทธ์ขั้นหลอมปราณที่แข็งแกร่งและเมื่อนึกถึงขั้นหลอมปราณเขาก็รู้สึกตื่นเต้นไปทั้งหัวใจ

              มีเพียงการก้าวขึ้นไปยังขั้นพลังดังกล่าวจึงจะถือว่าได้เปิดประตูบานใหญ่แห่งขั้นหลอมปราณและมีสิทธิ์ต่อกรกับเหยียนเย่าอย่างแท้จริง!

              ในขณะที่เมิ่งฝานกำลังฮึกเหิมอยู่นั้นพลันมีเสียงกระแอมดังมาจากปากทางเข้าถ้ำและเจ้าของเสียงนั้นก็คือมู่อวี่อินผู้มีสีหน้าอันเยือกเย็นนั่นเอง

              เมื่อเห็นสีหน้าของมู่อวี่อินสีหน้าของเมิ่งฝานเปลี่ยนไปทันใดจากนั้นเขาจึงเอ่ยขึ้นอย่างจนปัญญา “ข้าขอโทษ...”

              เมื่อมาถึงขั้นนี้เมิ่งฝานก็ไม่รู้ว่าตนเองควรจะใช้เหตุผลใดในการปิดบังเขานึกไม่ถึงเลยว่าสตรีที่งดงามอย่างนางจะถูกตนเองมองเรือนร่างทั้งหมด ทั้งยังถูกตนขืนใจจูบไปด้วยที่ยิ่งไปกว่านั้นคือเขายังทำเรื่องอย่างว่าอยู่ภายในถ้ำอีกต่างหากเรื่องราวเหล่านั้นทำให้เมิ่งฝานรู้สึกละอายใจอย่างยิ่ง

              “หากไม่ใช่เพราะเจ้าช่วยข้าต่อกรกับอสรพิษทมิฬตัวนั้นละก็ข้าก็อยากจะสังหารเจ้าไปเสียตั้งแต่ตอนนี้!”

              มู่อวี่อินเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงที่เย็นชาสีหน้าของนางนั้นเต็มไปด้วยความเยือกเย็นและแฝงไปด้วยความไม่เป็นธรรมชาติ

              ขอร้องล่ะนั่นมันเป็นจูบแรกของข้าเสียด้วยซ้ำ!

              เมิ่งฝานสบถด่าในใจหลังจากนั้นก็รีบบอกไป “ข้าจะออกไปล่าสัตว์อสูร!”

              เมื่อเขาพูดจบก็ออกจากถ้ำไปทันทีเพราะถึงอย่างไรแล้วเมิ่งฝานก็รู้สึกว่าควรจะหลีกเลี่ยงสตรีที่แข็งแกร่งเช่นนี้เอาไว้ก่อนจะเป็นการดี   

              เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นได้ทำให้ทั้งสองตกอยู่ในบรรยากาศที่เก้อเขินแต่โชคดีที่เมิ่งฝานมักจะออกไปล่าสัตว์อสูรอยู่บ่อยครั้ง และจะกลับมาเพื่อนำจิตอสูรมอบให้มู่อวี่อินสำหรับใช้ในการบำเพ็ญตนเท่านั้นซึ่งในขณะที่นำจิตอสูรไปมอบให้อีกฝ่ายเมิ่งฝานก็เพียงแค่ยิ้มแห้งส่งไปเท่านั้น

              ส่วนมู่อวี่อินนั้น แม้ว่านัยน์ตาของนางจะเยือกเย็นแต่ก็หาได้เย็นชาดั่งเมื่อก่อนไม่สงครามประสาทนั้นใช้เวลาเพียงไม่นานนักเพราะเมื่อวันที่สามมาถึงมู่อวี่อินก็เป็นฝ่ายเอ่ยขึ้นก่อนด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็น“ไปกันเถอะ พวกเราจะไปตามหาอสรพิษทมิฬตัวนั้นแล้วสังหารมันเสีย!”

              ยามนี้เมิ่งฝานสามารถสัมผัสได้ถึงพลังปราณที่มากมายและแข็งแกร่งแผ่ซ่านออกมาจากร่างของมู่อวี่อินนัยน์ตาแวววาวดุจดวงดารา ท่าทีสง่างามดุจเทพเซียนทว่าเมิ่งฝานกลับย่นคิ้วขึ้นเล็กน้อยคล้ายว่าหาได้รู้สึกดีกับอีกฝ่ายไม่

              แต่เขาก็ไม่ได้พูดสิ่งใดออกไปให้มากกว่านี้แต่กลับเดินตามมู่อวี่อินออกไปจากถ้ำอย่างเงียบงันทั้งสองหลบซ่อนนานถึงสามวันในสภาพสะบักสะบอมและไม่กล้าให้ผู้ใดรู้เบาะแส แต่ในยามนี้ได้กลับมาก้าวเดินอย่างเปิดเผยอีกครั้ง

              กลิ่นอายแห่งพลังแผ่ซ่าน จากนั้นผืนป่าก็ปกคลุมไปด้วยกลิ่นอายแห่งความเยือกเย็นของมู่อวี่อิน     

              “เจ้าอยู่ในระดับไหนแล้ว?”

