หลังจากคืนนั้นเขมมิกาเกาะติดภูดิศตลอดเวลา ไม่ว่าเขาจะอยู่ที่ไหนต้องมีเธอติดสอยห้อยตามเสมอ ชายหนุ่มเริ่มรู้สึกอึดอัดเพราะความคาดหวังของหญิงสาวที่เริ่มพูดถึงอนาคต
“เขมอยากมีงานแต่งริมทะเลค่ะ พี่บอลว่าดีไหมคะ เชิญแขกไม่ต้องเยอะมาก เอาที่สนิท ๆ ก็พอ ให้ทุกอย่างเป็สีขาวทั้งหมด พี่บอลว่าดีไหมคะ” เขมมิกาวาดฝันถึงงานแต่งที่เธอปรารถนาพร้อมเอนศีรษะพิงไหล่ของเขาอย่างมีความสุข ทว่าสีหน้าครุ่นคิดของภูดิศ ยังระลึกถึงฝนทิพย์ตลอดเวลา
“เป็อะไรคะ ทำไมท่าหน้าอย่างนั้น ไม่อยากแต่งงานกับเขมเหรอ” หญิงสาวเผลอเลื่อนสายตามองอีกฝ่าย แล้วทำหน้างอใส่เขาด้วยความน้อยใจ
“ทำไมเขมคิดไกลถึงขนาดนั้นล่ะ” คำตอบของชายหนุ่มทำให้หญิงสาวสัดส่ายสายตาไปมาด้วยความไม่เข้าใจ
“หมายความว่าไงคะ หมายความว่าพี่บอลจะไม่รับผิดชอบสิ่งที่เกิดขึ้นงั้นเหรอคะ พี่บอลมีอะไรกับเขมไปแล้วนะ อย่ามาทำเป็ไม่รับรู้แบบนี้ ดูไม่เป็ผู้ชายเลยนะคะ”
“เขมก็รู้ว่าพี่ไม่ได้ตั้งใจ คืนนั้นพี่เมา มันไม่ได้เกิดขึ้นจากความรัก” คำตอบของเขา ไม่อาจทำให้เธอยอมรับความจริงได้
“พี่ทำกับเขมแบบนี้ไม่ได้ เขมเป็ของพี่แล้ว ไม่ว่ายังไงพี่ก็ต้องรับผิดชอบ ต้องแต่งงานกับเขม พ่อแม่เขมไม่ยอมแน่ ๆ และอย่าคิดนะคะว่าจะกลับไปหาฝนทิพย์ พี่คิดว่าฝนทิพย์จะยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นระหว่างเราได้เหรอคะ” ภูดิศเลื่อนสายตากลับมายังเขมมิกาครู่หนึ่ง ก่อนจะดึงมือกลับแล้วเดินหายลับไป ปล่อยให้เขมมิกาเก็บความคับแค้นใจไว้ภายใน
ภายในห้องทำงานของหิรัญ ชายหนุ่มยังคงทำงานด้วยความทุ่มเท นับจากเช้าจนเย็นกว่าจะละจากหน้าจอคอมฯ ก่อนเสียงเปิดประตูทำให้เขาหันกลับมา แล้วพบรอยยิ้มของรตีเดินเข้ามาหาพร้อมถือถุงขนมมาฝากเหมือนเช่นเคย
“ขอโทษนะคะที่รบกวน ทำงานเสร็จหรือยังเอ่ย”
“ทำไมมาเร็วกว่าที่นัดไว้ล่ะ” เขาเอ่ยถามพร้อม เสียงมือถือจะดังขึ้น
“ขอรับสายก่อนนะ” เขาหันบอกหญิงสาวพร้อมกดรับ
“ครับพ่อ”
“วันนี้ฝนทิพย์แพ้ท้องหนักเลย แกรีบกลับบ้านนะ จะได้พาฝนทิพย์ไปหาหมอ” สิ้นเสียงของบิดาหิรัญจึงเลื่อนสายตากลับมายังรตีที่นั่งอยู่
“รตี”
“คะ”
“วันนี้ผมมีธุระด่วนแล้วสิ ไว้วันอื่นนะรตี ผมต้องรีบกลับบ้าน” เป็ครั้งแรกที่ชายหนุ่มปฏิเสธ และนั่นทำให้หญิงสาวปล่อยวางทุกอย่าง พลางพยักหน้ายอมรับ
“ไม่เป็ไรค่ะ ไว้วันอื่นก็ได้ คุณรีบกลับบ้านไปจัดการธุระเถอะค่ะ”
“ขอบคุณนะที่เข้าใจ ผมไปก่อนนะ”
“เดี๋ยวสิคะ รับขนมไปทานที่บ้านด้วย ฝีมือรตีทำเองแหละ”
“ขอบใจ” หญิงสาวทอดสายตามองแผ่นหลังของหิรัญที่รีบกลับออกไปด้วยท่าทางรีบร้อน เธอทิ้งตัวลงนั่งยังเก้าอี้แล้วทบทวนสิ่งต่าง ๆ อย่างเงียบ ๆ ไม่นานนักชัยศักดิ์ก็เดินเข้ามาพร้อมกับเครื่องดื่ม เขาเลื่อนสายตามองหาหิรัญก่อนจะน้อมตัวลงแล้วทักทายหญิงสาว
“คุณหิรัญไปไหนเหรอครับ” รตีหันใบหน้าสวยคมกลับมาแล้วตอบด้วยน้ำเสียงสั่นเครือ
