ท่ามกลางความมืดมิดไร้แสงจันทร์สาดส่อง
ร่างหนึ่งเดินไปตามทางด้วยฝีเท้าเนิบช้า อาภรณ์ขาวพลิ้วไหวบางเบา เงาร่างนั้นเคลื่อนไปหยุดอยู่หน้าเรือนไม้ที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยว ปลีกวิเวกจากเรือนอื่นราวกับส่วนเกินที่อยู่ผิดที่ผิดทาง
มือดุจหยกเอื้อมไปผลักบานประตูให้เปิดออก ภายในไร้เงาคน มีเพียงข้าวของเครื่องใช้ที่ถูกจัดวางอย่างเป็ระเบียบ บ่งบอกว่าเ้าของเรือนมีอุปนิสัยเ้าระเบียบและรักสะอาดไม่น้อย
กลิ่นฝุ่นจาง ๆ ลอยคลุ้งในโพรงจมูก ย้ำเตือนว่าที่แห่งนี้ถูกทิ้งร้างมาหลายวันแล้ว ั์ตาเ็าดุจหิมะกลางเหมันต์ฤดูสะท้อนอารมณ์ที่ยากจะกล่าว ร่างในอาภรณ์ขาวยืนนิ่งงันอยู่อึดใจก็หมุนตัวเดินออกไป โบกมือคราเดียว บานประตูก็ปิดลง เงาสีขาวพลิ้วหายไปในความมืดมิด เรือนไม้ถูกทิ้งให้อ้างว้างดังเดิม ประโยคหนึ่งลอยมาตามสายลมเย็นะเืยามราตรี
“ฉิงเฟิ่ง…เ้าไม่มีวันหนีข้าพ้น”
ไกลออกไปบนถนนที่ทอดยาวไปสู่แคว้นเหลียง รถม้ากลางเก่ากลางใหม่คันหนึ่งเคลื่อนไปตามถนนอย่างเชื่องช้า เสียงใสกระจ่างเจือความกลัดกลุ้มอยู่หลายส่วนดังลอดออกมา
“ท่านกินเพิ่มอีกหน่อยเถอะ”
สตรีที่กำลังทอดสายตามองออกไปนอกหน้าต่างหันกลับมาแล้วส่ายศีรษะน้อย ๆ ใบหน้าหมดจดซีดเซียว ท่วงทีอ่อนระโหยราวกิ่งหลิวลู่ลมยิ่งทำให้ร่างอรชรดูราวไข่มุกล้ำค่าที่ควรประคองไว้บนฝ่ามืออย่างทะนุถนอม
ซิงอีเหม่อมองรูปโฉมพิลาศล้ำนั้นก็ใคร่อยากถอนหายใจ หลายวันที่ผ่านมานางใช้ชีวิตอยู่กับคนงามจนเกรงว่าทั้งชีวิตไม่อาจหวั่นไหวต่อความงามของผู้ใดได้อีกแล้ว อีกทั้งยังไม่ได้มีเพียงหนึ่งแต่มีถึงสอง
คิดแล้วก็อดหวนคำนึงถึงตอนที่ออกมาจากป่าโลหิตขึ้นมาไม่ได้ หนึ่งบุรุษหนึ่งสตรีผู้มีรูปโฉมเหนือสามัญ แน่นอนว่าเดินไปที่ใดก็กลายเป็เป้าสายตาอย่างไม่อาจเลี่ยง สุดท้ายจึงต้องหาหน้ากากกับหมวกกันลมมาปิดบังไว้เพื่อหลีกหนีความวุ่นวาย ไม่คาดคิดว่าสิ่งของนอกกายปิดบังได้เพียงรูปโฉม แต่กลับไม่อาจหลบซ่อนกลิ่นอายสูงส่ง ความงามพิสุทธิ์ที่หยั่งลึกไปถึงกระดูกลงได้ เคราะห์ดีที่ในตอนนั้นพบท่านลุงผู้หนึ่งกำลังจะเดินทางเข้าเมืองหลวงแคว้นโจวพอดี จึงขอร่วมทางไปด้วย แม้รถม้าของท่านลุงจะคับแคบจนต้องเบียดเสียดกันไปบ้าง แต่ย่อมดีกว่าเดินเท้า มิเช่นนั้นคงวุ่นวายไม่น้อย
