คนเดินทางสองคนทว่ากลับมีคนติดตามปรนนิบัติถึงแปดคนชาวบ้านสกุลหวังพยายามใช้สมองที่มีคลังคำศัพท์อันน้อยนิดจนเรียกได้ว่าน่าสงสารคิดไตร่ตรองอยู่นานหลายตลบในที่สุดก็คิดออกมาได้หนึ่งประโยคว่า เรียกลมได้ลมเรียกฝนได้ฝนชีวิตอยู่ดีกินดีจนสามารถเรียกบ่าวเรียกทาสได้ตลอดเวลา
นี่สินะ ชีวิตของเศรษฐีผู้มั่งคั่งร่ำรวยช่างน่าอิจฉาเหลือเกิน
คนที่อิจฉาชีวิตเช่นนี้ยังมีหลี่ชิงชิงรวมอยู่ด้วย
ชาติที่แล้วหลังจากที่นางเปลี่ยนอาชีพนางก็ได้ขึ้นเป็นประธานกรรมการบริษัท รอบกายของนางรายล้อมไปด้วยคนกลุ่มหนึ่งแค่เลขานุการและผู้ช่วยก็มีถึงสี่คนแล้ว นางมีหน้าที่เพียงตัดสินใจเท่านั้นส่วนเรื่องอื่นๆ ที่เหลือ รวมไปถึงเรื่องการใช้ชีวิตก็มีทั้งเลขาและผู้ช่วยคอยจัดการดูแลให้
ยามนี้นางใช้ชีวิตอยู่ในบ้านสกุลหวังแม้ว่าคนในครอบครัวจะดูแลนางดีเป็นอย่างยิ่งทว่ากระทั่งเรื่องเล็กน้อยอย่างการทำซาลาเปาหรือการทำอาหาร ก็ยังต้องเป็นนางที่ลงมือทำด้วยตัวเองอยู่ดี
คนเดินขึ้นสู่ที่สูง น้ำไหลลงสู่ที่ต่ำ [1]ในแคว้นต้าถัง หากปรารถนาจะมีชีวิตที่สามารถเรียกข้ารับใช้มาปรนนิบัติได้ตลอดเวลาไม่เพียงแต่ต้องพยายามเท่านั้น ยังต้องมีวาสนาได้พานพบกับคนมีอำนาจมีโชคชะตาได้พันผูกกับคนหนุนหลังอีกด้วย
วันนี้เฟิ่งซื่อเดินทางมาเพื่อพบหลี่ชิงชิงด้วยตนเองทั้งนางยังมาพร้อมกับของขวัญอีกมากมายนี่แสดงให้เห็นถึงความจริงใจอันมากล้นจากนางและหม่าชิง
อำนาจของตระกูลหม่านั้นยิ่งใหญ่กว่าจ้าวซิ่วไฉผู้นั้นมาก
หลี่ชิงชิงลอบตัดสินใจในใจ อีกสองสามปีต่อจากนี้นางจะขอพึ่งพิงตระกูลหม่า จะไม่ไปรบกวนจ้าวซิ่วไฉที่กำลังเตรียมตัวเข้าร่วมการสอบขุนนาง
นับตั้งแต่เฟิ่งซื่อย่างก้าวเข้ามาในบ้านสกุลหวังนางก็ลอบสังเกตหลี่ชิงชิงโดยไม่เปลี่ยนสีหน้า แม่นางน้อยผู้นี้มีอายุเพียงสิบหกปีรูปโฉมสะคราญ แต่งกายดีเหมาะสมกับรูปร่าง ท่าทีสง่างามไม่หยิ่งยโสทว่าก็มิได้ทำตนให้ต่ำต้อย กล่าวโดยสรุปแล้วนางมิได้ด้อยไปกว่าแม่นางน้อยจากครอบครัวคหบดีในเมืองเซียงเลย
ทว่าเนื่องจากนี่เป็นครั้งแรกที่นางได้พบกับหลี่ชิงชิงทั้งสองจึงยังรู้สึกไม่ค่อยคุ้นเคยกันสถานการณ์ยามนั้นคนนำบทสนทนาจึงมีเพียงหม่าเซี่ยงหนานที่เอ่ยเป็นหลัก
