เกิดใหม่ในยุค 80 ขอเป็นภรรยาตัวน้อยผู้มั่งคั่ง [แปลจบแล้ว]

    เล่มที่ 2 บทที่ 54 ไม่คาดคิด

            ภายในพิธีเปิดโรงงาน ด้านบนเวทียังไม่มีคนมีเพียงผ้าใบที่เขียนด้วยอักษรสีแดงตัวใหญ่ว่า ‘พิธีเปิดโรงงานอิฐหงซิง’

            ด้านข้างยังมีกลอนคู่แปะขนาบข้าง เป็นตัวอักษรวิจิตรบรรจงเหมือนจะเขียนโดยผู้เชี่ยวชาญ

            ไม่นานชายวัยกลางคนในชุดเสื้อนวมก็เดินขึ้นเวที เขาสวมแว่นตาท่าทางสุภาพมีอารยธรรมมาก

            ชายซึ่งมีความรู้กว้างขวางคนหนึ่งร้องว่า “ท่านกำนัน นี่คือท่านกำนัน”

            คนรอบตัวพากันหันไปมอง ชายคนนี้ยิ่งรู้สึกภูมิใจเข้าไปอีก เขาเล่าว่าตัวเองมีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจอย่างไร เคยพบกำนันได้อย่างไร

            ฮั่วเสี่ยวเหวินยักคิ้วหลิ่วตาให้จางเจียหมิง “การรู้จักกำนันมันสุดยอดขนาดนั้นเลยหรือ? ถึงกับต้องเอามาอวด”

            จางเจียหมิงไม่สนใจ เขาคิดแต่เรื่องโรงงานรับสมัครคน คอยมองซ้ายมองขวาแต่ก็ยังไม่เห็นกระดาษแดงที่เขียนประกาศรับสมัครคนงาน

            ต่อมามีคนเดินขึ้นเวทีอีกจำนวนหนึ่ง ฮั่วเสี่ยวเหวินต้องตกใจเมื่อพบว่าหัวหน้าหมู่บ้านอยู่ในนั้นด้วย อีกฝ่ายอุตส่าห์ลงแรงนำข่าวไปแจ้งที่่บ้านเพราะเช่นนี้นี่เอง เขาคงจะรับเงินมาไม่น้อย

            ไม่นานสายตาทุกคนก็ไปรวมอยู่ที่ชายร่างอ้วนซึ่งยืนอยู่ข้างกำนัน คนที่อ้วนขนาดนี้คงต้องกินอาหารมื้อใหญ่มาไม่น้อย

            กำนันเริ่มพูดเป็นคนแรก เขาส่งสัญญาณมือให้ทุกคนเงียบเสียง จากนั้นตรงเข้าประเด็นหลัก “ทุกคนคงรู้ว่าประเทศเรากำลังดำเนินการปฏิรูปเปิดประเทศ ดังนั้นการปฏิรูปนี้สะท้อนให้เห็นอยู่ที่ใด?”

            กำนันทิ้งช่วงให้คนด้านล่างเวทีตอบ แต่ละคนตอบไม่เหมือนกัน บ้างก็ตอบว่าคือการแบ่งที่ดิน บ้างก็ตอบว่าคือการสร้างถนน บางคนถึงขั้นตอบว่า “การปฏิรูปเปิดประเทศก็คือมีโรงงานอิฐต้องปิดกิจการ”

            กำนันเกือบกระอักเลือดด้วยความโมโห เขาส่งสายตาเกรี้ยวกราดให้หัวหน้าหมู่บ้านที่ยืนหน้าซีดอยู่ด้านหลัง

            แต่กำนันผ่านโลกมาอย่างโชกโชนทำให้จัดการอารมณ์ได้ไวมาก เขาพยายามพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “การปฏิรูปเปิดประเทศก็คือการเปลี่ยนระบบแบบเก่า ยกตัวอย่างโรงงานอิฐแห่งนี้ เปลี่ยนจากรัฐวิสาหกิจมาเป็นของเอกชน พูดง่ายๆ คือ ขายให้เอกชนแล้ว”

            ฝูงชนด้านล่างเวทีปรบมือเสียงดัง จากนั้นชายร่างอ้วนที่ยืนอยู่ข้างกำนันก็เป็นคนออกมาพูดเป็นคนถัดไป

            ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่ได้ฟังแม้แต่ประโยคเดียวว่าบนเวทีพูดอะไร เพราะเธอดันเหลือบไปเห็นจางต้ากั๋วกับจางหวาที่มุมกำแพง