เ้าตัวน้อย เ้าเหม่ออีกแล้ว
ซิงอีก้มมองเ้าของเสียงที่นอนหมอบอยู่ข้างกาย ถอนหายใจออกมาเฮือกใหญ่
“เสี่ยวหยวน เ้าตัวเล็กกว่าข้า”
เสี่ยวหยวนเชิดปลายคาง กวาดสายตามอง’ เ้าตัวน้อย’ จากบนลงล่าง ล่างขึ้นบนแล้วส่ายหัวน้อย ๆ
เ้าตัวเท่านี้ เกรงว่าหากมายืนใกล้ข้า คงไม่พ้นถูกข้าเหยียบตายเพราะตัวเล็กเกินกว่าที่ข้าจะมองเห็น
ซิงอีกะพริบตา นึกสงสัยว่าเป็ผู้ใดกันแน่ที่จะถูกเหยียบ เสี่ยวหยวนผู้นี้ไม่รู้เหตุใดชอบกลั่นแกล้งนางยิ่งนัก คราแรกก็ทำให้นางใกลัวอยู่หลายวันเพราะได้ยินเพียงเสียง แต่กลับไม่เห็นคนพูด หากไม่ใช่เพราะพี่สาวสังเกตเห็นเข้าแล้วไขข้อข้องใจจนกระจ่าง นางก็คงหลงคิดไปอีกหลายวันว่าถูกผีหลอกเข้าแล้ว
“เห็นอยู่ชัด ๆ ว่าเ้าต่างหากที่จะถูกข้าเหยียบ”
ภายในรถม้าพลันมีเสียงของซิงอีโต้เถียงกับเสี่ยวหยวน แต่เพราะไม่มีผู้ใดได้ยินเสียงของสัตว์อสูรตัวกลม จึงฟังดูคล้ายเด็กหญิงพูดคนเดียวไปโดยปริยาย
ฉิงเฟิ่งหันกลับมามองในรถม้าเมื่อเสียงของซิงอีเงียบหายไป ดวงตาทอประกายอ่อนโยนมองหนึ่งเด็กหนึ่งสัตว์อสูรที่ผล็อยหลับไปเสียแล้วอย่างเอ็นดู นางขยับไปจัดท่าทางให้ดรุณีน้อยนอนได้สะดวกขึ้น
ทันใดรถม้าก็ไหววููบคล้ายตกหลุมถนน ฉิงเฟิ่งไม่ทันระวังเลื่อนหล่นจากที่นั่ง มือหนึ่งคว้านางไว้ทันควัน ออกแรงคราเดียวก็ดึงนางขึ้นไปนั่งได้อย่างนุ่มนวล
“ระวังหน่อย”
คำพูดนี้ไม่ได้กล่าวกับนาง หากแต่ส่งไปถึงคนขับรถม้าที่รีบร้อนขอโทษขอโพยกลับมา
ฉิงเฟิ่งเอ่ยขอบคุณพลางดึงข้อมือกลับมา แต่กลับถูกรั้งไว้ นางขมวดคิ้ว เอ่ยเสียงเ็า “ปล่อยมือ”
ดวงตากระจ่างใสดุจผืนวารีที่บางคราก็คล้ายจะยิ้มเย้าอยู่ในทีมองมาที่นางด้วยแววตาประหลาด
“เ้า..ตั้งครรภ์?”
