บทที่ 3
ดอกไม้ที่ไร้ความรู้สึก
วันใหม่มาเยือนอีกครา กลิ่นฉุนจาง ๆ ของสีอะคริลิกลอยอบอวลอยู่ในอากาศ ผสมปนเปไปกับเสียงขยับเก้าอี้และเสียงพูดคุยของเหล่านักศึกษาคณะศิลปกรรมที่ต่างก็กำลังเตรียมความพร้อมสำหรับโปรเจกต์ใหญ่ประจำภาคเรียน บลอสซัมจัดแจงวางอุปกรณ์วาดเขียนของเธอลงบนโต๊ะไม้ตัวยาวด้วยความรู้สึกที่เต้นระรัวอยู่ในอก ไม่ใช่เพราะความตื่นเต้นต่อชิ้นงานที่จะต้องทำ แต่เป็เพราะหัวใจที่คอยลุ้นว่า 'เขา' จะมาถึงเมื่อไหร่
เธอกวาดสายตามองไปรอบห้อง พยายามทำตัวให้เป็ปกติที่สุดเท่าที่จะทำได้ ท่ามกลางผู้คนที่มีดอกไม้บนศีรษะเดินผ่านไปมา บลอสซัมมองเห็นโลกในแบบที่ไม่มีใครเห็นแบบนี้จนเป็ภาพชินตา
และแล้ว ประตูห้องสตูดิโอก็ถูกผลักเปิดออกเบา ๆ
ร่างสูงโปร่งของไมเนอร์ก้าวเข้ามาในห้อง เขาอยู่ในชุดเสื้อยืดสีเข้มเรียบง่ายที่ขับให้ผิวของเขาดูเด่นชัดขึ้น ผมสีดำสนิทจัดทรงแบบไม่ตั้งใจทำให้เขาดูมีเสน่ห์ในแบบนิ่งสงบ ชายหนุ่มเดินมาหยุดนั่งอยู่ข้าง ๆ บลอสซัม
"สวัสดี บลอสซัม" เสียงทุ้มต่ำที่แฝงไปด้วยความอ่อนโยนดังขึ้นใกล้ตัว ทำให้เธอสะดุ้งหลุดจากภวังค์
"อืม สวัสดีจ้า" เธอยิ้มกว้างส่งไปให้ พยายามไม่ให้ท่าทางตื่นตระหนกของเธอส่งผลต่อสายตาของเขา "มาเช้าจังเลยนะ"
"พอดีอยากรีบมาคุยกัยเธอน่ะ ว่าเราจะพูดนำเสนอกับอาจารย์ยังไงดี" เขาตอบสั้น ๆ พร้อมกับวางกระเป๋าอุปกรณ์ลงบนโต๊ะข้าง ๆ เธอ "วันนี้หลังจากที่เราเสนอหัวข้อเสร็จ ถ้าผ่าน ต้องเริ่มวางแผนงานได้แล้วนะ"
“โอเค ได้เลย”
บลอสซัมพยักหน้าหงึกหงัก เธอมองดูเขาจัดวางพู่กันและจานสีอย่างเป็ระเบียบ ทุกการเคลื่อนไหวของไมเนอร์เต็มไปด้วยความละเอียดและใจเย็น เขาไม่ได้รีบร้อน แต่ก็ไม่ได้เฉื่อยชา ทุกอย่างดูพอดีไปเสียหมด
ในระหว่างที่รออาจารย์เข้าสอนเธอกับหนุ่มดอกไม้สีดำก็นั่งคุยกันว่าจะนำเสนอหัวข้ออย่างไรดีให้ผ่านในรอบเดียว ั้แ่เข้ามหาลัยมานี่เป็ครั้งแรกเลยที่เธอได้ทำงานคู่กับคนอื่นนอกจากลิส และบลอสซัมก็รู้สึกได้เลยว่าไมเนอร์เป็คนใจดีมาก เขารับฟังความคิดของเธอโดยไม่สนว่าความคิดของเธอจะแย่หรืออะไร ขอแค่เธอแสดงความเห็นบ้างก็พอไม่ใช่เออออไปตามที่เขาพูดหมดทุกอย่าง
ไม่นานนักอาจารย์ก็เดินเข้ามาในห้องพร้อมทั้งเรียกตรวจหัวข้อของแต่ละคู่ คู่ไหนที่ผ่านก็แสดงท่าดีใจจนดอกไม้บนศีรษะเบ่งบานสวยงาม คู่ไหนที่อาจารย์บอกให้ไปเปลี่ยนหัวข้อดอกไม้ของพวกเขาก็จะเหี่ยวลง ถึงจะสงสารแต่การได้เห็นดอกไม้แต่ละคนดูมีชีวิตชีวามันทำให้เธอรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก
จนกระทั่งมาถึงคู่ของไมเนอร์และบลอสซัม
เพราะไมเนอร์เป็คนออกไอเดียความขัดแย้งที่ลงตัวแล้ว บลอสซัมจึงอาสานำเสนอหัวข้อกลับอาจารย์ โดยที่ให้ไมเนอร์คอยพูดสนับสนุนเธออีกที
“ที่เราเลือกหัวข้อนี้เพราะ้าสื่อว่า สิ่งที่แตกต่างหรือขัดแย้งกัน ไม่จำเป็ต้องเป็สิ่งที่ไม่เข้ากันเสมอไป เพราะเมื่อเรานำองค์ประกอบที่ต่างกันมาจัดวางอย่างเหมาะสม ก็สามารถเกิดเป็ความสวยงามและมีความหมายได้”
“ตัวอย่างเช่น สีอ่อนกับสีเข้ม รูปทรงแข็งกับรูปทรงโค้ง แม้จะเป็สิ่งที่ตรงข้ามกัน แต่เมื่ออยู่ร่วมกันอย่างพอดี ก็จะช่วยส่งเสริมกันและทำให้งานศิลปะดูโดดเด่นมากขึ้นค่ะ”
“ใช่ครับ แินี้้าแสดงให้เห็นว่า ความแตกต่างไม่ใช่อุปสรรค แต่เป็สิ่งที่ทำให้งานศิลปะมีเสน่ห์และมีเอกลักษณ์ในแบบของตัวเอง” ไมเนอร์ช่วยพูดเสริมอีกแรง
เพราะความตั้งใจและการนำเสนออย่างสุดความสามารถของทั้งคู่ในที่สุดหัวข้อของพวกเขาก็ผ่านในครั้งเดียว จนบลอสซัมแอบเห็นไมเนอร์ยิ้มออกมาบาง ๆ
“ต่อไปเรามาเริ่มวางแผนงานกันเถอะ”ไมเนอร์เอ่ย
“ฉันมีไอเดียแล้ว!”บลอสซัมพูดอย่างร่าเริง “ไหน ๆ นายก็เก่งงานวาด เรามาสร้างภาพวาดที่มีสีสัน มีชีวิตชีวา มารวมกับงานโทนขาวดำเป็ไง ต้องออกมาสวยมากแน่ ๆ ”
“ฟังดูเข้าท่านะ”
ว่าจบไมเนอร์เขาก็หยิบดินสอไม้ขึ้นมาแล้วเริ่มขีดเขียนโครงร่างคร่าว ๆ ลงบนกระดาษแผ่นใหญ่
“ถ้าเราใช้เทคนิคการไล่เฉดสีจากความมืดไปสู่แสงสว่างทีมีสีสันล่ะ? ให้ความมืดเป็ฐานรองรับความสว่าง ทำให้ภาพดูมีความหมายแฝงอยู่ข้างใน”
“ใช่ ๆ แบบนั้นแหละ!” บลอสซัมอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้นโดยไม่รู้ตัว เธอเผลอจ้องมองใบหน้าด้านข้างของเขาที่กำลังขะมักเขม้นกับการร่างภาพอย่างชำนาญ ราวกับดินสอเป็ส่วนหนึ่งของร่างกาย สมกับเป็ท็อปจิตรกรรมของรุ่น และในวินาทีนั้นเองที่เธอสังเกตเห็นความเปลี่ยนแปลงที่น่าประหลาดใจ
เมื่อเขาพูดถึงไอเดียที่ลงตัว มุมปากของไมเนอร์ยกยิ้มขึ้นบางเบา เป็รอยยิ้มที่ดูอบอุ่นและผ่อนคลายอย่างบอกไม่ถูก บลอสซัมรีบก้มลงมองสิ่งที่อยู่เหนือศีรษะของเขาด้วยหัวใจที่เต้นรัว... ทว่า ดอกไม้สีดำสนิทดอกนั้นกลับยังคงนิ่งสนิท มันไม่ได้ขยับเขยื้อน ไม่ได้ผลิบานเพิ่มขึ้น และไม่ได้เปลี่ยนสีสันแม้แต่น้อย ราวกับว่ารอยยิ้มบนใบหน้าของเขาเป็เพียงเปลือกนอกที่ไม่ได้เชื่อมโยงกับ 'ความรู้สึก' ที่เธอเห็น
“ลองดูตรงนี้หน่อยสิ บลอสซัม” เขาเรียกชื่อเธอเบา ๆ พร้อมกับชี้ไปยังลายเส้นที่เขาเพิ่งร่างเสร็จ