ยามที่หม่าเซี่ยงหนานพบว่าวันนี้ครอบครัวสกุลหวังตั้งใจหยุดงานโดยเฉพาะบุรุษในครอบครัวเองก็เก็บตัวเปิดทางให้ ชายหนุ่มจึงเกิดความพอใจกับการจัดการของหลี่ชิงชิงนักเมื่อผนวกกับการที่สองสามีภรรยาหม่าชิงและเฟิ่งซื่อให้ความสำคัญกับหลี่ชิงชิงวาจาของเขาก็ยิ่งแฝงไปด้วยความเคารพขึ้นอีกสองส่วน
นี่เป็นครั้งแรกที่หลี่ชิงชิงได้คบค้ากับสตรีสูงศักดิ์จากเมืองเซียงเมื่อนางเห็นว่าเฟิ่งซื่อมิได้มีท่าทีดูถูกนางในใจก็ยิ่งซาบซึ้งและกล้าที่จะเอ่ยขึ้นว่า “ขอขอบคุณฮูหยินสำหรับของขวัญที่มอบให้ข้าหลังจากที่บ้านของเรามีวัวแล้ว ยามออกจากบ้านเดินทางเข้าเมืองไปขายซาลาเปาก็ช่วยประหยัดเวลาฤดูใบไม้ผลิปีหน้าที่ต้องเก็บเกี่ยวก็ประหยัดกำลังเจ้าค่ะ”
“ยามนั้นสามีถามข้าด้วยไม่รู้ว่าจะมอบสิ่งใดเป็นของขวัญขอบคุณเจ้าดีข้าถึงเสนอให้มอบวัว การเลี้ยงวัวนั้นมีประโยชน์ วัวมีกำลังมหาศาลสามารถทำเรื่องต่างๆ ได้มากมาย” รอยยิ้มของเฟิ่งซื่ออ่อนโยนเป็นอย่างยิ่ง“ดูท่าที่ข้ามอบวัวให้จะถูกต้องแล้ว”
หลิวซื่อซึ่งปกติช่างพูดช่างเจรจายามที่อยู่ต่อหน้าเฟิ่งซื่อผู้มีบรรยากาศสูงส่งเปี่ยมวาสนาก็ให้รู้สึกขลาดเขินวางตัวไม่ถูกนักนางได้แต่นั่งอยู่ด้านข้างไม่กล้าเอ่ยอันใด แม้แต่จะหายใจแรงๆ ก็ยังไม่ทำเลยด้วยซ้ำ
หวังเยวี่ยและหวังจวี๋ยิ่งไม่เคยเผชิญโลกกว้างมาก่อนทั้งสองนั่งตัวสั่นราวกับลูกหมาตกน้ำ
เฟิ่งซื่อเป็นสตรีที่มีจิตใจงดงามนางมิได้ต้องการทำให้เจ้าของบ้านอึดอัด เดิมทีนางตั้งใจจะทานอาหารที่บ้านสกุลหวังทว่าเมื่อเห็นเช่นนี้ นางก็มีความคิดที่จะถอยกลับ
ทว่าหลี่ชิงชิงนั้นเก่งกาจในการจัดการนักนางส่งหลิวซื่อและหวังเยวี่ยเข้าไปช่วยงานในครัวและบอกให้หวังจวี๋กับหวังเลี่ยงพาหม่าเฟิ่งเลี่ยที่มีอายุเพียงห้าขวบออกไปเดินเล่นชมหมู่บ้านส่วนนางจะอยู่สนทนากับเฟิ่งซื่อและหม่าเซี่ยงหนานเอง
หลังจากที่หลิวซื่อกับหวังเยวี่ยเดินพ้นห้องโถงมาในใจของพวกนางก็ลอบถอนหายใจยาว เฮอะๆ ปล่อยให้พวกนางทำงานอยู่ในห้องครัวยังดีกว่าอยู่ข้างนอกนัก
หวังจวี๋และหวังเลี่ยงโตกว่าหม่าเฟิ่งเลี่ยเพียงสองสามปีเด็กน้อยทั้งสองรู้จักอักษร โดยเฉพาะหวังจวี๋ที่พอจะรู้จักสมุนไพรอยู่บ้างยามที่พาหม่าเฟิ่งเลี่ยไปเดินชมรอบหมู่บ้าน จึงเล่าเกี่ยวกับพืชต่างๆ ให้เขาฟัง