ฉิงเฟิ่งบิดพลิ้วข้อมือออกจากพันธนาการได้สำเร็จ นางหาได้ตื่นตระหนกที่หยางิล่วงรู้ว่านางตั้งครรภ์ เพียงแต่นางประหลาดใจที่คนผู้นี้รู้วิชาแพทย์
“ท่านรู้วิชาแพทย์”
หยางิส่ายหน้า “ข้าไม่รู้ ข้ารู้เพียงว่าชีพจรของเ้าสับสน จึงลองคาดเดาดูเท่านั้น”
“ดียิ่ง ไม่ว่าเื่ใดท่านก็ล้วนตอบว่าไม่รู้”
สิ้นวาจากระทบกระเทียบ ภายในรถม้าก็เงียบสงัดจนแทบจะได้ยินเสียงเข็มตก ฉิงเฟิ่งพลันละอายใจ ทว่าคำพูดเมื่อเอ่ยออกไปแล้วไม่อาจเรียกคืน ทำได้เพียงขอโทษอย่างละอายเท่านั้น
“ขอโทษ ข้า…่นี้อารมณ์ไม่ค่อยคงที่นัก”
หยางิยกยิ้มบางเบา “เ้ากำลังตั้งครรภ์ อารมณ์แปรปรวนไปบ้างข้าย่อมไม่ถือสาหาความ”
ภายในรถม้ากลับมาเงียบงันอีกครา หยางิไม่ได้ละลาบละล้วงถาม นางก็ไม่คิดจะเปิดปากเล่า ต่างคนต่างนั่งนิ่งงันจมอยู่ในความคิดของตน
“แม่นางเฟิ่ง ด้านหน้าเป็แคว้นเหลียงแล้ว”
คนขับรถม้าที่นางว่าจ้างมาจากแคว้นโจวะโบอก ฉิงเฟิ่งเลิกผ้าขึ้น ทอดมองประตูเมืองที่อยู่ห่างออกไปราวสองลี้
“พี่สาว เราถึงแคว้นเหลียงแล้วหรือ” ซิงอีที่ยังไม่ทันลืมตาดีถามเสียงงัวเงีย
ฉิงเฟิ่งปิดม่านลง “เ้านอนต่อเถอะ เรายังต้องเดินทางต่ออีกหน่อย”
ซิงอีพยักหน้าอย่างว่าง่าย กลับไปซุกตัวข้างเสี่ยวหยวนแล้วหลับต่ออย่างรวดเร็ว
หอเฟิงฟู่ไม่ได้ตั้งอยู่ในเมืองหลวงแคว้นโจว แต่ตั้งอยู่ที่เมืองฝูอันที่อยู่ทางตะวันออกของแคว้น ตอนนี้พวกนางอยู่ทางเหนือของแคว้น หากเร่งเดินทางไม่แวะพัก วันพรุ่งคงไปถึงหอเฟิงฟู่ยามเช้า ประจวบเหมาะตรงกับวันที่หอเฟิงฟู่จัดงานประมูลตามธรรมเนียมพอดี นางปฏิเสธคำเชิญของใต้เท้าหลี่ที่อยากให้นางรั้งอยู่ในเมืองโจวก็เพราะกลัวจะล่าช้าไม่ทันการงานประมูลในครั้งนี้
ถึงกระนั้นก็ยังนับว่ามาถึงอย่างฉิวเฉียดอยู่ดี
หอเฟิงฟู่จัดงานประมูลทุกสามสิบวัน หากนางพลาดครั้งนี้ก็ต้องรอไปอีกสามสิบวัน ผู้อื่นอาจรอได้แต่นางรอไม่ได้ ตลอดครึ่งเดือนที่ผ่านมาจึงได้เร่งเดินทางแแทบไม่แวะเวียนที่ใดเลยเช่นนี้
เมื่อไตร่ตรองดูแล้วฉิงเฟิ่งก็ชะโงกหน้าไปบอกคนขับรถม้า “ไม่ต้องหยุดพัก ข้า้าไปถึงหอเฟิงฟู่ให้เร็วที่สุด”
“ขอรับ”
“ที่แท้เ้ารีบเร่งเช่นนี้ก็เพื่อหอเฟิงฟู่” หยางิเอ่ยขึ้นมา
ฉิงเฟิ่งเลิกคิ้ว มองหยางิอย่างประหลาดใจ “ข้าไม่เคยบอกท่านหรือ”