“ตรงนี้เหรอ?” เธอชะโงกหน้าเข้าไปดูใกล้ ๆ จนไหล่ของทั้งคู่เกือบจะชนกัน กลิ่นจาง ๆ ของสีน้ำมันและกลิ่นหอมจาง ๆ จากตัวเขาทำให้เธอรู้สึกประหม่าอย่างบอกไม่ถูก “ถ้าเราเพิ่มเส้นสายที่ดูอ่อนช้อยลงไปในส่วนที่เป็แสงสว่าง มันจะช่วยให้งานดูไม่แข็งเกินไปไหมนะ?” เธอออกความเห็น
“อืม... จริงด้วยนะ ถ้าทำแบบนั้นงานจะดูมีจังหวะการเคลื่อนไหวมากขึ้น” เขาพยักหน้าเห็นด้วย แววตาของเขาเป็ประกายขึ้นมาครู่หนึ่งเมื่อเห็นภาพในหัวเริ่มเป็รูปเป็ร่าง
แต่แล้วความราบรื่นก็สะดุดลง เมื่อไมเนอร์พยายามจะลงรายละเอียดในส่วนของโครงสร้างเงา แต่เส้นที่เขาลากกลับดูขัดกับสัดส่วนที่เขาวางไว้ในตอนแรก คิ้วเข้มของเขาขมวดเข้าหากันทันที บรรยากาศรอบตัวเขาเปลี่ยนเป็ความตึงเครียดที่ััได้
“บ้าจริง... ทำไมสัดส่วนมันถึงเบี้ยวแบบนี้” เขาพึมพำ เสียงต่ำลงและแฝงไปด้วยความหงุดหงิด
บลอสซัมลอบสังเกตดอกไม้บนศีรษะของเขาอีกครั้งด้วยความคาดหวัง เธอหวังจะเห็นดอกไม้สีดำนั้นเปลี่ยนเป็สีแดงจัดแห่งความโกรธ หรืออาจจะห่อเหี่ยวลงด้วยความผิดหวัง แต่มันกลับ... นิ่งสนิท เหมือนเดิมทุกประการ ไม่ว่าเขาจะหัวเราะเมื่อคุยเื่ตลก ยิ้มเมื่องานเริ่มเป็รูปเป็ร่าง หรือแม้แต่หงุดหงิดเมื่อเกิดความผิดพลาด ดอกไม้สีดำดอกนั้นก็ยังคงเป็เพียงก้อนความมืดที่ไร้ปฏิกิริยาต่อโลกภายนอก
หลังจากที่แก้งานอยู่สักพักไมเนอร์ก็หันภาพวาดมาทางเธอ
“เธอว่าเป็ไงบ้าง?”
บลอสซัมพิจารณารูปสเก็ตของเขา มันละเอียดจนคล้ายกับงานที่เสร็จแล้วมากกว่าสเก็ตด้วยซ้ำ เธอพยายามหาจุดที่ดูผิดปกติของภาพแต่มันไร้ที่ติ เธอจึงตอบเขาไปว่าแบบร่างโอเคแล้ว
“ตอนงานจริงเดี๋ยวฉันทำส่วนที่เป็สี นายทำส่วนขาวดำนะ”
“ได้” ไมเนอร์ตอบรับโดยที่ไม่แย้งอะไร
ตลอด่บ่ายของการทำงาน บลอสซัมได้เห็นแง่มุมที่หลากหลายของไมเนอร์ เขาเป็คนที่รับฟังคนอื่นไม่เอาความคิดตัวเองเป็ใหญ่ เป็คนใจเย็นในการแก้ปัญหา และเป็เพื่อนร่วมงานที่คอยสนับสนุนเธออย่างไม่ถือตัว
‘ทั้ง ๆ ที่ดูเป็คนดีขนาดนั้น แต่ทำไมดอกไม้ประจำตัวถึงแสดงสีมืดมนออกมาล่ะ’
แสงอาทิตย์ยามเย็นเริ่มทอแสงสีส้มทองลอดผ่านหน้าต่างสตูดิโอ บรรยากาศที่เคยคึกคักใน่กลางวันเริ่มซาลง เหลือเพียงเสียงลากเก้าอี้และเสียงพึมพำเบา ๆ ของนักศึกษาไม่กี่คนที่ยังคงปักหลักทำงานต่อ บลอสซัมเก็บอุปกรณ์วาดเขียนลงกระเป๋าด้วยท่าทางที่ดูเหม่อลอยกว่าปกติ