สาวใช้สองคนจากสกุลหม่าติดตามหม่าเฟิ่งเลี่ยไปด้วยพวกนางมิได้เอ่ยสิ่งใด ทำเพียงรับรองความปลอดภัยให้หม่าเฟิ่งเลี่ยเท่านั้น
หม่าเฟิ่งเลี่ยถูกสั่งสอนมาอย่างดียามที่อยู่ในจวนสกุลหม่า เขาก็เคยเล่นกับลูกหลานของข้ารับใช้และทหารชั้นประทวนเขาหาได้วางมาดเช่นคุณชายน้อยผู้สูงศักดิ์และเข้ากับหวังจวี๋และหวังเลี่ยงได้ไม่เลวเลยทีเดียว
เรื่องราวดำเนินไปเช่นนี้ กระทั่งถึงยามกลางวันอาหารกลางวันทำเสร็จเรียบร้อยแล้ว เดิมทีหลี่ชิงชิงตั้งใจจะให้หลิวซื่อจางซื่อและหวังเยวี่ยมาร่วมโต๊ะรับประทานอาหารร่วมกับเฟิ่งซื่อทว่าเพื่อให้สะดวกใจกับทั้งสองฝ่าย จึงเปลี่ยนให้เฟิ่งซื่อหม่าเฟิ่งเลี่ยและหม่าเซี่ยงหนานร่วมโต๊ะทานอาหารด้วยกันแทน ส่วนข้ารับใช้ของตระกูลหม่าก็แยกไปอีกโต๊ะรวมถึงคนในครอบครัวสกุลหวังก็แยกไปอีกโต๊ะเช่นกัน
ส่วนสามพี่น้องหวังพั่นตี้ที่ถูกส่งไปบ้านญาติตั้งแต่เช้าตรู่ก็กลับมาในเวลานั้นเช่นกันหลังจากที่พวกนางทำความเคารพเฟิ่งซื่อเรียบร้อยแล้ว ก็ไปนั่งร่วมโต๊ะกับครอบครัวสกุลหวัง
หลี่ชิงชิงเห็นว่าเสื้อผ้าของสามพี่น้องหวังพั่นตี้สะอาดสะอ้านเรียบร้อยเหมือนตอนที่ออกจากบ้านนางก็แย้มรอยยิ้มบางเอ่ยกับเฟิ่งซื่อว่า “พี่เขยใหญ่ของข้ากับภรรยาของเขามีบุตรสาวด้วยกันถึงสี่คนอยู่ที่นี่สามคน แต่ยังมีอีกคนที่เป็นคนเล็ก อายุเกือบจะสองเดือนแล้วเจ้าค่ะ”
ส่วนในใจก็ลอบคิดกับตนเองว่าวันเวลาช่างผ่านไปรวดเร็วยิ่งนักทารกน้อยหวังชงเยวี่ยใกล้จะได้ฉลองงานครบเดือนแล้ว นี่หมายความว่าหวังเฮ่าจากบ้านไปเป็นเวลาสองเดือนแล้วเช่นกัน
“คนในครอบครัวของพี่ใหญ่เจ้าช่างเยอะนัก”เฟิ่งซื่อได้พบหน้าสองสามีภรรยาหวังจื้อและจางซื่อแล้ว ทั้งคู่ดูซื่อสัตย์นักเพียงแต่ร่างกายของหวังจื้อพิกลพิการเมื่อวานนางเองก็ได้ยินข้ารับใช้เอ่ยถึงเช่นกันว่า หวังจื้อเป็นบุตรชายคนโตของครอบครัวสกุลหวังทว่าที่ครอบครัวสกุลหวังมีกินมีใช้อย่างทุกวันนี้ล้วนพึ่งพิงอาศัยความสามารถของภรรยาบุตรชายคนรองหลี่ชิงชิงแทนแล้วในภายภาคหน้าสองสามีภรรยาคู่นี้จะต่อสู้แย่งชิงทรัพย์สินกับหลี่ชิงชิงหรือไม่?