            สองคนนั้นคุยกันยิ้มแย้ม จางต้ากั๋วยังไม่เท่าไร แต่จางหวาเป็นที่สะดุดตามาก คนจากในเมืองแต่งตัวไม่เหมือนคนในหมู่บ้าน ที่สำคัญคือใบหน้าอันเป็นต้นเหตุหายนะของหล่อน

            หลายคนมองไปทางนั้นโดยไม่ตั้งใจ จางต้ากั๋วเหมือนจะรับรู้ถึงปัญหา เขาทำทีจะแยกออกมาแต่ถูกจางหวาดึงไว้

            “ต้ากั๋ว คุณกลัวอะไร หรือว่าคุณคิดจะเอาเปรียบกันแล้วไม่รับผิดชอบ”

            จางต้ากั๋วจะไปก็ไม่ใช่ จะอยู่ก็ไม่ใช่อยู่ดี ชื่อเสียงของเขาคงฉาวโฉ่ถ้าเรื่องนี้หลุดออกไป แต่หากจากไปก็กลัวหล่อนจะเข้าใจผิด

            “เสี่ยวหวา คุณฟังผมก่อน ผมจะหย่ากับหลิวเยวี่ยแน่นอน แต่ในเมื่อตอนนี้ยังไม่ได้หย่า หากคนอื่นรู้ว่าพวกเรา…” เขาไม่ได้พูดจนจบประโยค

            จางหวายิ้ม “ได้ ฉันจะรอค่ะ” หล่อนยืนมองจางต้ากั๋วที่เดินเซจากไป จางหวาแสยะยิ้ม “โง่เง่าชะมัด”

            ในเมื่อเป้าหมายสำเร็จแล้วจางหวาจึงเตรียมตัวกลับ เธอนัดจางต้ากั๋วมาที่นี่เพราะอยากให้มีคนรู้เรื่องความสัมพันธ์ระหว่างเธอกับจางต้ากั๋วมากขึ้นกว่าเดิม

            ส่วนชื่อเสียงอะไรนั่น เธอไม่สนใจสักนิด เคยมีข่าวลือกับฮั่วต้าซานตั้งขนาดนั้น จะมากลัวถูกด่าว่าเป็น ‘นังจิ้งจอก’ อีกหรือ?

            “คุณน้าจาง”

            จางหวาหันมาเห็นฮั่วเสี่ยวเหวินทำหน้าเกรี้ยวกราดประหนึ่งจะจับตัวเองกิน หล่อนเลยถอยหลังตามสัญชาตญาณ

            เธอปั้นหน้ายิ้มบางๆ “เธอคือ…อ้อ ฮั่วเสี่ยวเหวินใช่ไหม น้าความจำไม่ค่อยดี”

            ฮั่วเสี่ยวเหวินไม่มีอารมณ์มาคุยสัพเพเหระกับเธอ ตรงเข้าประเด็นหลักทันที “คุณน้าจางเป็นคนฉลาด คุณอาต้ากั๋วมีครอบครัวแล้ว คุณน้าจางไม่ควรใกล้ชิดกับเขาเกินไปหากเกิดข่าวลือขึ้นคงเป็นผลเสียต่อทั้งสองฝ่าย”

            “อย่างนั้นหรอกหรือ น้าไม่ทันได้คิดเลย พวกเราบังเอิญเจอกันเลยทักทาย คนในชนบทก็เช่นนี้ชอบนินทาไปเรื่อย”

            คำพูดของจางหวาทำให้ฮั่วเสี่ยวเหวินตะลึงอ้าปากค้าง คำพูดไพเราะยิ่งกว่าร้องเพลง หากไม่ใช่เพราะเธอเห็นพวกเขากอดกันด้วยตาตัวเองคงเชื่อไปแล้ว

            แต่ในเมื่อหล่อนยืนยันว่าไม่มีความสัมพันธ์กับจางต้ากั๋ว เธอยังจะพูดอะไรได้อีกกัน?

            ฮั่วเสี่ยวเหวินทำท่าจะพูดอะไรต่อ แต่จางเจียหมิงวิ่งเข้ามาหาด้วยความดีใจเสียก่อน เขาอ้าปากตะโกนว่า “เสี่ยวเหวิน เสี่ยวเหวิน พี่มีข่าวดีมาบอก”

            จางหวาถามเธอว่า ยังมีอะไรอีกไหม? ฮั่วเสี่ยวเหวินส่ายหน้า ยังจะมีอะไรได้อีก คุณชิงพูดไปหมดแล้วไม่ใช่หรือไร?