              เมิ่งฝานที่อยู่ด้านหลังมีสีหน้าที่เปลี่ยนไปแล้วเอ่ยถามด้วยความสงสัย

              “หลอมปราณระดับเจ็ด” มู่อวี่อินเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงที่ราบเรียบ

              ทว่านั่นกลับทำให้เมิ่งฝานรู้สึกสั่นสะท้านไปทั้งหัวใจก่อนจะถามเสียงเบา“เจ้าอายุเท่าใดแล้ว?”

              “ก็เท่ากับเจ้าเพิ่งจะพ้นพิธีบรรลุนิติภาวะเมื่อสองเดือนก่อน!”

              เมื่อมู่อวี่อินพูดจบเมิ่งฝานชะงักงันไปในทันใดเพิ่งจะผ่านพ้นพิธีบรรลุนิติภาวะได้ไม่นานก็อยู่ในขั้นหลอมปราณแล้ว นับว่าเป็นความก้าวหน้าที่รวดเร็วเสมือนฝืนต่อลิขิตสวรรค์เกรงว่านางคงจะเป็นจอมยุทธ์อัจฉริยะผู้เลิศล้ำแห่งอาณาจักรต้าก้านเป็นแน่

              มุมปากของเมิ่งฝานกระตุกเล็กน้อยแล้วเงียบไปในยามนี้เขารู้แล้วว่าเบื้องหลังของมู่อวี่อินจะต้องเป็นพรรควรยุทธ์ที่ยิ่งใหญ่และมีทรัพยากรในการบำเพ็ญตนมากมายเป็นแน่ไม่นานคนทั้งสองที่เดินตามหลังกันมาก็ปรากฏตัวขึ้นที่ยอดเขา มู่อวี่อินมองออกไปยังเบื้องหน้าแล้วใช้กระบี่ชี้ออกไปพลันมีแสงแห่งพลังที่เยือกเย็นพุ่งทะยานขึ้นมาในทันใด

              ฉึบ!

              เพียงชั่วพริบตาก็มีเสียงระเบิดดังลั่นขึ้นภายในถ้ำก่อนจะมีอสรพิษทมิฬตัวใหญ่เลื้อยขึ้นมา เจ้าของร่างกายที่ยาวหลายสิบเมตรเคลื่อนตัวขึ้นมาด้านบนพร้อมกับแลบลิ้นสองแฉกนั้นออกมาก่อนจะร้องคำรามใส่มู่อวี่อิน สัตว์อสูรระดับห้าเทียบได้กับมนุษย์ผู้บำเพ็ญตนในขั้นหลอมปราณเป็นสัตว์อสูรระดับต่ำขั้นเซียนที่อีกเพียงก้าวเดียวก็จะก้าวขึ้นเป็นราชาแห่งสัตว์อสูร!

              แต่ถึงกระนั้นมู่อวี่อินก็ยังเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงอันเยือกเย็นและสีหน้าที่หาได้เปลี่ยนแปลงแต่อย่างใด“ข้ามีวิธีของพรรคที่สามารถทำให้ฟื้นฟูพลังกลับคืน ซึ่งในยามนี้ก็อยู่ในระดับพลังที่เต็มเปี่ยมแต่เจ้ากลับหาใช่อย่างที่ข้าเป็นไม่ เจ้ายังต้องดูแลไข่ของเจ้า หึ วันนี้จะต้องเป็นวันตายของเจ้า!”

              พูดจบมู่อวี่อินก็เริ่มขยับตัวเพียงชั่วพริบตานางพลันพุ่งทะยานไปยังอสรพิษทมิฬคล้ายดังเทพธิดาจากต่างแดน

              อสรพิษทมิฬร้องคำรามออกมาเสียงดังแล้วเริ่มขยับตัวทว่าก็เป็นดั่งที่มู่อวี่อินได้เอ่ยเอาไว้ ในยามนี้มันหาได้ฟื้นตัวอย่างเต็มกำลังไม่จึงทำให้การขยับของมันค่อนข้างเชื่องช้าและไม่ลื่นไหลเพียงชั่วพริบตาต่อมามู่อวี่อินที่ลอยอยู่กลางอากาศก็ปะทะกับร่างกายอันใหญ่ยักษ์ของอสรพิษทมิฬแสงกระบี่เปล่งประกายวาบไหวอยู่บนลำตัวของอสรพิษร้าย

              การที่อยู่ในขั้นหลอมปราณระดับเจ็ดย่อมหมายความว่าสามารถใช้กายาแสดงปราณได้และในยามนี้เมิ่งฝานก็สามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนว่าบนกระบี่ของนางมีพลังปราณที่แฝงไปด้วยพลังทำลายล้างอันแข็งแกร่งและเห็นว่ากายาแสดงปราณของอีกฝ่ายหาได้ธรรมดาไม่

              เพียงไม่กี่อึดใจร่างกายของอสรพิษทมิฬก็เต็มไปด้วยเลือดและมีบาดแผลมากมายนับพัน

              ฟ่อ!