ทว่าเฟิ่งซื่อเชื่อว่าหลี่ชิงชิงผู้ฉลาดหลักแหลมย่อมต้องมีการวางแผนเอาไว้อย่างดีแล้วอย่างแน่นอน
“พี่เขยใหญ่อายุมากกว่าสามีของข้าสี่ปีเจ้าค่ะทว่าสามีแต่งงานช้า ยามนี้จึงยังไม่มีบุตร”หลี่ชิงชิงทอดสายตามองหม่าเฟิ่งเลี่ยที่หน้าตาน่ารักน่ามอง ในอนาคตนางกับหวังเฮ่าจะมีเจ้าตัวน้อยที่แสนน่ารักน่าชังและแสนเชื่อฟังอย่างหม่าเฟิ่งเลี่ยหรือไม่นะ?
นางคิดถึงหวังเฮ่าสองครั้งโดยไม่รู้ตัว
โต๊ะอาหารในห้องโถงเริ่มมื้ออาหารกันแล้วกลุ่มของเฟิ่งซื่อและหลี่ชิงชิง ทั้งสี่คนทานอาหารกันในห้องโถงนอกเหนือจากนั้นทั้งสองโต๊ะล้วนทานอาหารกันในเรือน
อาหารกลางวันของวันนี้ถูกหลี่ชิงชิงจัดเตรียมอย่างใส่ใจทั้งหมดมีอาหารเรียกน้ำย่อยประเภทเย็นสองจานและประเภทร้อนแปดจานอาหารจานหลักอีกสองจาน
อาหารเรียกน้ำย่อยจานเย็นก็คือเครื่องเคียงทั้งสามและอาหารประเภทดอง
เครื่องเคียงทั้งสามที่ว่าได้แก่ หูหมูตุ๋นฝอยพริกแห้งฝอย และฟองเต้าหู้ อาหารทั้งสามจานชูรสเค็มและเผ็ด ส่วนอาหารประเภทดองมีหัวไชเท้าแดงกะหล่ำปลี และถั่ว ซึ่งอาหารจานนี้มีรสเปรี้ยวเล็กน้อย หลังจากทานเข้าไปสามารถคลายความเหนื่อยล้าได้
อาหารเรียกน้ำย่อยจานร้อนได้แก่ ไก่ตุ๋นมันเทศเครื่องในไก่ผัดพริกดองกระเทียม หมูสามชั้นนึ่ง ซี่โครงหมูอบแป้งข้าวเจ้า เป็ดกรอบหมูผัดเห็ดหอมพริกไทย เห็ดภูเขาผัด และผัดกะหล่ำปลีแดง
ไก่ตุ๋นมันเทศพร้อมเก๋ากี้บรรจุอยู่ในหม้อใบใหญ่ไก่ที่ใช้หลังถอนขนเสร็จหนักถึงสามจินกว่า ใช้ไฟอ่อนเคี่ยวช้าๆเป็นเวลากว่าหนึ่งชั่วยาม รสชาติของน้ำแกงไก่เลิศล้ำเหนือพรรณนาในฤดูกาลนี้ได้กินเก๋ากี้บำรุงร่างกาย เป็นอาหารเสริมที่เน้นดูแลป้องกันสุขภาพและมีสรรพคุณทางยา
ส่วนหมูสามชั้นนึ่ง หมูผัดเห็ดหอมพริกไทยเห็ดภูเขาผัด และผัดกะหล่ำปลีแดงทั้งสี่จานนี้เป็นจานอาหารที่ปรุงด้วยเนื้อสัตว์ประกอบกับผัก กลมกล่อมเข้ากันที่เหลาอาหารสกุลหม่าก็ทำเป็นเช่นกัน จึงไม่นับว่าเป็นอาหารจานใหม่อันใด