บุรุษหนุ่มพลันรู้สึกจนใจ นิ่งงันอยู่ครู่หนึ่งก็แย้มยิ้มเอ่ยวาจาออกมาหนึ่งคำ “ไม่”
ยามเมื่อแสงอรุณโผล่พ้นขอบฟ้า รถม้าเรียบง่ายคันหนึ่งเคลื่อนผ่านหอเฟิงฟู่ เลี้ยวเข้าไปในตรอกก่อนจะหยุดลงที่ประตูด้านข้างของหอประมูล สตรีอาภรณ์แดงที่ซ่อนใบหน้าไว้ภายใต้หมวกบังลมก้าวลงมา เดินผ่านประตูที่เปิดกว้างไร้คนเฝ้าเข้าไป
ข้างในเป็เพียงห้องสี่เหลี่ยมโล่ง ๆ ที่ดูธรรมดา มีเพียงโต๊ะกลมขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ตั้งอยู่กลางห้อง บนเก้าอี้มีชายวัยกลางคนหน้าตาดูใจดีนั่งอยู่ ดวงตาเปื้อนยิ้มพิจารณาผู้มาใหม่อย่างเปิดเผย
“ได้ยินว่าประตูหน้าของหอเฟิงฟู่เปิดรับเพียงผู้มั่งมี ทว่าประตูด้านข้างกลับไม่เกี่ยงว่ารวยหรือจน ขอเพียงมีของล้ำค่าในมือย่อมต้อนรับขับสู้อย่างดี จริงหรือไม่” เสียงใสราวกระดิ่งต้องลมทว่าเฉยชาถึงสิบส่วนเอ่ยขึ้นเนิบช้า
“ไม่ปิดบังแม่นาง หากของในมือไม่ควรค่า ย่อมไม่อาจให้การต้อนรับ” ชายวัยกลางคนเอ่ยอย่างอ่อนโยน ใบหน้ายังคงประดับรอยยิ้มนุ่มนวล
ฉิงเฟิ่งหยิบสิ่งที่เตรียมการไว้ออกมาจากแหวนมิติ วางลงบนโต๊ะอย่างระมัดระวัง “สิ่งนี้ควรค่าให้ข้าได้รับการต้อนรับจากหอเฟิงฟู่หรือไม่”
ั์ตาเปื้อนยิ้มพินิจมองสิ่งที่เป็ต้นเหตุของอุณหภูมิที่ลดต่ำลงอย่างรวดเร็ว มองแล้วก็ทอดถอนใจ แววตาปรากฏร่องรอยเสียดาย
“บงกชเหมันต์นับได้ว่าล้ำค่า น่าเสียดาย…” ชายวัยกลางคนเว้นเสียง เงยหน้ามาสบตากับฉิงเฟิ่งราวกับสามารถมองทะลุผ้าโปร่งบางได้ “…สามวันก่อนหอเฟิงฟู่เพิ่งได้มาหลายต้น เวลานี้มีเพียงพอแล้ว ขออภัยแม่นางด้วย”
ฉิงเฟิ่งเก็บบงกชเหมันต์กลับเข้าแหวนมิติด้วยท่าทีเฉยชา ไม่อินังขังขอบแม้ถูกปฏิเสธ มือขาวผ่องดุจหิมะ บอบบางดุจแก้วเจียระไนหยิบของอีกหนึ่งสิ่งออกมาแทน
“เช่นนั้นหากเป็สิ่งนี้เล่า”
ชายวัยกลางคนผุดลุกขึ้นอย่างตื่นตะลึง ลืมเลือนกระทั่งจะรักษารอยยิ้มละมุนละไมไว้
“นี่…ถึงกับ..ถึงกับเป็ธุลีหวนคืน
????????????????????????????????????
อะไรอะ เขาหนีไปไกลแล้วจ้า จะมาหนีคงหนีข้าไม่พ้นอะไรก่อนเอ่ย
เนี่ยไรต์ไม่ได้โกหกนะว่าตอนนี้จะเจอแน่ น้องเฟิ่งเจอจริง ๆ เจอลุงหน้าตาใจดีท่านหนึ่ง 5555555 แต่ตอนหน้าเจอแน่ของจริง เตรียมมือไว้หยุมหัวได้เลยทุกคน หยุมหัวตัวละคร? เปล่า หยุมหัวไรต์นี่แหละ 55555555