              อสรพิษทมิฬส่งเสียงออกมาด้วยความเดือดดาลจากนั้นจึงอ้าปากออกกว้างแล้วพ่นหมอกสีดำมหาศาลปกคลุมไปทั่วบริเวณให้เคลื่อนตรงมายังร่างของมู่อวี่อินส่วนผู้ที่ยืนอยู่กลางอากาศก็ตั้งกระบี่ขึ้นตรงแล้วปล่อยพลังแห่งเปลวเพลิงเช่นเดียวกับวันก่อนออกมา

              “เพลิงสลายสวรรค์!”

              เพียงชั่วพริบตาพลังปราณก็ลุกไหม้เปลวเพลิงเคลื่อนไหวออกไปจากฝ่ามือของนางราวกับสายสมุทรทว่าความร้อนแรงที่แผดเผานั้นกลับคล้ายว่าจะสามารถสังหารมนุษย์ให้ตายได้ในชั่วพริบตา!

              เมื่อเปลวเพลิงเคลื่อนขยับหมอกสีดำเหล่านั้นก็ถูกแผดเผาจนหมดสิ้นพลันความร้อนระอุก็พุ่งตรงไปยังร่างของอสรพิษทมิฬในทันใด

              ตู้ม!

              เพียงชั่วพริบตาร่างของอสรพิษทมิฬขนาดยักษ์ก็ร่วงหล่นลงไปบนพื้ไร้ซึ่งชีวิตอีกต่อไป

              นี่คือ...ความแข็งแกร่งของวิชายุทธ์ระดับอักษรฮวงเช่นนั้นหรือ!

              รูม่านตาของเมิ่งฝานหดเล็กลงไปพร้อมกับกลืนน้ำลายอึกใหญ่ดูท่าคำเล่าลือที่เอ่ยอ้างว่าจอมยุทธ์แห่งพลังปราณผู้แข็งแกร่งสามารถดีดนิ้วพลิกสวรรค์และใช้เพียงฝ่ามือเดียวทำลายผืนนภานั้นหาใช่ความเท็จไม่สุดท้ายแล้วเมิ่งฝานก็ได้รู้ว่าโลกทัศน์ของตนเองนั้นยังคงแคบเกินไปหลังจากที่ส่ายหน้าเมิ่งฝานจึงเห็นว่ายามนี้มู่อวี่อินยืนอยู่บนร่างของอสรพิษทมิฬแล้ว

              นัยน์ตาของนางนั้นเยือกเย็นไร้ซึ่งความรู้สึกใดเมื่อนางตวัดปลายกระบี่ก็สามารถนำเอาจิตอสูรของอสรพิษทมิฬตัวนั้นออกมาได้แล้วโดยของล้ำค่าอย่างจิตอสูรระดับห้าและการตายของอสรพิษทมิฬตัวนั้นก็ทำให้นางพยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ

              หากไม่ใช่เพราะมันนางก็คงไม่บาดเจ็บสาหัสและไม่มีทางโดนบุรุษแปลกหน้าผู้นั้นล่วงเกิน เมื่อคิดได้ดังนั้นสีหน้าของนางก็เยือกเย็นลงไปในทันใดก่อนจะหันไปมองเมิ่งฝาน

              ผู้ที่ถูกมองไหวไหล่อย่างไม่สนใจก่อนจะเอ่ยพลางยิ้มขึ้น“เจ้าจัดการมันเสร็จแล้วคิดที่จะหันมาจัดการข้าหรืออย่างไร?”

              เมิ่งฝานสบตากับอีกฝ่ายอย่างหาได้เป็นกังวลไม่จากที่ได้รู้จักกันมาในช่วงเวลาเหล่านั้นทำให้เขารู้ว่านางเองก็มีนิสัยที่ใช้ได้ ธาตุแท้แล้วอ่อนโยนรักสงบฉะนั้นแล้วจึงไม่มีทางลงไม้ลงมือกับตนเองเป็นแน่

              เมื่อได้ยินเช่นนั้นมู่อวี่อินก็ลังเลอยู่ชั่วครู่ก่อนจะถอดแหวนคลังวัตถุวงนั้นแล้วโยนมันให้แก่เมิ่งฝาน

              “ข้างในนั้นมีโอสถพลังเทพอยู่ห้าเม็ดแหวนวงนั้นข้ายกมันให้เจ้า แต่สิ่งที่ได้จากอสรพิษตัวนี้ต้องเป็นของข้า แล้วนับจากยามนี้เป็นต้นไปก็ถือว่าพวกเราไม่ได้ติดค้างสิ่งใดต่อกัน!”

              เสียงนั้นสิ้นลงพร้อมกับที่เมิ่งฝานยื่นมือออกไปคว้าแหวนวงดังกล่าวรอยยิ้มบนใบหน้าเลือนหายไป นัยน์ตาของเขาวาวโรจน์ก่อนจะหันหลังจากไปอย่างไม่ลังเล

    คล้ายกับเรื่องเมิ่งฝาน จักรพรรดิไร้เทียมทาน ที่คุณอ่าน