เครื่องในไก่ผัดพริกดองกระเทียม ซี่โครงหมูอบแป้งข้าวเจ้าและเป็ดกรอบ ถือเป็นอาหารจานใหม่เฟิ่งซื่อไม่เคยทานมาก่อน
โดยเฉพาะเครื่องในไก่ผัดพริกดองกระเทียมที่มีทั้งรสเผ็ดและรสเปรี้ยวเข้ากันได้ดีกับข้าวสวยร้อนๆ นัก
เฟิ่งซื่อได้รับการดูแลจากหม่าชิงด้วยอาหารรสเลิศทว่านางกลับชอบอาหารจานใหม่นี้ยิ่ง ถึงขนาดเอ่ยชมขึ้นมากลางโต๊ะว่า“คิดไม่ถึงว่าส่วนผสมธรรมดาๆ อย่างกระเทียม พริกดองและเครื่องในไก่จะสามารถทำออกมาเป็นอาหารที่อร่อยขนาดนี้”
สำหรับตระกูลคหบดีที่ร่ำรวยมั่งคั่งคนที่ทานเครื่องในไก่คือข้ารับใช้ ไม่ใช่เจ้านาย
หม่าชิงคือนักชิมอาหารตัวยงเขาพบว่าเครื่องในไก่ที่ข้ารับใช้ทานนั้นรสชาติดีเยี่ยมเขาจึงให้เฟิ่งซื่อได้ลองทาน ผลปรากฏว่าเฟิ่งซื่อเองก็ชอบมันเช่นกัน
ทว่าเครื่องในไก่ที่ถูกปรุงจากฝีมือของห้องครัวตระกูลหม่ากลับมิอาจสู้จานเครื่องในไก่ที่ถูกปรุงจากห้องครัวตระกูลหวังได้เลย
กระเทียมเป็นพืชพื้นเมืองของเมืองเซียงรูปร่างคล้ายต้นหอม ทว่ารสชาติกลับแตกต่างจากต้นหอมพืชชนิดนี้หาไม่พบในดินแดนแถบเหนือ
หลี่ชิงชิงแย้มยิ้มบางพลางตอบ“เพราะพวกมันได้พบกับพริกดอง เช่นเดียวกับที่หัวปลาได้พบกับพริกสับดองเจ้าค่ะ”
ดวงตาของเฟิ่งซื่อเป็นประกายวาบวับ“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้จริงๆ ด้วย หัวปลานั้นถูกที่สุด ไม่มีใครอยากกินทว่าเมื่อนำมารวมกับพริกสับดอง มันก็กลายเป็นอาหารจานโอชา”
หม่าเซี่ยงหนานกลับค้นพบโอกาสทำการค้าเขาเอ่ยถามว่า “พริกดองเหมือนกับผักดองหรือไม่?”
หลี่ชิงชิงกลับเอ่ยอย่างไม่สะทกสะท้านว่า“พริกดองนับเป็นผักดองชนิดหนึ่ง ทำมาจากพริกแดงและพริกเขียวอาหารที่ทำจากพริกดองจะมีสีสันสดใส รสชาติทั้งเผ็ดทั้งเปรี้ยว ชวนให้น้ำลายสอ”
---------------------------------------------------------------------
เชิงอรรถ
[1] คนเดินขึ้นสู่ที่สูง น้ำไหลลงที่ต่ำ (人往高处走,水往低处流是人) หมายความว่าเกิดเป็นคนควรตั้งใจพัฒนาตนเองให้ดีขึ้นอยู่เสมอ