“วันนี้เหนื่อยหน่อยนะ” ไมเนอร์พูดขึ้นทำลายความเงียบขณะที่ทั้งคู่เดินเคียงข้างกันไปตามทางเดินยาวของคณะ “ฉันว่างานเราออกมาดีเลยล่ะ”
เขายังคงพูดด้วยน้ำเสียงปกติ ท่าทางดูผ่อนคลายไม่เหมือนคนทั่วไปที่เพิ่งผ่านการทำงานหนักมาหนึ่งวัน รอยยิ้มบาง ๆ ที่ประดับบนใบหน้าของเขาดูจริงใจและอ่อนโยนจนหากมองเพียงผิวเผิน บลอสซัมคงเชื่อไปแล้วว่าเขาเป็เพียงผู้ชายที่อารมณ์ดีและมีความรับผิดชอบคนหนึ่ง
ทว่า สำหรับบลอสซัม... ความจริงที่เธอเห็นกลับสวนทางกับสิ่งที่หูได้ยิน
หากเป็คนอื่น ต่อให้พยายามเก็บอาการแค่ไหน ดอกไม้บนศีรษะก็มักจะแอบส่งสัญญาณออกมาเสมอ ไม่ว่าจะเป็การสั่นไหวเล็กน้อยเมื่อประหม่า หรือการหม่นแสงลงเมื่อรู้สึกเหนื่อยล้า แต่มันไม่เคยมีกรณีไหนเลยที่ดอกไม้จะ ‘ตายสนิท’ ในขณะที่เ้าของร่างยังมีลมหายใจและแสดงอารมณ์ออกมาได้อย่างเป็ธรรมชาติเช่นนี้
เมื่อเดินมาถึงหน้าตึกคณะ ลมเย็นพัดผ่านมาจนบลอสซัมต้องกระชับเสื้อคลุมเข้าหาตัว ไมเนอร์หยุดเดินแล้วหันมามองเธอ ดวงตาสีดำสนิทของเขาดูนิ่งสงบราวกับผิวน้ำในบ่อลึก
“หนาวเหรอ?” เขาถามด้วยความห่วงใย น้ำเสียงนั้นนุ่มนวลเสียจนหัวใจของหญิงสาวกระตุกวูบ
“อืม ก็นิดหน่อย” บลอสซัมฝืนยิ้ม พยายามปรับแววตาให้ดูสดใสเหมือนปกติ “ขอบคุณสำหรับวันนี้มากนะไมเนอร์ งานคู่แท้ ๆ แต่นายทำซะตั้งเยอะเลย”
“เธอเองก็ช่วยฉันเหมือนกัน ไม่ได้ไม่ช่วยสักหน่อย” เขาพูดบอกเพราะรู้สึกว่าอีกฝ่ายกำลังคิดว่าตัวเองเป็ตัวถ่วง “ยังไงก็กลับบ้านดี ๆ นะ”
บลอสซัมพยักหน้าพร้อมทั้งโบกมือลาไมเนอร์ เธอยืนมองแผ่นหลังของเขาจนกระทั่งเงาร่างนั้นหายลับไปในความสลัวของแสงไฟทางเดิน ความเงียบงันเริ่มเข้าปกคลุมรอบกายเธออีกครั้ง ความสงสัยที่สะสมมาตลอดทั้งวันเริ่มแปรเปลี่ยนเป็ความสับสนที่รุนแรงขึ้นเรื่อย ๆ ในอก มันเป็ความรู้สึกขัดแย้งที่เธอไม่เคยเผชิญมาก่อนในชีวิต
ความรู้สึกที่เธอได้รับจากเขาผ่านคำพูดและท่าทางคือความอบอุ่น ความใจเย็น และความอ่อนโยน แต่สิ่งที่ดวงตาของเธอมองเห็นกลับคือความมืดมิดที่เย็นเยียบและไร้ซึ่งจิติญญา
เธอยกมือขึ้นกุมหน้าอกตัวเอง พลางพึมพำกับความมืดที่เริ่มโรยตัวลงมารอบข้าง ราวกับกำลังพยายามหาคำตอบให้กับปริศนาที่ไม่มีใครเคยไขได้
“นายกำลังรู้สึกยังไงอยู่กันแน่นะไมเนอร์”
คำถามนั้นลอยคว้างอยู่ในอากาศ เธอมีความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะต้องรู้ให้ได้ว่า คู่หูร่วมโปรเจกต์เธอรู้สึกอย่างไรหัวใจของเขากำลังร่ำไห้ หรือมันได้แตกสลายจนไม่เหลือแม้แต่ความรู้สึกให้ผลิบานอีกต่อไปแล้วกันแน่