            จางเจียหมิงสวมกอดฮั่วเสี่ยวเหวินแน่น “เสี่ยวเหวิน พี่มีงานทำแล้ว ไว้ได้เงินมาพี่จะซื้อของอร่อยให้เธอกินเยอะๆ”

            ฮั่วเสี่ยวเหวินปวดใจแปลกๆ พี่ลำบากขนาดนั้น ฉันจะกินลงได้อย่างไร?

            ไม่ได้การ ดูท่าว่าเธอคงต้องหาวิธีหาเงินเช่นกัน เขายังอายุน้อยจะทำงานหนักจนร่างกายพังตั้งแต่ตอนนี้ไม่ได้ คิดได้เช่นนี้ฮั่วเสี่ยวเหวินพลันรู้สึกดีขึ้นเล็กน้อย ถามเขาว่า “ที่นี่รับแรงงานเด็กด้วยหรือ?”

            จางเจียหมิงมีท่าทีภูมิใจเมื่อพูดถึงเรื่องนี้ เขาเล่ากระบวนการ ‘หางาน’ ของตัวเองให้เธอฟัง

            หลังจากที่คนบนเวทีพูดจบตามลำดับ เจ้าของโรงงานก็ประกาศรับสมัครงาน ให้ทุกคนเข้าแถวลงทะเบียน ตอนที่ถึงคราวของจางเจียหมิง เขาบอกว่าจางเจียหมิงยังเด็กเกินไปเข้าทำงานไม่ได้

            จางเจียหมิงร้อนรนจนน้ำตาไหล พูดอ้อนวอนอยู่นานแต่ไม่สำเร็จ

            จากนั้นเขาเดินออกมาเพียงไม่กี่ก้าวก็มีคนตามมาพาไปคุย บอกว่าสงสารเขา จะยอมยกเว้นให้เขาเข้าทำงานได้ จากนั้นให้เขากรอกเอกสารสมัครงาน

            วันต่อมาจางเจียหมิงไปทำงานอย่างเป็นทางการ เขากลับมาในสภาพที่ใบหน้ามีแต่รอยดำฮั่วเสี่ยวเหวินรีบตักน้ำมาให้เขาล้างหน้า

            เริ่มงานวันแรกจางเจียหมิงยังปรับตัวไม่ได้สักเท่าไหร่นัก เขาเข้านอนโดยที่ยังไม่ได้กินมื้อเย็น

            ฮั่วเสี่ยวเหวินช่วยห่มผ้าให้อย่างเอาใจใส่ เธอลอบมองใบหน้าที่เข้มแข็งเด็ดเดี่ยวของเขาแล้วก็เผลอเอื้อมมือไปลูบโดยที่ไม่รู้ตัว แผลเป็นขนาดนี้ ตอนนั้นคงเจ็บมากแน่

            กว่าจางเจียหมิงจะตื่นฟ้าก็มืดไปนานแล้ว ฮั่วเสี่ยวเหวินจุดเทียนหนึ่งเล่มเพื่อให้มีแสงสว่างภายในบ้าน “หิวแล้วใช่ไหม”

            จางเจียหมิงพยักหน้า กับข้าวสองชามถูกยกเข้ามา นิ้วของฮั่วเสี่ยวเหวินกลายเป็นสีแดงเพราะโดนลวก

            จางเจียหมิงดึงมือของเธอมาเป่า “ครั้งหน้าพี่ทำเอง”

            “เธอยังไม่กินข้าวหรือ?” จางเจียหมิงเห็นว่าบนโต๊ะมีชามเปล่าสองใบ ในบ้านมีเสบียงไม่มาก ฮั่วเสี่ยวเหวินกินน้อยทุกครั้ง ไม่มีทางกิน ‘มื้อที่สี่’

            ฮั่วเสี่ยวเหวินพยักหน้ายิ้มหวาน “ฉันอยากกินพร้อมพี่เจียหมิง”

            จางเจียหมิงไม่ได้มีท่าทีดีใจแบบที่เธอคิดไว้ ตรงกันข้ามเขากลับขมวดคิ้วแน่น เมื่อคิ้วหนาของเขารวมเข้ากับใบหน้าที่อ่อนโยน มันให้ความรู้สึกเหมือนเป็น ‘ผู้ใหญ่ในร่างเด็ก’

            “พี่ไม่อยากให้เธอรอกินข้าวพร้อมกัน” จางเจียหมิงจ้องหน้าเธอ ไม่รู้เพราะเหตุใด ยิ่งเธอเป็นห่วงเขามากเท่าไรเขายิ่งรู้สึกละอายใจมากเท่านั้น

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่ในยุค 80 ขอเป็นภรรยาตัวน้อยผู้มั่งคั่ง [แปลจบแล้ว] ที่คุณอ่าน