“เขากลับบ้านไปแล้วค่ะ เห็นว่ามีธุระด่วน รตีไม่ทราบว่าเป็เื่อะไร แต่ดูท่าทางคุณหิรัญเขาจะรีบมากเลยนะคะ” ชัยศักดิ์ได้ยินดังนั้นจึงรีบเบี่ยงตัวเดินตามหิรัญออกไป ก่อนเสียงหวานของรตีจะเอ่ยขึ้น
“เดี๋ยวก่อนสิคะ”
“มีอะไรเหรอครับ” ชัยศักดิ์หันกลับมา
“รตีถามอะไรอย่างสิคะ” สายตากลมของอีกฝ่าย จับจ้องมองชายหนุ่มอย่างจริงจัง แล้วตัดสินใจถามสิ่งที่คาใจ
“วันนั้น ที่รตีไปบ้านคุณหิรัญ คนพวกนั้นเป็ใครเหรอคะ ดูคุณอธิพันธ์ให้ความสำคัญมาก ๆ เป็ญาติฝ่ายไหนของคุณอธิพันธ์เหรอคะ” คำถามของรตีทำให้ชัยศักดิ์ชะงักครู่หนึ่ง
“เอ่อ...” เขาแสดงท่าทีลังเลไม่กล้าตอบ ก่อนหญิงสาวจะลุกขึ้นจากเก้าอี้แล้วเดินเข้ามาหาอีกฝ่ายด้วยความแปลกใจ
“มีอะไรที่รตีไม่รู้เหรอคะ”
“ผมว่าคุณรตีไปถามคุณหิรัญเองจะดีกว่านะครับ” คำตอบของชัยศักดิ์ทำให้รตีรู้ความหมาย เธอฝืนยิ้มแล้วพยักหน้าปล่อยชัยศักดิ์จากไปอย่างง่ายดาย พลันเก็บเื่ราวทุกอย่างไว้ถามกับเ้าตัว
ระหว่างทางขับรถหิรัญยกมือขึ้นกุมศีรษะแล้วหวนนึกถึงคำสั่งสอนของคุณตา ที่เคยบอกว่า
“คนที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต หลัก ๆ คือคู่ครองต้องส่งเสริมซึ่งกันและกัน หากฐานะเท่าเทียม สังคมเท่าเทียมกันแล้วจะช่วยส่งให้ธุรกิจของเรากว้างขึ้น จำไว้นะ หาเมียต้องหาที่เหมาะสมเท่าเทียมกัน อย่าทำตัวเหมือนแม่ของแก ที่ยึดความรักเป็หลัก สุดท้ายฉันก็ไม่กล้าวางมือจากธุรกิจ อายุขนาดนี้ยังต้องทำงานเพราะหวังพึ่งลูกไม่ได้” หากแต่เมื่อชายหนุ่มหวนคิดได้ดังนั้นภาพของบิดาก็ลอยเข้ามาให้ขบคิดต่อ
“ฟังพ่อนะ ความเหมาะสมไม่เพียงพอให้ชีวิตเรามีความสุข สักวันลูกจะรู้ว่าความรักจริง ๆ มันสวยงามและมีค่ากว่าเงินทองแค่ไหน” หิรัญขบคิดเื่ราวต่าง ๆ ด้วยสติเป็ครั้งแรกแล้วพบว่า รตีเป็ผู้หญิงที่พร้อมเื่ความเหมาะสม แต่ยังไม่สามารถกุมหัวใจเขาได้ ก่อนชายหนุ่มจะถอนหายใจออกมายาวเหยียด พลันเหยียบคันเร่งมุ่งหน้าตรงไปยังบ้านหลังใหญ่
ฝนทิพย์อาเจียนอย่างหนัก เพราะอาการแพ้ท้องเริ่มเห็นชัดขึ้นจนเธอไม่สามารถทานอะไรได้ อธิพันธ์สั่งให้แม่เนียมเตรียมข้าวต้มหมูร้อน ๆ มาให้ ฝนทิพย์ทานไปได้สองคำ เธอก็อาเจียนออกจนหมด
หิรัญเดินเข้ามาในบ้านแล้วทอดสายตาไปยังหญิงสาวนั่งหน้าซีดอยู่ที่โต๊ะอาหารพร้อมอธิพันธ์ และแม่เนียมคอยดูแลอย่างใกล้ชิด
“มาแล้วเหรอ” อธิพันธ์ถามพร้อมสีหน้าโล่งใจเมื่อเห็นลูกชายเดินเข้ามา
“รีบพาหนูฝนไปหาหมอเถอะ พ่อว่าเธอแพ้ท้องหนักเกินไปแล้ว” ชายหนุ่มทอดสายตาไปยังฝนทิพย์ที่นั่งหน้าซีด เขาเดินตรงเข้าไปจับมือเธอ แล้วพาออกมาขึ้นรถทันทีโดยไม่พูดอะไร หลังจากรถแล่นออกไป ท่ามกลางสายตาของอธิพันธ์และแม่เนียม ทั้งสองหันมองกันแล้วส่งยิ้มให้กัน
“ฉันว่า คุณหิรัญดูอ่อนโยนขึ้นนะคะ เหมือนเขาจะยอมรับกลาย ๆ แล้วก็ได้ว่าเด็กในท้องเป็ลูกเขา” แม่เนียมพูดพร้อมสีหน้าดีใจ
“มีบางอย่างทำให้หิรัญมันแน่ใจน่ะสิ ว่าเด็กในท้องเป็ลูกมัน หากไม่มั่นใจ หิรัญไม่มีทางทำแบบนี้แน่นอน” ชายกลางคนพูดทิ้งท้ายพร้อมรอยยิ้ม